สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ปัญหาภัยธรรมชาติ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้อยู่เสมอและตลอดเวลา เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นธรรมชาติทั้งสิ้น มนุษย์ เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นตามวิถีธรรมชาติของโลก เป็นธรรมชาติที่โลกสร้างสรรค์ให้เกิดความสมดุล วิถีการดำรงชีวิตของมนุษย์ สัตว์และสิ่งมีชีวิตทุกชนิดจึงต้องมีภาวะพึ่งพาเพื่อการดำรงอยู่ของธรรมชาติ การดำรงชีวิตของมนุษย์จึงแยกไม่ออกจากธรรมชาติ การเกิดแผ่นดินไหวก็เช่นกัน เป็นการปรับตัวเข้าสู่ภาวะสมดุลของแผ่นเปลือกโลก
กรณีการเกิดแผ่นดินไหว เมื่อเช้าของวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ณ เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งทำให้เกิด คลื่นยักษ์สึนามิ ขึ้นในฝั่งทะเลอันดามันนั้น เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ต้องการปรับสมดุลโครงสร้างของโลก เป็นภัยธรรมชาติที่สิ่งมีชีวิตทุกชีวิตที่ดำรงอยู่บนโลกใบนี้มิอาจหลีกหนีภัยเหล่านี้ได้
แต่ภัยพิบัติจากธรรมชาติในครั้งนี้ สามารถคาดการณ์เพื่อหาทางป้องกันวิกฤตที่จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ จึงไม่มีใครสนใจในการวางแผนรองรับการเกิดแผ่นดินไหวในประเทศไทย คิดว่ามันไกลความเป็นจริงเกินกว่าที่จะใส่ใจ หรือคิดว่าการเกิดแผ่นดินไหวไม่มีความเสี่ยงในบ้านเรา หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงไม่ได้คำนึงถึงการเตรียมแผนรองรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนี้ แล้วบ้านเรามีองค์ความรู้ด้านธรณีวิทยามากน้อยเพียงใด เรามีนักวิจัยด้านธรณีวิทยาสักกี่คนในประเทศไทย มีมหาวิทยาลัยกี่แห่งที่สามารถผลิตนักธรณีวิทยาในระดับที่สามารถทำวิจัยได้
การเฝ้าระวังภัยที่จะเกิดขึ้น มีความสำคัญอย่างสูงยิ่ง แต่บ้านเราให้ความสำคัญกับงานด้านนี้ค่อนข้างต่ำ เพราะคิดว่าไม่มีผลกระทบต่อประเทศเรามากนัก ใครบ้างที่จะเข้าใจปรากฏการณ์เหล่านี้ดี ใครที่เข้าใจในระบบของธรรมชาติมากที่สุด ถ้าไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์หรือนักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การมองภัยที่จะเกิดในอนาคตจะต้องใช้ฐานความรู้จากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ต้องเป็นผู้ที่รู้จริงในเรื่องนั้นๆ ในที่นี้ไม่เฉพาะเจาะจงในเรื่องแผ่นดินไหว แม้แต่เรื่องวิกฤตไข้หวัดนก หรือวิกฤตจากโรคซาร์ส ที่เข้ามาในประเทศไทย เราไม่มีผู้เชี่ยวชาญเพียงพอที่จะบอกวิธีป้องกันหรือแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที หรือแม้จะแก้ได้ในแต่ละปัญหา เราต้องสูญเสียงบประมาณของประเทศอย่างมหาศาล เพราะเราขาดผู้เชี่ยวชาญและขาดการส่งเสริมให้คนเก่งเข้าสู่อาชีพนักวิทยาศาสตร์อย่างจริงจังและต่อเนื่องนั่นเอง
การสร้างนักวิทยาศาสตร์ให้มีความรู้ระดับเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อเป็นนักวิจัยให้กับประเทศ ไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะต้องใช้เวลาในการบ่มเพาะเป็นเวลากว่า 10 ปีและยังต้องบ่มเพาะหลังจากจบปริญญาเอกอย่างน้อยอีก 5 ปี จึงจะมีประสบการณ์ผลักดันความรู้สู่สังคมได้
โครงการหนึ่งที่รัฐบาลควรให้การสนับสนุนอย่างจริงจังและต่อเนื่องคือโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหรือที่เรียกว่าโครงการ พสวท. ที่ดำเนินการโดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีวัตถุประสงค์ในการผลิตนักวิทยาศาสตร์หรือนักวิจัยทางวิทยาศาสตร์โดยให้ทุนการศึกษาตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจนถึงระดับปริญญาเอกทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสาขาวิชาด้านเคมี ชีววิทยา ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์และ ธรณีวิทยา เพื่อทำงานในหน่วยงานวิจัยและในมหาวิทยาลัยของรัฐทั่วประเทศ
การผลิตนักวิจัยที่มีความสามารถสูงแต่ละคนรัฐจะต้องยอมลงทุนการพัฒนาศักยภาพอย่างจริงจังและต้องใช้เวลาในการผลิตเป็นเวลานานจึงจะได้นักวิจัยที่มีความรู้ ความสามารถในแต่ละคน การให้ไปศึกษาต่อต่างประเทศเพื่อรับการซึมซับองค์ความรู้ในระดับสากล เพื่อนำความรู้มาใช้กับประเทศไทยเราจึงยังมีความสำคัญยิ่ง จากประสบการณ์การผลิตนักวิทยาศาสตร์จากโครงการ พสวท. 20 ปี ผู้ที่จบปริญญาเอกด้านธรณีวิทยามีเพียง 5 คนเท่านั้น เนื่องจากมีผู้สนใจเป็นนักธรณีน้อย ยิ่งปีนี้โครงการ พสวท.ไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุนทุนต่างประเทศเลย จะมีผลกระทบและขาดช่วงของผู้เชี่ยวชาญที่จะกลับมารับใช้ประเทศในอนาคตอย่างแน่นอน
กรณีเหตุการณ์ "แผ่นดินไหว เกิดคลื่นยักษ์สึนามิ" บทเรียนนี้ราคาแพงมากนักกับประเทศไทยที่ขาดนักวิชาการ หรือนักวิจัย ที่จะเฝ้าระวังการเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ที่ทำให้ประเทศมีผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติอย่างมหาศาล รัฐบาลจะต้องสร้างค่านิยมให้นักวิทยาศาสตร์หรือนักวิจัย เป็นอาชีพที่เป็นยอดนิยมของเยาวชนให้ได้ มิเช่นนั้นอาชีพนักวิทยาศาสตร์ที่ต้องการผู้ที่มีศักยภาพสูง จะยังไม่อยู่ในกระแสของค่านิยมของเยาวชนและค่านิยมของผู้ปกครอง
นี่คือกรณีศึกษาหนึ่งเท่านั้นที่ประเทศขาดแคลนผู้มีความรู้ ความสามารถด้านธรณีวิทยาแต่ยังมีเหตุการณ์อื่นอีกมากที่ประเทศต้องสูญเสียงบประมาณมหาศาลเพื่อแก้ปัญหากับภัยธรรมชาติที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอุทกภัย วาตภัย หรือภัยจากเชื้อโรคระบาด หรือภัยจากสารพิษธรรมชาติ ซึ่งภัยเหล่านี้ ประเทศไทยมักพบอยู่เสมอ แม้แต่ภัยจากฝีมือมนุษย์เองที่เกิดจากองค์ความรู้ใหม่ที่เรารู้เท่าไม่ถึงการณ์อีกมาก เป็นเพราะประเทศเรามีนักวิทยาศาสตร์ไม่เพียงพอ จึงไม่มีความสามารถป้องกันการสูญเสียได้
และสิ่งที่ไม่ควรสูญเสียอย่างมากมายคือชีวิตของประชาชน เพราะถ้ามีการป้องกันและเฝ้าระวังอย่างระมัดระวังโดยกระบวนการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เหตุการณ์ที่ไม่ควรสูญเสียก็จะไม่เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นก็กระทบไม่มากนักอย่างเช่นประเทศไทยที่ตอบได้เพียงอย่างเดียวว่า ไม่รู้ว่าจะกระทบกับบ้านเรามากขนาดนี้ นี่คือคำตอบ ทั้งๆ ที่รู้ว่าเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ประเทศอินโดนีเซีย การเกิดคลื่นยักษ์ กว่าจะถึงประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมง ทำไมเราจึงประกาศเพื่อให้ประชาชนเตรียมตัวป้องกันชีวิต จึงไม่ทันเหตุการณ์
ดังนั้น โครงการ พสวท.เป็นอีกโครงการหนึ่งที่รัฐบาลต้องทุ่มเทสร้างแรงจูงใจให้เด็กเก่งมาสนใจอาชีพนักวิทยาศาสตร์ เพราะเป็นโครงการบ่มเพาะนักวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เล็กจนประกอบอาชีพได้ แต่ค่านิยมในวิชาชีพนี้ยังไม่จูงใจพอ รัฐจะต้องสร้างค่านิยมในวิชาชีพโดยจัดทำเป็นวาระแห่งชาติให้เยาวชนหันมาประกอบอาชีพนักวิทยาศาสตร์มากขึ้นเพื่อนำมันสมองชั้นเยี่ยมนี้ มาป้องกันและแก้ปัญหาภัยพิบัติต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น พร้อมทั้งการสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้กับการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
สอบถามข้อมูลได้ในโครงการสร้างขวัญ สานฝันสู่อาชีพนักวิทยาศาสตร์ไทย : โครงการแนะแนวเพื่อการศึกษา www.ipst.ac.th/dpst หรือ E-mail : pinch@ipst.ac.th
ปัญหาภัยธรรมชาติ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้อยู่เสมอและตลอดเวลา เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นธรรมชาติทั้งสิ้น มนุษย์ เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นตามวิถีธรรมชาติของโลก เป็นธรรมชาติที่โลกสร้างสรรค์ให้เกิดความสมดุล วิถีการดำรงชีวิตของมนุษย์ สัตว์และสิ่งมีชีวิตทุกชนิดจึงต้องมีภาวะพึ่งพาเพื่อการดำรงอยู่ของธรรมชาติ การดำรงชีวิตของมนุษย์จึงแยกไม่ออกจากธรรมชาติ การเกิดแผ่นดินไหวก็เช่นกัน เป็นการปรับตัวเข้าสู่ภาวะสมดุลของแผ่นเปลือกโลก
กรณีการเกิดแผ่นดินไหว เมื่อเช้าของวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ณ เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งทำให้เกิด คลื่นยักษ์สึนามิ ขึ้นในฝั่งทะเลอันดามันนั้น เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ต้องการปรับสมดุลโครงสร้างของโลก เป็นภัยธรรมชาติที่สิ่งมีชีวิตทุกชีวิตที่ดำรงอยู่บนโลกใบนี้มิอาจหลีกหนีภัยเหล่านี้ได้
แต่ภัยพิบัติจากธรรมชาติในครั้งนี้ สามารถคาดการณ์เพื่อหาทางป้องกันวิกฤตที่จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ จึงไม่มีใครสนใจในการวางแผนรองรับการเกิดแผ่นดินไหวในประเทศไทย คิดว่ามันไกลความเป็นจริงเกินกว่าที่จะใส่ใจ หรือคิดว่าการเกิดแผ่นดินไหวไม่มีความเสี่ยงในบ้านเรา หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงไม่ได้คำนึงถึงการเตรียมแผนรองรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนี้ แล้วบ้านเรามีองค์ความรู้ด้านธรณีวิทยามากน้อยเพียงใด เรามีนักวิจัยด้านธรณีวิทยาสักกี่คนในประเทศไทย มีมหาวิทยาลัยกี่แห่งที่สามารถผลิตนักธรณีวิทยาในระดับที่สามารถทำวิจัยได้
การเฝ้าระวังภัยที่จะเกิดขึ้น มีความสำคัญอย่างสูงยิ่ง แต่บ้านเราให้ความสำคัญกับงานด้านนี้ค่อนข้างต่ำ เพราะคิดว่าไม่มีผลกระทบต่อประเทศเรามากนัก ใครบ้างที่จะเข้าใจปรากฏการณ์เหล่านี้ดี ใครที่เข้าใจในระบบของธรรมชาติมากที่สุด ถ้าไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์หรือนักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การมองภัยที่จะเกิดในอนาคตจะต้องใช้ฐานความรู้จากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ต้องเป็นผู้ที่รู้จริงในเรื่องนั้นๆ ในที่นี้ไม่เฉพาะเจาะจงในเรื่องแผ่นดินไหว แม้แต่เรื่องวิกฤตไข้หวัดนก หรือวิกฤตจากโรคซาร์ส ที่เข้ามาในประเทศไทย เราไม่มีผู้เชี่ยวชาญเพียงพอที่จะบอกวิธีป้องกันหรือแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที หรือแม้จะแก้ได้ในแต่ละปัญหา เราต้องสูญเสียงบประมาณของประเทศอย่างมหาศาล เพราะเราขาดผู้เชี่ยวชาญและขาดการส่งเสริมให้คนเก่งเข้าสู่อาชีพนักวิทยาศาสตร์อย่างจริงจังและต่อเนื่องนั่นเอง
การสร้างนักวิทยาศาสตร์ให้มีความรู้ระดับเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อเป็นนักวิจัยให้กับประเทศ ไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะต้องใช้เวลาในการบ่มเพาะเป็นเวลากว่า 10 ปีและยังต้องบ่มเพาะหลังจากจบปริญญาเอกอย่างน้อยอีก 5 ปี จึงจะมีประสบการณ์ผลักดันความรู้สู่สังคมได้
โครงการหนึ่งที่รัฐบาลควรให้การสนับสนุนอย่างจริงจังและต่อเนื่องคือโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหรือที่เรียกว่าโครงการ พสวท. ที่ดำเนินการโดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีวัตถุประสงค์ในการผลิตนักวิทยาศาสตร์หรือนักวิจัยทางวิทยาศาสตร์โดยให้ทุนการศึกษาตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจนถึงระดับปริญญาเอกทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสาขาวิชาด้านเคมี ชีววิทยา ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์และ ธรณีวิทยา เพื่อทำงานในหน่วยงานวิจัยและในมหาวิทยาลัยของรัฐทั่วประเทศ
การผลิตนักวิจัยที่มีความสามารถสูงแต่ละคนรัฐจะต้องยอมลงทุนการพัฒนาศักยภาพอย่างจริงจังและต้องใช้เวลาในการผลิตเป็นเวลานานจึงจะได้นักวิจัยที่มีความรู้ ความสามารถในแต่ละคน การให้ไปศึกษาต่อต่างประเทศเพื่อรับการซึมซับองค์ความรู้ในระดับสากล เพื่อนำความรู้มาใช้กับประเทศไทยเราจึงยังมีความสำคัญยิ่ง จากประสบการณ์การผลิตนักวิทยาศาสตร์จากโครงการ พสวท. 20 ปี ผู้ที่จบปริญญาเอกด้านธรณีวิทยามีเพียง 5 คนเท่านั้น เนื่องจากมีผู้สนใจเป็นนักธรณีน้อย ยิ่งปีนี้โครงการ พสวท.ไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุนทุนต่างประเทศเลย จะมีผลกระทบและขาดช่วงของผู้เชี่ยวชาญที่จะกลับมารับใช้ประเทศในอนาคตอย่างแน่นอน
กรณีเหตุการณ์ "แผ่นดินไหว เกิดคลื่นยักษ์สึนามิ" บทเรียนนี้ราคาแพงมากนักกับประเทศไทยที่ขาดนักวิชาการ หรือนักวิจัย ที่จะเฝ้าระวังการเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ที่ทำให้ประเทศมีผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติอย่างมหาศาล รัฐบาลจะต้องสร้างค่านิยมให้นักวิทยาศาสตร์หรือนักวิจัย เป็นอาชีพที่เป็นยอดนิยมของเยาวชนให้ได้ มิเช่นนั้นอาชีพนักวิทยาศาสตร์ที่ต้องการผู้ที่มีศักยภาพสูง จะยังไม่อยู่ในกระแสของค่านิยมของเยาวชนและค่านิยมของผู้ปกครอง
นี่คือกรณีศึกษาหนึ่งเท่านั้นที่ประเทศขาดแคลนผู้มีความรู้ ความสามารถด้านธรณีวิทยาแต่ยังมีเหตุการณ์อื่นอีกมากที่ประเทศต้องสูญเสียงบประมาณมหาศาลเพื่อแก้ปัญหากับภัยธรรมชาติที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอุทกภัย วาตภัย หรือภัยจากเชื้อโรคระบาด หรือภัยจากสารพิษธรรมชาติ ซึ่งภัยเหล่านี้ ประเทศไทยมักพบอยู่เสมอ แม้แต่ภัยจากฝีมือมนุษย์เองที่เกิดจากองค์ความรู้ใหม่ที่เรารู้เท่าไม่ถึงการณ์อีกมาก เป็นเพราะประเทศเรามีนักวิทยาศาสตร์ไม่เพียงพอ จึงไม่มีความสามารถป้องกันการสูญเสียได้
และสิ่งที่ไม่ควรสูญเสียอย่างมากมายคือชีวิตของประชาชน เพราะถ้ามีการป้องกันและเฝ้าระวังอย่างระมัดระวังโดยกระบวนการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เหตุการณ์ที่ไม่ควรสูญเสียก็จะไม่เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นก็กระทบไม่มากนักอย่างเช่นประเทศไทยที่ตอบได้เพียงอย่างเดียวว่า ไม่รู้ว่าจะกระทบกับบ้านเรามากขนาดนี้ นี่คือคำตอบ ทั้งๆ ที่รู้ว่าเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ประเทศอินโดนีเซีย การเกิดคลื่นยักษ์ กว่าจะถึงประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมง ทำไมเราจึงประกาศเพื่อให้ประชาชนเตรียมตัวป้องกันชีวิต จึงไม่ทันเหตุการณ์
ดังนั้น โครงการ พสวท.เป็นอีกโครงการหนึ่งที่รัฐบาลต้องทุ่มเทสร้างแรงจูงใจให้เด็กเก่งมาสนใจอาชีพนักวิทยาศาสตร์ เพราะเป็นโครงการบ่มเพาะนักวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เล็กจนประกอบอาชีพได้ แต่ค่านิยมในวิชาชีพนี้ยังไม่จูงใจพอ รัฐจะต้องสร้างค่านิยมในวิชาชีพโดยจัดทำเป็นวาระแห่งชาติให้เยาวชนหันมาประกอบอาชีพนักวิทยาศาสตร์มากขึ้นเพื่อนำมันสมองชั้นเยี่ยมนี้ มาป้องกันและแก้ปัญหาภัยพิบัติต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น พร้อมทั้งการสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้กับการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
สอบถามข้อมูลได้ในโครงการสร้างขวัญ สานฝันสู่อาชีพนักวิทยาศาสตร์ไทย : โครงการแนะแนวเพื่อการศึกษา www.ipst.ac.th/dpst หรือ E-mail : pinch@ipst.ac.th


