ระบอบเผด็จการหมายถึง ระบอบการเมืองที่อำนาจอธิปไตยเป็นของคนส่วนน้อย เป็นของชนชั้นร่ำรวย (นายทุน, นายทาส, นายบ่อน, นายซ่อง, ผู้มีอิทธิพล เป็นต้น) ทั้งยังจัดความสัมพันธ์โดยที่ยังขาด หรือไม่มีด้านหลักธรรมหรือหลักการปกครอง ระบอบปัจจุบันมีแต่ด้านวิธีการปกครองเพียงด้านเดียวได้แก่ หมวดและมาตราต่างๆ ส่วนการเลือกตั้ง ก็เป็นวิธีการอย่างหนึ่งเป็นเพียงวิธีการขึ้นสู่อำนาจเท่านั้น วิธีการ มีลักษณะเป็นกลางๆ คือสามารถนำไปใช้ในระบอบอะไรก็ได้ แต่เมืองไทยโคตรหลง (หลงยิ่งกว่าหลง, มิจฉาทิฐิยิ่งกว่ามิจฉาทิฐิ) ที่เข้าใจว่าการมีรัฐธรรมนูญก็ดี, มีการเลือกตั้งก็ดีคือ ระบอบประชาธิปไตย
และประเทศไทยใช้ รูปการปกครอง คือระบบรัฐสภา จึงได้ชื่อว่าระบอบเผด็จการระบบรัฐสภา
ในทางที่จะเป็นสัมมาทิฐิในการสร้างระบอบการเมืองที่เป็นธรรมและเป็นไปอย่างถูกต้องเพื่อปวงชนทั้งแผ่นดิน จะยังให้ประชาชนมีความสำนึกต่อประเทศชาติ ยังความเข้มแข็งและมีความมั่นคงอย่างยั่งยืนนั้น คือการจัดความสัมพันธ์ในการสร้างระบอบให้ครบองค์ประกอบทั้งส่วนที่เป็นด้านหลักการปกครอง และด้านวิธีการปกครอง และวิธีการปกครองต้องขึ้นต่อหลักการปกครองเสมอไป
ถ้าประเทศมีหลักการปกครองที่เป็นธรรม, ยุติธรรมต่อปวงชนทั้งแผ่นดิน ฉันใด วิธีการปกครองก็ย่อมจะมีความยุติธรรมต่อประชาชน ฉันนั้น
ปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้เป็นปัญหาทางการเมือง พับนกแจกเป็นผลดีในแง่ทางจิตใจชั่วข้ามคืน แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาหรือก่อให้เกิดสันติสุขตามที่ปวงชนและประเทศชาติต้องการได้ เพราะเหตุที่แท้จริงเนื่องมาจากระบอบเผด็จการระบบรัฐสภาปัจจุบันนั่นเอง สร้างระบอบการเมืองที่เป็นธรรม จะทำให้หมดเงื่อนไข ปัญหาแบ่งแยกก็จะหมดไป
ท่านผู้อ่านถามว่า แล้วระบอบ หรือหลักการปกครองที่เป็นธรรมนั้นควรจะเป็นอย่างไร? ก็ขอเสนอในเบื้องต้นโดยย่อที่สุด ดังนี้ (ซึ่งใครๆ ก็สามารถเสนอได้ถ้าเห็นว่าหลักการนั้นเป็นธรรม)
1. หลักธรรมาธิปไตย (ถือธรรมเป็นใหญ่)
2. หลักพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ (ถือพระมหากษัตริย์เป็นใหญ่)
3. หลักอำนาจอธิปไตยของปวงชน (ถือประชาชนเป็นใหญ่)
4. หลักบุคคลมีเสรีภาพบริบูรณ์ (ทางความคิดและทางการเมือง ไม่เลือกชนชั้นวรรณะ)
5. หลักความเสมอภาค (ประชาชนมีความเสมอภาคทางการเมือง, ทางโอกาสไม่เลือกชนชั้นวรรณะ)
6. หลักภราดรภาพ (ไม่แบ่งศาสนา, ชนชั้นวรรณะ)
7. หลักดุลยภาพ
8. หลักเอกภาพ
9. หลักนิติธรรม (ตามกฎธรรมชาติ)
หลักนิติธรรมนี้ไม่ใช่หลักนิติธรรม ตามหลักปรัชญาตะวันตก) หลักการปกครองทั้ง 9 นี้จะต้องเป็นหลักทั่วไปคลุมเหตุปัจจัยอื่นทั้งหมด ไม่ตาย มีความถาวร, เป็นอำนาจธรรมที่ใหญ่กว่าอำนาจอื่นทั้งหมด ส่วนรูปแบบการปกครองยังคงเป็นระบบรัฐสภาเหมือนเดิม
หลักการนี้ถ้าได้สถาปนาขึ้นเป็นหลักการปกครอง ก็จะนำไปสู่การแก้ปัญหาเหตุวิกฤตชาติได้สำเร็จ และสามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาอื่นๆ ให้ลุล่วงไปเป็นลำดับ เมื่อประชาชนได้รับทราบและจำหลักการทั้ง 9 ได้ จะทำให้ระบอบการเมืองสว่าง ประชาชนเข้าใจได้ง่าย และประชาชนจะรู้ และฉลาดในความสัมพันธ์ระหว่างกัน ทั้งบุคคลต่อบุคคล และระหว่างบุคคลกับสังคมและการเมือง ทุกวันนี้คนไทยไม่รู้จักหลักการทั้ง 9 สังคมจึงไหลลงไปสู่ความเสื่อมลงเรื่อยๆ คนรวยยิ่งรวยล้นฟ้า
ผู้มีอำนาจหน้าที่ต้องใช้ความรู้ความสามารถ ดำเนินการแก้ปัญหาโจรก่อการร้ายภาคใต้ ขึ้นสู่การแก้ปัญหาเหตุแห่งวิกฤตชาติทั้งองค์รวม จึงจะแก้ปัญหาให้ตกไปได้ (ผู้มีอำนาจยังไม่มีเหตุปัจจัยที่จะได้รับฟังความเห็นของข้าพเจ้า) หลายรัฐบาลที่ผ่านมาไม่รู้เหตุแห่งวิกฤตชาติ มัวแต่แก้ปัญหาปลายเหตุเรื่อยมา สมดังที่ รองศาสตราจารย์พูนศักดิ์ วรรณพงษ์ ได้บันทึกไว้ในหนังสือ "ธรรมศาสน์" หน้า 352 ความว่า "เก่งแต่โกง, ร่ำรวยแต่ชั่วร้าย, ซื่ออยู่บ้างแต่โง่งม, โง่งมแต่กลับยิ่งขยัน, โง่แล้วขยันต้องเอาไปบั่นคอ"
นับแต่ พระปฐมบรมราโชวาท เมื่อเสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" ซึ่งได้พิสูจน์ประจักษ์เป็นจริง โดยพระราชจริยวัตร และพระราชกรณียกิจตลอดเวลากว่าครึ่งศตวรรษ
พระมหากษัตริย์ของประเทศไทยนั้นยิ่งใหญ่ด้วยพระบรมเดชานุภาพ เพราะหลักสาระสำคัญแห่งสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยคือ ทศพิธราชธรรม ซึ่งสืบทอดมาแต่บรรพกาล ทศพิธราชธรรม 10 ประการ อันเป็นหลักธรรมของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ได้แก่
1. ทาน คือการให้ทั้งวัตถุทาน ธรรมทาน และอภัยทานแก่พสกนิกร
2. ศีล การละเว้นจากความประพฤติที่ผิดทั้งปวง
3. ปริจจาคะ การบริจาคคือ เสียสละความสุขสำราญ เพื่อประโยชน์สุขของปวงชน
4. อาชชวะ ความซื่อตรงและเข้มแข็ง ที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง มีความจริงใจ
5. มัททวะ ความอ่อนโยน คือมีอัธยาศัยสุภาพต่อคนทั้งปวง
6. ตปะ ความเพียรพยายาม ที่จะเผาผลาญกิเลสที่อาจเกิดขึ้น
7. อักโกธะ ความไม่โกรธ คือ ไม่กริ้วกราด ไม่กระทำสิ่งใดด้วยอำนาจของความโกรธ
8. อวิหิงสา ไม่เบียดเบียนผู้อื่นทั้งทางตรงและทางอ้อม
9. ขันติ ความอดทน อดกลั้น ต่อสิ่งยั่วโลภะ โทสะ โมหะทั้งปวง
10. อวิโรธนัง ความไม่คลาดธรรม คือ วางองค์เป็นหลักแน่นในธรรม
และนอกจากนี้ยังมีจักรวรรดิวัตร วัตรของพระเจ้าจักรพรรดิ พระจริยาที่พระจักรพรรดิพึงทรงบำเพ็ญสม่ำเสมอ ธรรมเนียมการทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจของพระเจ้าจักรพรรดิ หน้่าที่ของผู้ปกครองอันยิ่งใหญ่ ว่าโดยย่อคือ
1. ธรรมาธิปไตย เคารพนับถือบูชา ยำเกรงขาม ถือธรรมเป็นหลัก ถือธรรมเป็นใหญ่ ถือธรรมเป็นธงชัย เป็นธรรมาธิปไตย และชักชวนให้นักการเมือง ข้าราชการ ปฏิบัติธรรม
2. อธรรมการ ห้ามกั้นมิให้มีการอัน "อธรรม" เกิดขึ้นในราชอาณาเขต คือ จักการป้องกันมิให้มีการกระทำความผิด ความชั่วร้ายเดือดร้อนเกิดขึ้นในบ้านเมือง
3. ธนานุประทาน ปันทรัพย์เฉลี่ยให้แก่ชนผู้ไร้ทรัพย์ มิให้มีประชาชนขัดสนยากไร้ในประเทศ
4. สมณพราหมณปริปุจฉา ปรึกษาปัญหากับพระสงฆ์พราหมณ์ ผู้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ไม่ประมาทมัวเมา สงเคราะห์นักปราชญ์นักวิชาการผู้ทรงคุณธรรมอยู่เสมอตามกาลอันควร
เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปในหมู่เหล่าพสกนิกรว่า พระมหากษัตริย์ไทยเรานั้นยิ่งใหญ่ด้วยพระบรมเดชานุภาพ และพระบารมีเหนือสถาบันพระมหากษัตริย์ในประเทศทั้งปวง
ขออัญเชิญพระราชดำรัสเมื่อครั้งทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พุทธศักราช 2539 ความตอนหนึ่งว่า "พระเจ้าอยู่หัวก็อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ แต่มีในรัฐธรรมนูญว่าทุกคนมีสิทธิเสรีภาพจะพูดได้อย่างนี้ก็ขอถือสิทธิเสรีภาพภายใต้รัฐธรรมนูญที่จะพูดอย่างนี้ ถ้าอยากจะเอาโทษ ก็เอาโทษได้ ลองไปหาข้อหา ก็ยอมรับยอมฟังข้อหาต่างๆ อันนี้เป็นวงเล็บ แต่ว่าการแก้ไขปัญหาจราจรนี้ก็จะมาอยู่ที่ว่ากิจการหรือระบอบ ระบบต่างๆ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง โดยใช้วิธีการเมือง แม้จะปฏิรูปเท่าไรๆ ก็ทำไม่ได้"
และขออัญเชิญจาก ก.ส. 9 ส.ค.ส. 2539 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช พระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย
"ตลอดปีเก่า โลกประสบปัญหานานาประการ คนต้องใช้มือเกาหัว สุนัขใช้เท้าเกา ลิงใช้ทั้งมือทั้งเท้า คนสมัยใหม่ใช้เครื่องสมองกล คนโบราณใช้เท้ามากรอง บางคนดีดลูกคิด พูดอย่างนี้อาจสีีซอให้ควายฟัง ขอให้ตีความให้แตก เพื่อปัดเป่าอุปสรรค ถ้าดีดสีตีเป่าให้กลมกล่อม ก็มีหวัง ผ่านพ้นปัญหาทั้งหลาย ขอจงมีความสุขความเจริญ ส.ค.ส. ปี 2539"
ผู้เขียนได้อัญเชิญ ส.ค.ส.ที่ทรงพระราชทานไว้เมื่อปลายปีพุทธศักราช 2538 เป็นเวลาประมาณ 9 ปีแล้ว รัฐบาลทั้งหลายยังไม่รู้เหตุวิกฤตของชาติ มุ่งแต่ไปแก้ปัญหาปลายเหตุ พอมีผู้เสนอแก้ปัญหาที่ต้นเหตุให้ ก็ไม่สนใจ เหยียบคบไฟส่องทางของแผ่นดิน นายกรัฐมนตรีแห่งแผ่นดินเสียสละเวลาเพียงไม่เกิน 3 ชั่วโมง ก็สามารถแก้ปัญหาวิกฤตของชาติอันเป็นปัญหาด้านทั่วไปให้ผ่านพ้นไปได้ และปัญหาปลายเหตุทั้งปวงอันเป็นปัญหาด้านจำเพาะก็จะแก้ไปได้อย่างง่ายดาย
จึงได้นำปริศนาธรรมของพระเจ้าแผ่นดินเมื่อครั้งปลายปีพุทธศักราช 2538 มาเฉลยกันอีกครั้งหนึ่ง เห็นว่ายังทันสมัยตลอดไป จนกว่าประเทศไทยจะได้รับการแก้ไขปัญหาพื้นฐานของชาติ อันเป็นเหตุแห่งวิกฤตทั้งปวงของแผ่นดินผ่านพ้นไปได้
"ตลอดปีเก่า โลกประสบปัญหานานาประการ คนต้องใช้มือเกาหัว สุนัขใช้เท้าเกา ลิงใช้ทั้งมือทั้งเท้า คนสมัยใหม่ใช้เครื่องสมองกล คนโบราณใช้เท้ามากรอง บางคนดีดลูกคิด (ทรงชี้สถานการณ์และเหตุปัจจัย) พูดอย่างนี้อาจสีซอให้ควายฟัง ขอให้ตีความให้แตก (ทรงให้ประชาชนคิดใช้ปัญญาพิจารณา) เพื่อปัดเป่าอุปสรรค (ทรงให้ดำเนินแก้ไขเหตุของปัญหา) ถ้าดีดสีตีเป่าให้กลมกล่อม (ทรงให้รู้รักสามัคคี) ก็มีหวัง ผ่านพ้นปัญหาทั้งหลาย ขอจงมีความสุขความเจริญ ส.ค.ส.ปี 2539 (ทรงให้มีความสุขสมบูรณ์ถ้วนหน้า)"
"ทรงชี้สถานการณ์และเหตุปัจจัย (กฎอิทัปปัจจยตา)
ทรงให้ประชาชนคิดใช้ปัญญาพิจารณา
ทรงให้ดำเนินแก้ไขเหตุของปัญหา
ทรงให้รู้รักสามัคคี
ทรงให้มีความสุขโดยถ้วนหน้า"
จึงได้สรุปตามความเห็นว่า
"ไขปริศนาธรรมมหาราชา คือ ร่วมเสนอหลักการปกครองธรรมาธิปไตย แก้ไขเหตุวิกฤตชาติ บรรลุประเทศมหาอำนาจ เกษตรอุตสาหกรรม เป็นแกนนำสามัคคีธรรมสร้างสันติภาพโลก"
มนุษย์ทั้งหลายไม่มีอะไรเป็นของตนเอง ทุกอย่างเป็นของแผ่นดิน เป็นของธรรมชาติ เป็นสัจจริง เป็นเช่นนั้นเองแห่งธรรมทั้งปวง มัวทะเลาะกันอยู่ไย เดินก้าวไปตามวิถีธรรมทั้งแผ่นดินกันเถิด
สภาพการณ์ปัจจุบัน คุณธรรมอันยิ่งใหญ่จากสถาบันพระศาสนา, คุณธรรมอันยิ่งใหญ่จากสถาบันพระมหากษัตริย์ 3,000 กว่าโครงการ เพราะอยู่ใต้ระบอบเผด็จการฯ จึงมิอาจต้านทานเหตุความเลวร้ายจากระบอบนั้นได้ ช่วยกันคิดแก้ไขก่อนที่จะสายเกินไป...
ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ด้วยอิทธิบาท 4 แห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อพระราชกรณียกิจอันสำคัญยิ่งใหญ่ของแผ่นดิน
และประเทศไทยใช้ รูปการปกครอง คือระบบรัฐสภา จึงได้ชื่อว่าระบอบเผด็จการระบบรัฐสภา
ในทางที่จะเป็นสัมมาทิฐิในการสร้างระบอบการเมืองที่เป็นธรรมและเป็นไปอย่างถูกต้องเพื่อปวงชนทั้งแผ่นดิน จะยังให้ประชาชนมีความสำนึกต่อประเทศชาติ ยังความเข้มแข็งและมีความมั่นคงอย่างยั่งยืนนั้น คือการจัดความสัมพันธ์ในการสร้างระบอบให้ครบองค์ประกอบทั้งส่วนที่เป็นด้านหลักการปกครอง และด้านวิธีการปกครอง และวิธีการปกครองต้องขึ้นต่อหลักการปกครองเสมอไป
ถ้าประเทศมีหลักการปกครองที่เป็นธรรม, ยุติธรรมต่อปวงชนทั้งแผ่นดิน ฉันใด วิธีการปกครองก็ย่อมจะมีความยุติธรรมต่อประชาชน ฉันนั้น
ปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้เป็นปัญหาทางการเมือง พับนกแจกเป็นผลดีในแง่ทางจิตใจชั่วข้ามคืน แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาหรือก่อให้เกิดสันติสุขตามที่ปวงชนและประเทศชาติต้องการได้ เพราะเหตุที่แท้จริงเนื่องมาจากระบอบเผด็จการระบบรัฐสภาปัจจุบันนั่นเอง สร้างระบอบการเมืองที่เป็นธรรม จะทำให้หมดเงื่อนไข ปัญหาแบ่งแยกก็จะหมดไป
ท่านผู้อ่านถามว่า แล้วระบอบ หรือหลักการปกครองที่เป็นธรรมนั้นควรจะเป็นอย่างไร? ก็ขอเสนอในเบื้องต้นโดยย่อที่สุด ดังนี้ (ซึ่งใครๆ ก็สามารถเสนอได้ถ้าเห็นว่าหลักการนั้นเป็นธรรม)
1. หลักธรรมาธิปไตย (ถือธรรมเป็นใหญ่)
2. หลักพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ (ถือพระมหากษัตริย์เป็นใหญ่)
3. หลักอำนาจอธิปไตยของปวงชน (ถือประชาชนเป็นใหญ่)
4. หลักบุคคลมีเสรีภาพบริบูรณ์ (ทางความคิดและทางการเมือง ไม่เลือกชนชั้นวรรณะ)
5. หลักความเสมอภาค (ประชาชนมีความเสมอภาคทางการเมือง, ทางโอกาสไม่เลือกชนชั้นวรรณะ)
6. หลักภราดรภาพ (ไม่แบ่งศาสนา, ชนชั้นวรรณะ)
7. หลักดุลยภาพ
8. หลักเอกภาพ
9. หลักนิติธรรม (ตามกฎธรรมชาติ)
หลักนิติธรรมนี้ไม่ใช่หลักนิติธรรม ตามหลักปรัชญาตะวันตก) หลักการปกครองทั้ง 9 นี้จะต้องเป็นหลักทั่วไปคลุมเหตุปัจจัยอื่นทั้งหมด ไม่ตาย มีความถาวร, เป็นอำนาจธรรมที่ใหญ่กว่าอำนาจอื่นทั้งหมด ส่วนรูปแบบการปกครองยังคงเป็นระบบรัฐสภาเหมือนเดิม
หลักการนี้ถ้าได้สถาปนาขึ้นเป็นหลักการปกครอง ก็จะนำไปสู่การแก้ปัญหาเหตุวิกฤตชาติได้สำเร็จ และสามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาอื่นๆ ให้ลุล่วงไปเป็นลำดับ เมื่อประชาชนได้รับทราบและจำหลักการทั้ง 9 ได้ จะทำให้ระบอบการเมืองสว่าง ประชาชนเข้าใจได้ง่าย และประชาชนจะรู้ และฉลาดในความสัมพันธ์ระหว่างกัน ทั้งบุคคลต่อบุคคล และระหว่างบุคคลกับสังคมและการเมือง ทุกวันนี้คนไทยไม่รู้จักหลักการทั้ง 9 สังคมจึงไหลลงไปสู่ความเสื่อมลงเรื่อยๆ คนรวยยิ่งรวยล้นฟ้า
ผู้มีอำนาจหน้าที่ต้องใช้ความรู้ความสามารถ ดำเนินการแก้ปัญหาโจรก่อการร้ายภาคใต้ ขึ้นสู่การแก้ปัญหาเหตุแห่งวิกฤตชาติทั้งองค์รวม จึงจะแก้ปัญหาให้ตกไปได้ (ผู้มีอำนาจยังไม่มีเหตุปัจจัยที่จะได้รับฟังความเห็นของข้าพเจ้า) หลายรัฐบาลที่ผ่านมาไม่รู้เหตุแห่งวิกฤตชาติ มัวแต่แก้ปัญหาปลายเหตุเรื่อยมา สมดังที่ รองศาสตราจารย์พูนศักดิ์ วรรณพงษ์ ได้บันทึกไว้ในหนังสือ "ธรรมศาสน์" หน้า 352 ความว่า "เก่งแต่โกง, ร่ำรวยแต่ชั่วร้าย, ซื่ออยู่บ้างแต่โง่งม, โง่งมแต่กลับยิ่งขยัน, โง่แล้วขยันต้องเอาไปบั่นคอ"
นับแต่ พระปฐมบรมราโชวาท เมื่อเสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" ซึ่งได้พิสูจน์ประจักษ์เป็นจริง โดยพระราชจริยวัตร และพระราชกรณียกิจตลอดเวลากว่าครึ่งศตวรรษ
พระมหากษัตริย์ของประเทศไทยนั้นยิ่งใหญ่ด้วยพระบรมเดชานุภาพ เพราะหลักสาระสำคัญแห่งสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยคือ ทศพิธราชธรรม ซึ่งสืบทอดมาแต่บรรพกาล ทศพิธราชธรรม 10 ประการ อันเป็นหลักธรรมของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ได้แก่
1. ทาน คือการให้ทั้งวัตถุทาน ธรรมทาน และอภัยทานแก่พสกนิกร
2. ศีล การละเว้นจากความประพฤติที่ผิดทั้งปวง
3. ปริจจาคะ การบริจาคคือ เสียสละความสุขสำราญ เพื่อประโยชน์สุขของปวงชน
4. อาชชวะ ความซื่อตรงและเข้มแข็ง ที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง มีความจริงใจ
5. มัททวะ ความอ่อนโยน คือมีอัธยาศัยสุภาพต่อคนทั้งปวง
6. ตปะ ความเพียรพยายาม ที่จะเผาผลาญกิเลสที่อาจเกิดขึ้น
7. อักโกธะ ความไม่โกรธ คือ ไม่กริ้วกราด ไม่กระทำสิ่งใดด้วยอำนาจของความโกรธ
8. อวิหิงสา ไม่เบียดเบียนผู้อื่นทั้งทางตรงและทางอ้อม
9. ขันติ ความอดทน อดกลั้น ต่อสิ่งยั่วโลภะ โทสะ โมหะทั้งปวง
10. อวิโรธนัง ความไม่คลาดธรรม คือ วางองค์เป็นหลักแน่นในธรรม
และนอกจากนี้ยังมีจักรวรรดิวัตร วัตรของพระเจ้าจักรพรรดิ พระจริยาที่พระจักรพรรดิพึงทรงบำเพ็ญสม่ำเสมอ ธรรมเนียมการทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจของพระเจ้าจักรพรรดิ หน้่าที่ของผู้ปกครองอันยิ่งใหญ่ ว่าโดยย่อคือ
1. ธรรมาธิปไตย เคารพนับถือบูชา ยำเกรงขาม ถือธรรมเป็นหลัก ถือธรรมเป็นใหญ่ ถือธรรมเป็นธงชัย เป็นธรรมาธิปไตย และชักชวนให้นักการเมือง ข้าราชการ ปฏิบัติธรรม
2. อธรรมการ ห้ามกั้นมิให้มีการอัน "อธรรม" เกิดขึ้นในราชอาณาเขต คือ จักการป้องกันมิให้มีการกระทำความผิด ความชั่วร้ายเดือดร้อนเกิดขึ้นในบ้านเมือง
3. ธนานุประทาน ปันทรัพย์เฉลี่ยให้แก่ชนผู้ไร้ทรัพย์ มิให้มีประชาชนขัดสนยากไร้ในประเทศ
4. สมณพราหมณปริปุจฉา ปรึกษาปัญหากับพระสงฆ์พราหมณ์ ผู้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ไม่ประมาทมัวเมา สงเคราะห์นักปราชญ์นักวิชาการผู้ทรงคุณธรรมอยู่เสมอตามกาลอันควร
เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปในหมู่เหล่าพสกนิกรว่า พระมหากษัตริย์ไทยเรานั้นยิ่งใหญ่ด้วยพระบรมเดชานุภาพ และพระบารมีเหนือสถาบันพระมหากษัตริย์ในประเทศทั้งปวง
ขออัญเชิญพระราชดำรัสเมื่อครั้งทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พุทธศักราช 2539 ความตอนหนึ่งว่า "พระเจ้าอยู่หัวก็อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ แต่มีในรัฐธรรมนูญว่าทุกคนมีสิทธิเสรีภาพจะพูดได้อย่างนี้ก็ขอถือสิทธิเสรีภาพภายใต้รัฐธรรมนูญที่จะพูดอย่างนี้ ถ้าอยากจะเอาโทษ ก็เอาโทษได้ ลองไปหาข้อหา ก็ยอมรับยอมฟังข้อหาต่างๆ อันนี้เป็นวงเล็บ แต่ว่าการแก้ไขปัญหาจราจรนี้ก็จะมาอยู่ที่ว่ากิจการหรือระบอบ ระบบต่างๆ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง โดยใช้วิธีการเมือง แม้จะปฏิรูปเท่าไรๆ ก็ทำไม่ได้"
และขออัญเชิญจาก ก.ส. 9 ส.ค.ส. 2539 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช พระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย
"ตลอดปีเก่า โลกประสบปัญหานานาประการ คนต้องใช้มือเกาหัว สุนัขใช้เท้าเกา ลิงใช้ทั้งมือทั้งเท้า คนสมัยใหม่ใช้เครื่องสมองกล คนโบราณใช้เท้ามากรอง บางคนดีดลูกคิด พูดอย่างนี้อาจสีีซอให้ควายฟัง ขอให้ตีความให้แตก เพื่อปัดเป่าอุปสรรค ถ้าดีดสีตีเป่าให้กลมกล่อม ก็มีหวัง ผ่านพ้นปัญหาทั้งหลาย ขอจงมีความสุขความเจริญ ส.ค.ส. ปี 2539"
ผู้เขียนได้อัญเชิญ ส.ค.ส.ที่ทรงพระราชทานไว้เมื่อปลายปีพุทธศักราช 2538 เป็นเวลาประมาณ 9 ปีแล้ว รัฐบาลทั้งหลายยังไม่รู้เหตุวิกฤตของชาติ มุ่งแต่ไปแก้ปัญหาปลายเหตุ พอมีผู้เสนอแก้ปัญหาที่ต้นเหตุให้ ก็ไม่สนใจ เหยียบคบไฟส่องทางของแผ่นดิน นายกรัฐมนตรีแห่งแผ่นดินเสียสละเวลาเพียงไม่เกิน 3 ชั่วโมง ก็สามารถแก้ปัญหาวิกฤตของชาติอันเป็นปัญหาด้านทั่วไปให้ผ่านพ้นไปได้ และปัญหาปลายเหตุทั้งปวงอันเป็นปัญหาด้านจำเพาะก็จะแก้ไปได้อย่างง่ายดาย
จึงได้นำปริศนาธรรมของพระเจ้าแผ่นดินเมื่อครั้งปลายปีพุทธศักราช 2538 มาเฉลยกันอีกครั้งหนึ่ง เห็นว่ายังทันสมัยตลอดไป จนกว่าประเทศไทยจะได้รับการแก้ไขปัญหาพื้นฐานของชาติ อันเป็นเหตุแห่งวิกฤตทั้งปวงของแผ่นดินผ่านพ้นไปได้
"ตลอดปีเก่า โลกประสบปัญหานานาประการ คนต้องใช้มือเกาหัว สุนัขใช้เท้าเกา ลิงใช้ทั้งมือทั้งเท้า คนสมัยใหม่ใช้เครื่องสมองกล คนโบราณใช้เท้ามากรอง บางคนดีดลูกคิด (ทรงชี้สถานการณ์และเหตุปัจจัย) พูดอย่างนี้อาจสีซอให้ควายฟัง ขอให้ตีความให้แตก (ทรงให้ประชาชนคิดใช้ปัญญาพิจารณา) เพื่อปัดเป่าอุปสรรค (ทรงให้ดำเนินแก้ไขเหตุของปัญหา) ถ้าดีดสีตีเป่าให้กลมกล่อม (ทรงให้รู้รักสามัคคี) ก็มีหวัง ผ่านพ้นปัญหาทั้งหลาย ขอจงมีความสุขความเจริญ ส.ค.ส.ปี 2539 (ทรงให้มีความสุขสมบูรณ์ถ้วนหน้า)"
"ทรงชี้สถานการณ์และเหตุปัจจัย (กฎอิทัปปัจจยตา)
ทรงให้ประชาชนคิดใช้ปัญญาพิจารณา
ทรงให้ดำเนินแก้ไขเหตุของปัญหา
ทรงให้รู้รักสามัคคี
ทรงให้มีความสุขโดยถ้วนหน้า"
จึงได้สรุปตามความเห็นว่า
"ไขปริศนาธรรมมหาราชา คือ ร่วมเสนอหลักการปกครองธรรมาธิปไตย แก้ไขเหตุวิกฤตชาติ บรรลุประเทศมหาอำนาจ เกษตรอุตสาหกรรม เป็นแกนนำสามัคคีธรรมสร้างสันติภาพโลก"
มนุษย์ทั้งหลายไม่มีอะไรเป็นของตนเอง ทุกอย่างเป็นของแผ่นดิน เป็นของธรรมชาติ เป็นสัจจริง เป็นเช่นนั้นเองแห่งธรรมทั้งปวง มัวทะเลาะกันอยู่ไย เดินก้าวไปตามวิถีธรรมทั้งแผ่นดินกันเถิด
สภาพการณ์ปัจจุบัน คุณธรรมอันยิ่งใหญ่จากสถาบันพระศาสนา, คุณธรรมอันยิ่งใหญ่จากสถาบันพระมหากษัตริย์ 3,000 กว่าโครงการ เพราะอยู่ใต้ระบอบเผด็จการฯ จึงมิอาจต้านทานเหตุความเลวร้ายจากระบอบนั้นได้ ช่วยกันคิดแก้ไขก่อนที่จะสายเกินไป...
ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ด้วยอิทธิบาท 4 แห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อพระราชกรณียกิจอันสำคัญยิ่งใหญ่ของแผ่นดิน


