xs
xsm
sm
md
lg

From Mao to Mozart : Isaac Stern in China (2)

เผยแพร่:   โดย: เสรี พงศ์พิศ


ไอแซค สเตอร์น กลับไปเมืองจีนอีกในปี 1999 ยี่สิบปีหลังจากการไปเที่ยวที่กลายเป็นทัวร์สอนและแสดงดนตรีเมื่อปี 1979 เขาอยากรู้ว่ายี่สิบปีที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นกับดนตรีคลาสสิกในเมืองจีน เรื่องราวเหล่านี้เป็นหนึ่งในสองเรื่องที่เพิ่มเติมเข้าไปในดีวีดีใหม่ที่ออกมาเมื่อปี 2001

แท้ที่จริง การเดินทางครั้งนี้ เขาไปลาผู้คนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่รู้จักรักและชื่นชมเขา เขาคงรู้ตัวดีว่าคงมีชีวิตต่อไปอีกไม่นาน เขาถึงแก่กรรมเมื่อกลับไปสหรัฐฯไม่ถึงสองปีหลังจากนั้น (2001)

ไอแซค สเตอร์นแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่า เมืองจีนเปลี่ยนไปอะไรขนาดนั้น เพียงมองออกจากรถลีมูซีนที่ไปรับเขาจากสนามบินเขาก็จำปักกิ่งไม่ได้เสียแล้ว จักรยานที่เคยเห็นวิ่งเต็มถนนหายไปเกือบหมด มีแต่รถยนต์วิ่งแทบไม่ต่างจากเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก

ความจริงด้านหนึ่ง ไอแซค สเตอร์น รับทราบการเปลี่ยนแปลงทางดนตรีที่เกิดขึ้นในเมืองจีนตลอดเวลา เพราะเขาคือคนที่ผลักดันและส่งเสริมให้เด็กเยาวชนที่มีพรสวรรค์จากเมืองจีนได้ออกไปเรียนรู้จัก "จิตวิญญาณของโมสาร์ท" และดนตรีคลาสสิกในประเทศที่ให้กำเนิดดนตรีนี้

หนึ่งในนั้น คือ หวัง เจี้ยน เด็กน้อยอัจฉริยะวัย 11 ขวบ ที่เล่นเชลโล่ในสารคดีนี้ ไอแซค สเตอร์น ได้ช่วยให้ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเยล ได้เรียนกับนักเชลโล่ที่มีชื่อเสียงอย่าง อัลโด ปาริสด แล้วไปต่อที่จูเลียร์ด สถาบันดนตรีที่โด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งของสหรัฐฯ

หวัง เจี้ยน พัฒนาฝีมือจนแกร่งกล้ากลายเป็นนักดนตรีที่บันทึกแผ่นเสียงกับดอยช์ กรัมโมโฟนอย่างสม่ำเสมอ ไปทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลกกับออร์แกสตร้าใหญ่ๆ มากมายในสหรัฐอเมริกา ยุโรปและเอเชีย และได้รับการขนานนามจากเซจิ โอซาวา ผู้อำนวยเพลงผู้ยิ่งใหญ่ชาวญี่ปุ่นว่าเป็น นักเชลโล่ระดับโลก (world-class cellist)

ในขณะที่ ชุน ผาน เด็กน้อยวัย 8 ขวบที่เล่นเปียโนและได้รับคำชมว่า ยอดเยี่ยมระดับนานาชาติ นั้นเรียนที่เซี่ยงไฮ้จนอายุ 17 ได้รับทุนจากรัฐบาลจีนไปเรียนต่อที่สถาบันดนตรีที่มอสโกจนจบปริญญาเอกในปี 1996 และกลับไปสอนที่สถาบันดนตรีปักกิ่ง ได้แสดงดนตรีในหลายประเทศ และได้รางวัลชนะเลิศการแข่งขันมากมายทั้งในเมืองจีนและทั่วโลก

สาวน้อยนักไวโอลินที่ไอแซค สเตอร์นชื่นชมในทัวร์เมืองจีนในปี 1979 และได้แสดงร่วมกับเขาในคอนเสิร์ตที่เซี่ยงไฮ้ คือ ฉู่ เหว่ยหลิง หรือเวร่า ฉู่ ในวันนี้ เธอได้รับความช่วยเหลือจากไอแซค สเตอร์นให้ไปเรียนต่อที่สหรัฐฯ ที่จูเลียร์ดและที่โรงเรียนดนตรีแมนแฮตตัน ได้รับทุนจากสถาบันดนตรีเยฮูดี เมนูฮิน ให้ไปเรียนที่กัสตัด (Gstaad) สวิตเซอร์แลนด์

ฉู่ เหว่ยหลิงชนะเลิศการแข่งขันที่สหรัฐฯและยุโรปตั้งแต่อายุยังน้อย และเป็นคนจีนยุคใหม่คนแรกที่เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ที่คาร์เนกี ฮอลล์และเอเวอรี ฟิชเชอร์ ฮอลล์เมื่อปี 1984 และทัวร์ไปทั่วโลกกับออร์แกสตร้ามากมาย แล้วกลับไปเป็นนักเดี่ยวไวโอลินและหัวหน้าวงฮ่องกงฟิลาร์มอนิก

เวร่า ฉู่ ได้รับคำชมจากไอแซค สเตอร์น ว่าเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม และได้รับการยกย่องจากนิตยสารบีบีซีว่าเล่นไวโอลินด้วยชีวิตจิตใจ เต็มไปด้วยพลังและมีลักษณะเฉพาะของตัวเอง

เด็กอัจฉริยะทั้งสามอายุเฉลี่ยประมาณ 10 ขวบ ตอนที่ไอแซค สเตอร์นไปเมืองจีนครั้งแรกในปี 1979 พวกเขาอายุประมาณ 30 ปีเมื่อ 20 ปีต่อมา เติบโตแข็งแกร่ง เข้าถึง "โมสาร์ท" จนพัฒนาอัตลักษณ์ทางดนตรีของตนเอง พวกเขาไปพบไอแซค สเตอร์นที่ปักกิ่ง และร่วมกันแสดง Triple Concerto ของเบโธเฟน ซึ่งนำโดยเปียโน ไวโอลิน และเชลโล่

อายุน้อยกว่าเพื่อนแต่ดูเหมือนแก่กว่าใครเห็นจะเป็น ชุน ผาน ซึ่งต้องเรียกคำนำหน้าว่า "ด็อกเตอร์" ที่ดูแก่เพราะแกสวมแว่นตาเหมือนศาสตราจารย์ ทั้งๆ ที่หน้าตายังเด็กอยู่เลย

มีฉากหนึ่งในสารคดีที่ไอแซค สเตอร์นกลับไปเมืองจีนที่น่ารักมากๆ คือ ภาพหวัง เจี้ยน เด็กน้อยกำลังก้มหน้าก้มตาเล่นเชลโล่ในปี 1979 แล้วภาพก็ตัดมาหา หวัง เจี้ยน หนุ่มวัย 30 ที่กำลังเล่นเพลงเดียวกัน แต่นั่งอยู่กับนักไวโอลินสาวชื่อ หง หยิงหู ทั้งสองคุยกันเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 20 ปีก่อน

หง หยิงหู คือเด็กสาวน้อยวัยประมาณ 12 คนนั้นที่ไอแซค สเตอร์นบอกให้ร้องเพลงที่เธอเล่นไวโอลิน แล้วก็ให้เล่นเหมือนอย่างที่เธอร้อง เธอเล่นได้ดีกว่าเดิมมาก ผู้ชมนับพันในฮอลล์ใหญ่ปรบมือด้วยความชอบใจในวิธีการสอนของนักไวโอลินชั้นบรมครูผู้นี้

หง หยิงหู ชมหวัง เจี้ยนว่าเล่นได้เพราะมาก แต่หวัง เจี้ยนบอกว่า เขาคิดว่าเล่นเมื่อยี่สิบปีก่อนเพราะกว่า แล้วหวัง เจี้ยนก็ถามสาวว่า แล้วเพลงที่เธอเล่นให้ไอแซค สเตอร์นฟังเป็นไง เธอบอกว่า คนไม่ค่อยจำว่าเธอเล่นไวโอลิน คนจำภาพที่เธอร้องเพลงมากกว่า นั่นคือเพลงของตาร์ตีนี ซึ่งเธอก็ร้องด้วยความเขินอาย สองคนพูดกันว่า พวกเราชาวจีนอายมากที่ต้องร้องเพลงต่อหน้าผู้คนแบบนั้น เป็นอะไรที่ฝรั่งเขาไม่รู้สึก เป็นฉากที่ทำให้ได้บรรยากาศเป็นตะวันออกดีแท้

การไปเมืองจีนของไอแซค สเตอร์น เป็นการเปิดม่านศักราชใหม่ของจีนเพื่อเข้าสู่โลกแห่งดนตรีคลาสสิกอีกครั้งหนึ่ง เพราะความจริง คนจีนคุ้นเคยกับดนตรีคลาสสิกมานานแล้ว สถาบันดนตรีที่เซี่ยงไฮ้ก็ตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1889 วงดนตรีออร์แกสตร้าก็มีมาตั้งแต่ยุคนั้น ยุคที่ฝรั่งเข้าไปขอ "ครอบครอง" แผ่นดินจีนชิ้นเล็กๆ สร้างอาณาจักรของตนเอง (ติดป้าย "คนจีนและหมาห้ามเข้า")

นับแต่การปฏิวัติใหญ่ในปี 1949 ดนตรีคลาสสิกก็ค่อยๆ ซบเซา และถูกห้ามเล่นเป็นเด็ดขาดระหว่างปี 1966-1976 ระหว่างทศวรรษแห่งการปฏิวัติวัฒนธรรม โศกนาฏกรรมของคนจีนจำนวนมาก รวมทั้งพลังสร้างสรรค์ พลังจินตนาการและพลังปัญญา ที่พัฒนาได้แต่ในบรรยากาศเสรี ไม่ใช่เผด็จการแบบสุดขั้วที่ต้องการเนรมิตวัฒนธรรมใหม่ ทุกอย่างเพื่อการเมือง

ไปเมืองจีนครั้งแรกไอแซค สเตอร์น ได้เพื่อนใหม่ คือ หลี เต๋อลุ่น ผู้อำนวยเพลงวงซิมโฟนีออร์แกสตร้าของปักกิ่ง พวกเขาเล่น Violin Concerto in G-major ของโมสาร์ทด้วยกัน ไปเมืองจีนอีกครั้งในปี 1999 ทั้งสองก็เล่นร่วมกันอีก ครั้งนี้ หลี เต๋อลุ่น นั่งอำนวยเพลงบนรถเข็น

ทั้งสองคนคุยกันว่า ตอนพบกันครั้งแรก หลี เต๋อลุ่นวิเคราะห์โมสาร์ทให้ไอแซค สเตอร์น ด้วยวิธีวิเคราะห์แบบมาร์กซิสต์ เขาพูดพลางหัวเราะว่า ตอนนั้นเขาต้องพูดอะไรให้เป็นการเมืองไปหมด ทั้งๆ ที่ใจเขาไม่ได้เชื่ออย่างนั้น แล้วสรุปว่า "การเมืองก็ไม่ใช่อะไรที่เลวนักหรอก แต่มันสร้างอัจฉริยะไม่ได้หรอกนะ"

หลี เต๋อลุ่นพูดใหม่ยี่สิบปีให้หลัง เมื่อจีนมีระบบเศรษฐกิจพิสดารที่เรียกขานกันวันนี้ว่า เศรษฐกิจตลาดสังคมนิยม (Socialist Market Economy) นวัตกรรมที่มาร์กซ์ได้ยินคงตกใจ

ลูกอัจฉริยะของเมืองจีนมีมากมายเหลือเกิน พวกเขาทยอยเปิดตัว จากหน่ออ่อนเติบโตเป็นไม้ใหญ่สวยงาม ก้าวข้ามกำแพงแห่งอุดมการณ์ทางการเมืองไปสู่เสรีทางจิตวิญญาณ บ่อเกิดของพลังชีวิตที่ทำให้พวกเขาโลดแล่นอยู่ในโลกดนตรีอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

เด็กๆ จากเมืองจีนไปเรียนดนตรีที่ยุโรปและสหรัฐอเมริกาเป็นร้อยเป็นพัน ไปสัมผัสกับชีวิตที่แตกต่าง วัฒนธรรมอันเป็นที่มาของดนตรีคลาสสิก นักไวโอลินหนุ่มในสารคดีที่ไอแซค สเตอร์น กลับไปเมืองจีนพูดว่า "เรียนเทคนิคนั้นพวกผมเรียนได้ แต่เรียนรู้ชีวิตนั้นเรียนไม่ได้ ต้องมีชีวิตจึงจะเข้าใจ" (พูดได้สมกับที่เป็นลูกหลานของเล่าจื้อ บิดาของปรัชญาเต๋าจริงๆ)

ลู่ ซีชิง เป็นเด็กรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับดนตรีคลาสสิก เล่นไวโอลินตั้งแต่อายุสี่ขวบ เข้าสถาบันดนตรีที่เซี่ยงไฮ้ตั้งแต่ 8 ขวบ ซึ่งเป็นข้อยกเว้น อายุ 11 ขวบ ลอร์ดเยฮูดี เมนูฮิน นักไวโอลินแห่งศตวรรษให้ทุนไปเรียนที่สถาบันเมนูฮินที่ลอนดอน แล้วไปเรียนที่จูเลียร์ดเมื่ออายุ 19 เขาเป็นคนแรกจากโลกตะวันออกที่ชนะเลิศ Paganini International Competition ที่อิตาลีในปี 1987 ทัวร์คอนเสิร์ตไปทั่วโลก แสดงกับออร์แกสตร้าวงใหญ่ๆ บันทึกแผ่นเสียงและประสบความสำเร็จสูงยิ่ง

เหล่านี้คงต้องไม่ลืมว่า เมืองจีนหลังปฏิวัติวัฒนธรรมได้เปิดโลกกว้าง และให้การส่งเสริมสนับสนุนดนตรีอย่างจริงจัง เด็กเก่งทุกคนมีโอกาสได้พัฒนาฝีมือ มีสถานที่ มีครู มีสิ่งแวดล้อมเพื่อการเจียระไนเพชรเม็ดงามที่มีอยู่ทั่วแผ่นดินจีน

ดูสารคดีนี้แล้วคิดถึงคนอย่างอาจารย์ศิลป์ พีรศรี ศิลปินจิตรกรชาวอิตาเลียน ที่ชื่อเดิม คือ คอราโด เฟรุชชี ชาวเมืองฟลอเรนส์ ผู้ปลุก "พลังอันเหนือธรรมดา" ของเยาวชนนักศึกษาไทยให้สร้างสรรค์งานศิลปะ เกิดคนอย่างอังคาร กัลยาณพงศ์ ถวัลย์ ดัชนี และคนอื่นๆ อีกมากมาย

หรืออาจารย์บรู๊ซ แกสตัน นักเปียโนชาวอเมริกันที่เล่นระนาด ฆ้องวง ซอ และเครื่องดนตรีไทยอีกหลายชนิดประหนึ่งปรมาจารย์ดนตรีไทย และทำให้ดนตรีไทยก้าวสู่สากลโดยการผสมผสานปรับประยุกต์ให้ "ทันสมัย" สร้างวงฟองน้ำร่วมกับนักดนตรีไทยชั้นครูหลายคน เป็นดนตรีโพสต์ โมเดิร์นที่ติดดิน เด็กฟังได้ ผู้ใหญ่ฟังดี ตั้งใจฟังก็ได้ กินเบียร์ฟังก็ยังเพราะ

ทั้งหมดนี้เป็นเพราะที่สุดแล้ว ศิลปะและดนตรีมีภาษาของมัน เป็นภาษาสากล ภาษาที่ก้าวข้ามพรมแดนและความแตกต่างทางวัฒนธรรม

เสียดายที่สังคมไทยโดยเฉพาะรัฐบาลไทยไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องดนตรี ปล่อยให้เป็นเรื่องส่วนตัวของใครก็ได้ที่รักและชอบดนตรี จะว่าปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมก็คงไม่ผิดนัก จึงมีแต่ลูกหลานคนรวยเท่านั้นที่มีโอกาสได้เล่นได้เรียนดนตรี เพราะเครื่องดนตรีก็แพง ค่าเล่าเรียนก็แพง และมีแต่ในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ๆ เท่านั้น

คนอย่าง ดร.สุกรี เจริญสุข และอีกหลายคนจึงต้องดิ้นรนเอาเอง ขนาดนั้นก็มีโรงเรียนดนตรีอยู่กว่า 400 แห่ง มีเด็กเรียนดนตรีนับแสนคน แต่ก็ยังน้อยเกินไปสำหรับสังคมไทยที่มีพลเมืองถึง 64 ล้านคน

เด็กไทยมีศักยภาพไม่ได้ด้อยไปกว่าเด็กจีน เกาหลี ญี่ปุ่น รวมทั้งเด็กฝรั่ง เพียงแต่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนี้มองไม่เห็นและไม่เข้าใจสิ่งที่ไอแซค สเตอร์นบอกว่า

"ดนตรีไม่ได้สร้างนักดนตรี แต่สร้างสังคมศิวิไลซ์"

*********
หมายเหตุ- เนื่องจากผู้เขียนติดภารกิจ ดังนั้นคอลัมน์ "พลังปัญญา พลังจินตนาการ"โดย เสรี พงศ์พิศ ที่ตีพิมพ์ในฉบับนี้จึงเป็นตอนสุดท้าย ส่วนบทความชิ้นอื่นที่ตีพิมพ์ก่อนหน้านี้ กำลังรวบรวมเป็นเล่ม โดยสำนักพิมพ์บ้านพระอาทิตย์ แฟนคอลัมน์สามารถติดตามได้บนแผงหนังสือในเร็ววันนี้
กำลังโหลดความคิดเห็น...