xs
xsm
sm
md
lg

จุดตัดทางประวัติศาสตร์โลก

เผยแพร่:   โดย: เกษม ศิริสัมพันธ์

เมื่อประมาณ 6 ปีกว่ามาแล้ว ผมได้เขียนบทความเรื่องหนึ่ง ใช้ชื่อว่า "จุดตัดทางประวัติศาสตร์" ชี้ให้เห็นว่า สังคมไทยได้ผ่านการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นจุดหันเหของเหตุการณ์ในบ้านเรา ผมเรียกจุดเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ว่า "จุดตัดทางประวัติศาสตร์"

คราวนี้ผมมองเห็นจุดตัดทางประวัติศาสตร์ระดับโลกปัจจุบัน ซึ่งเป็นจุดที่ก่อให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงอย่างมหันต์ในเหตุการณ์ระดับโลก

จุดตัดทางประวัติศาสตร์ระดับโลกของยุคปัจจุบัน มีอยู่ 2 จุดด้วยกัน

จุดแรก เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 1989 กำแพงเบอร์ลินได้พังลง เหตุการณ์ครั้งนั้นถือกันว่าเป็นวันเริ่มต้นความสิ้นสุดของโลกยุคสงครามเย็น เป็นจุดเริ่มต้นล่มสลายของอำนาจและอิทธิพลของสหภาพโซเวียต ซึ่งเคยเป็นแกนนำของโลกฝ่ายคอมมิวนิสต์

จุดที่สอง เมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ผู้ก่อการร้ายชาวอาหรับได้ยึดเรือบิน 2 ลำและขับเข้าชนตึกเวิลด์เทรดทั้งสองหลังในนิวยอร์ก และอีกลำหนึ่งได้ไปชนตึกเพนตากอน ซึ่งเป็นที่ตั้งของกระทรวงกลาโหมในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. วันนี้จึงนับได้ว่า เป็นจุดเริ่มต้นของโลกยุคก่อการร้ายในปัจจุบัน

ปีนี้เป็นปีที่การพังทลายของกำแพงเบอร์ลินครบรอบ 15 ปีพอดี จึงควรจะได้หวนกลับไปประเมินว่าโลกปัจจุบันเมื่อสิ้นยุคสงครามเย็นแล้ว ได้ประสบกับความเปลี่ยนแปลงอย่างใดบ้าง

อันที่จริงเมื่อสงครามเย็นยุติลงนั้น โลกฝ่ายตะวันตกเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ ได้มีความเชื่อกันว่า ฝ่ายตนเองเป็นผู้พิชิตโลกฝ่ายคอมมิวนิสต์

แต่ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่!

โลกฝ่ายทุนนิยมและประชาธิปไตย ไม่ได้สามารถบดขยี้โลกฝ่ายสังคมนิยมแบบรวมศูนย์ของสหภาพโซเวียตและบรรดาประเทศบริวารในยุโรปตะวันออกได้

ความพินาศของโลกฝ่ายคอมมิวนิสต์นั้นเกิดขึ้นจากสภาพความเสื่อมสลายภายในของระบอบของคอมมิวนิสต์เองต่างหาก!

สงครามเย็นไม่ได้จบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายทุนนิยมและประชาธิปไตย

ตรงกันข้ามโลกหลังยุคสงครามเย็น ยังได้ให้เห็นความบกพร่องอีกมากมายของระบบเศรษฐกิจการตลาดของลัทธิทุนนิยม และระบอบการปกครองแบบที่เรียกว่าประชาธิปไตยนั้นเล่า ก็ยังมีจุดอ่อนที่ปรากฏให้เห็นได้อยู่เสมอ

เมื่อสงครามเย็นยุติลงใหม่ๆ มีนักวิชาการอเมริกันผู้หนึ่งถึงกับเชิดชูว่า โลกยุคหลังสงครามเย็น จะเป็นยุคสมัยที่เป็น จุดจบของประวัติศาสตร์ หรือ End of History ซึ่งมีความหมายว่า ประชาธิปไตยแบบตะวันตกเป็นวิวัฒนาการสูงสุดของมนุษยชาติทีเดียว

แต่การเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกันเมื่อต้นเดือนนี้ กลับแสดงให้เห็นว่าสังคมอเมริกันได้เผชิญกับความแตกแยกอย่างรุนแรงหลังการเลือกตั้งคราวนี้ ประธานาธิบดีบุชในสมัยที่สองอาจต้องมีความยากลำบากในการเยียวยาสมานให้เกิดความเป็นเอกภาพของประชาชาติอเมริกัน

ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายอนุรักษนิยมกับฝ่ายเสรีนิยมในสังคมอเมริกัน ได้แสดงออกมาชัดเจนที่สุดในการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งจบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายอนุรักษนิยมของประธานาธิบดีบุช

แต่บางส่วนของฝ่ายเสรีนิยมซึ่งสนับสนุนวุฒิสมาชิกจอห์น แคร์รี ไม่ยอมทนรับความพ่ายแพ้ครั้งนี้ได้ ถึงขนาดฝ่ายนี้จำนวนไม่น้อยได้เริ่มเคลื่อนไหวที่จะอพยพไปอยู่ในแคนาดาและนิวซีแลนด์ คนอเมริกันเหล่านี้ไม่ยอมทนที่จะอยู่ภายใต้ความครอบงำของฝ่ายอนุรักษนิยมแนวใหม่ของจอร์จ ดับเบิลยู. บุช และดิ๊ก เชนนีย์

นี่แสดงว่าสังคมประชาธิปไตยของอเมริกันเอง ก็มีความเปราะบาง แล้วจะกล่าวว่าประชาธิปไตยเป็นสภาวะสูงสุดของมนุษยชาติได้อย่างไร?

มีกรณีที่น่าพิจารณาอีกเรื่องหนึ่ง คือเยอรมนียุคหลังกำแพงเบอร์สินพังทำลายลงแล้ว ทำให้เยอรมันตะวันออก สามารถเข้ามารวมกับฝ่ายเยอรมันตะวันตกได้ นับว่าเป็นโอกาสที่คนเยอรมันทั้งสองฝ่ายต่างตั้งตาคอยกันมาเป็นเวลามาช้านาน นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองก็ว่าได้!

เวลาผ่านไป 15 ปี การที่สองฝ่ายได้รวมกันเป็นประเทศเดียว เกิดผลอย่างใด?

ทุกวันนี้คนเยอรมันจากทั้งสองฝ่ายต่างยอมรับว่า ภารกิจในการผนึกกำลังทั้งในด้านเศรษฐกิจสังคมและการเมืองยังไม่สมบูรณ์ อย่างที่คนเยอรมันเคยมุ่งหวังไว้เลย

ตรงกันข้ามเยอรมนีหลังจากรวมกันแล้ว ต้องแบกภาระหนักทางเศรษฐกิจและสังคม เกินความคาดฝันที่มีมาแต่เดิม

นี่ก็เป็นอีกกรณีหนึ่ง ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า โลกหลังยุคสงครามเย็น ไม่ได้เป็นสวรรค์ของฝ่ายตะวันตกหรือฝ่ายประชาธิปไตยอย่างที่คิดกันแต่แรกหรอก!

การสิ้นสุดของโลกหลังสงครามเย็น ทำให้สหรัฐฯ สามารถผูกขาดเป็นศูนย์รวมแสนยานุภาพทางทหารในโลกปัจจุบันไว้แต่ฝ่ายเดียว!

ความข้อนี้ทำให้ฝ่ายอเมริกันหลงลืมตัว หลงคิดไปว่า ฝ่ายตนเท่านั้นที่สามารถจัดการกำกับ "ระเบียบ" ของโลกปัจจุบันในฐานะเป็น "ตำรวจโลก" หรือ "นายอำเภอโลก" ได้ตามอำเภอน้ำใจ

ถ้าแม้บ้านไหนเมืองไหนมีท่าทีออกนอกแนวนอกแถว ซึ่งสหรัฐฯ ถือว่าเป็นอันตรายต่อระเบียบของโลกแล้ว สหรัฐฯ สามารถใช้แสนยานุภาพของตนบดขยี้ทำลายล้างประเทศนั้นได้ ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้ประเทศนั้นๆ สามารถก่ออันตรายต่อสันติสุขของโลกได้

นี่คือแนวคิดที่เรียกกันว่าเป็น Preventive War เป็นการทำสงครามโจมตีเสียก่อนที่จะสามารถสร้างภัยอันตรายได้!

แต่จุดนี้นี่เอง ที่โลกปัจจุบันต้องเผชิญกับจุดตัดทางประวัติศาสตร์เป็นครั้งที่สอง คือเมื่อวันที่ 11 เดือนกันยายน ปี 2001 คือเมื่อสามปีที่แล้ว เมื่อผู้ก่อการร้ายสามารถทำลายตึกเวิลด์เทรดและตึกเพนตากอนลงบางส่วนได้

เหตุการณ์ครั้งนั้น ฝ่ายก่อการร้ายได้มุ่งเป้าโจมตีทำลายตึกเวิลด์เทรดทั้งสองหลัง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของระบบทุนนิยมของอเมริกัน

ทั้งยังโจมตีทำลายบางส่วนของตึกเพนตากอน ซึ่งเป็นที่ตั้งของกระทรวงกลาโหม ในนครหลวงของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แสนยานุภาพของอเมริกัน ที่มุ่งหมายจะครอบงำโลกปัจจุบันไว้ในอุ้งมือ!

ภายในวันเดียวกันและในเวลาใกล้เคียงกัน ผู้ก่อการร้ายสามารถบุกทะลวงเข้าไปถึงกลางผืนแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ เข้าทำลายอาคารซึ่งเป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงระบอบทุนนิยมและแสนยานุภาพของอเมริกันได้สำเร็จ

คนอเมริกันไม่เคยเผชิญกับภัยอันตรายขนาดนี้มาก่อน! อเมริกันเคยแต่ไปรบพุ่งทำลายที่บ้านอื่นเมืองอื่นเท่านั้น! ไม่เคยเห็นบ้านเมืองของตัวเองถูกทำลาย มีผู้คนล้มตายเหมือนที่เกิดในเหตุการณ์เมื่อวันที่ 11 เดือน 9 เมื่อ 3 ปีก่อน

คนอเมริกันจึงมีอาการหวาดสะดุ้งกลัวการก่อการร้ายเรื้อรังมาจนทุกวันนี้!

การที่คนอเมริกันส่วนใหญ่ยังเลือกบุชเป็นประธานาธิบดีสมัยที่สอง ก็เพราะไม่อยากเปลี่ยนตัวผู้นำประเทศในระหว่างทำสงครามกับการก่อการร้ายนั่นเอง!

หลังจากเกิดเหตุวินาศกรรมครั้งใหญ่คราวนั้นแล้ว ประธานาธิบดีบุชก็ได้ยื่นคำขาดกับประชาคมทั้งโลกว่า ต้องร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการต่อสู้กับการก่อการร้าย มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นพวกเดียวกับการก่อการร้าย ซึ่งเป็นศัตรูของสหรัฐฯ นั่นเอง!

หลังจากนั้นสหรัฐฯ เข้าบุกทำลายระบบการปกครองของพวกตอลิบานในอัฟกานิสถาน ในข้อหาว่าได้ให้คุ้มครองแก่กลุ่มก่อการร้าย อัลกออิดะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่โจมตีสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 9 เดือน 11 และมีหัวหน้าชื่อนายอุซามะห์ บิน ลาดิน

ผลก็ปรากฏว่าอเมริกันสามารถโค่นล้มรัฐบาลตอลิบานในอัฟกานิสถานได้! แต่ก็ยังไม่บรรลุเป้าหมายที่สำคัญได้ คือยังไม่สามารถจับตัวบิน ลาดิน ได้สักที!

ก่อนวันเลือกตั้งประธานาธิบดีไม่กี่วัน บิน ลาดิน ก็ยังออกเทปทางโทรทัศน์ กล่าวท้าทายอำนาจของสหรัฐฯ ว่า เขายังคิดจะก่อการร้ายครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ อีกแน่ๆ !

หลังจากทำสงครามในอัฟกานิสถานแล้ว บุชก็หันมาเล็งเป้าที่อิรัก โดยอ้างว่าอิรักในสมัยซัดดัม ฮุสเซนนั้นมีอาวุธร้ายแรงที่เป็นภัยต่อสันติภาพของโลก และยังกล่าวหาว่ารัฐบาลซัดดัมให้ความช่วยเหลือกลุ่มผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะห์อีกด้วย แต่จนบัดนี้สหรัฐฯ ก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ความจริงในข้อกล่าวหาของบุชทั้งสองประการนี้ได้เลย!

สงครามกับอิรักครั้งนี้ บุชเดินหน้าไปโดยมีพันธมิตรไม่กี่ราย ประชาคมส่วนใหญ่ของโลก ก็ไม่เห็นด้วย แม้แต่สหประชาชาติก็ไม่ยอมสนับสนุนการที่สหรัฐฯ ทำสงครามแบบ Preventive War ครั้งนี้กับอิรัก

ในที่สุดสหรัฐฯ ก็ได้ใช้แสนยานุภาพทางเรือและทางอากาศถล่มอิรัก จนซัดดัมต้องหลุดจากอำนาจ แต่สหรัฐฯ ก็ไม่สามารถยึดครองอิรักได้อย่างราบคาบ เพราะต้องเผชิญกับการต่อต้านของกลุ่มต่างๆ ในอิรัก ซึ่งรุนแรงหนักขึ้นทุกทีแม้จนทุกวันนี้

กรณีอิรักเป็นบทเรียนว่า แสนยานุภาพของอเมริกัน ทั้งในทางทะเลและทางอากาศนั้น สามารถทำลายทุกแห่งได้ในโลกนี้ แต่สงครามจะเอาชนะกันให้เด็ดขาดต้องใช้ทหารภาคพื้นดินเข้ายึดครอง ซึ่งต้องมีการสูญเสียเป็นธรรมดาของสงคราม

แต่คนอเมริกันไม่ยอมเห็นความสูญเสียมากนักของทหารฝ่ายตน นี่จึงกลายเป็นจุดอ่อนของสหรัฐฯ ในการทำสงครามในโลกปัจจุบัน!

สงครามในอิรักยังให้บทเรียนอีกประการหนึ่งกับอเมริกันว่า อย่าคิดหลงตัว! บุกทำสงครามคนเดียว! แบบไม่ยอมฟังเพื่อน! เพราะในที่สุดจะติดหล่มอย่างในอิรัก!

ขณะนี้สหรัฐฯ กำลังเผชิญกับการท้าทายของเกาหลีเหนือ และอิหร่าน ซึ่งมีการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และให้ความอุดหนุนการก่อการร้ายอย่างชัดเจน แต่ครั้งนี้สหรัฐฯ กลับแสดงท่าทีลดความแข็งกร้าวลงมาก!

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เมื่อถึงสมัยที่สองของประธานาธิบดีบุช เขาก็คงไม่มีทางเลือกมากนัก จะเดินหน้าต่อไปในสงครามในอิรักก็ไม่ง่ายอย่างคาดคิดไว้แต่ต้น แต่จะถอยหลังก็ไม่ถนัดเหมือนกัน เพราะไปติดหล่มเผชิญกับการต่อต้านของกลุ่มต่างๆ ในอิรักอย่างนองเลือด และยังไม่เห็นทางจะจบสิ้นได้ง่ายๆ เสียแล้ว

จุดตัดทางประวัติศาสตร์จุดที่สองของโลกปัจจุบัน คือสงครามกับการก่อการร้าย ยังเป็นเรื่องที่ยังไม่รู้ว่าจะลงเอยอย่างไร! จึงเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้ามองกันต่อไป!
กำลังโหลดความคิดเห็น...