สคบ.จัดสัมนาบริษัทขายตรงกว่า 300 แห่ง หวังให้ความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตาม พ.ร.บ. สนองนโยบาย "รองนายกฯพินิจ"พร้อมขู่บริษัทขายตรงส่งท้าย ยึดใบอนุญาติ และใช้กฎหมายฟอกเงิน ยึดทรัพย์ หากหลังส่งเจ้าพน้าที่ตรวจสอบพบฤติกรรม แปรสภาพเป็นขบวนการแชร์ลูกโซ่
วานนี้(4 พ.ย.)นายนิโรธ เจริญประกอบ รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยถึงแนวทางการตรวจสอบการดำเนินธุรกิจของบริษัทขายตรงว่า ในวันที่ 15 พ.ย. นี้ สคบ.จะเชิญบริษัทขายตรงกว่า 300 แห่ง เพื่อจัดสัมมนาให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับการปฏิบัติให้เป็นไปตาม พ.ร.บ. ขายตรง ก่อนที่จะส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบพฤติกรรมของบริษัททั้งหมดอย่างจริงจัง ตามนโยบายเร่งด่วนของนายพินิจ จารุสมบัติ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (คคบ.) ที่ต้องการป้องกันและปราบปรามไม่ให้ธุรกิจขายตรงเปลี่ยนสภาพจนเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่
“การจัดกิจการดังกล่าวเพื่อต้องการให้ผู้ประกอบการรับรู้นโยบายของ สคบ.รวมถึงการให้ความรู้เกี่ยวกับขอบเขตการดำเนินธุรกิจขายตรงทั้งหมด และหลังจากนั้นก็จะให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบพฤติกรรมของแต่ละบริษัทว่าเข้าข่ายการบริหารงานแบบแชร์ลูกโซ่หรือไม่ และหากว่าใช่ก็จะดำเนินการยึดใบอนุญาตและดำเนินการคดีตามกฎหมายทันทีโดยไม่ต้องเตือนเพราะว่า ในวันที่ 15 พ.ย. นี้นอกจากจะให้ความรู้แล้วก็จะส่งสัญญาณเพื่อเตือนบริษัทที่ทำไม่ถูกเป็นครั้งสุดท้ายด้วย”
สำหรับวิธีการตรวจสอบบริษัทขายตรงจะดำเนินการด้วยกัน 3 วิธี คือ จะขอความช่วยเหลือจากเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคทั่วประเทศที่มีประมาณกว่า 100,000 รายเพื่อช่วยตรวจสอบพฤติกรรมและแจ้งเบาะแสรายชื่อบริษัทขายตรงที่เข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ รวมถึงการส่งเจ้าหน้าที่ออกไปสุ่มตรวจบริษัท และ การเชิญบริษัทมาตรวจสอบการดำเนินกิจการ ส่วนการตรวจสอบนั้นจะตรวจสอบใบเสร็จรับเงินเป็นหลักว่าถูกต้องและครบถ้วนหรือไม่ และหากไม่มีก็ถือว่าบริษัทดังกล่าวมีรายได้ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายขายตรง ที่กำหนดให้มีรายได้จากการจำหน่ายสินค้าเป็นหลัก
นายนิโรธ กล่าวว่า หลังจากที่เกิดปัญหากรณีของบริษัทบริษัทกรีนแพลนเนท 108 คอร์ปอเรชั่น ที่ใช้แผนการตลาดและเข้าข่ายธุรกิจแชร์โซ่ด้วยการให้ลูกค้านำเงินมาลงทุนคนละ 18,000 บาท และภายในเวลา 1 ปี ต้องหาสมาชิกให้ได้ตามกำหนด ก็จะมีผลตอบแทนเป็นรถยนต์นั้น ทำให้ สคบ.มีความเข้มงวดในการจดทะเบียนของบริษัทขายตรงมากขึ้น
“การใช้วิธีการขอความร่วมมือไปยังเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคถือว่าเป็นการตรวจสอบบริษัทขายตรงที่ดีที่สุด เนื่องจากเจ้าหน้าที่มีน้อย และที่สำคัญเมื่อผู้บริโภครวมตัวกันอย่างเข้มแข็งจะส่งผลให้บรรดาผู้ประกอบการไม่กล้าที่จะฉ้อโกงแน่นอน โดยข้อมูลที่ได้จากเครือข่าย เจ้าหน้าที่ของ สคบ.จะดำเนินการตรวจสอบบริษัททันที ซึ่งหากพบว่าบริษัทมีความผิดก็จะส่งเรื่องให้กับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) และ เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ดำเนินการต่อไป”
นายนิโรธ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ประธาน คคบ.ได้มอบนโยบายเร่งด่วนให้กับเจ้าหน้าที่ สคบ.2 เรื่องคือ การเร่งตรวจสอบและควบคุมการดำเนินธุรกิจของบริษัทขายตรงกว่า 300 บริษัท และ การช่วยเหลือผู้บริโภคที่เดือดร้อนกรณีซื้อบ้านแต่ไม่ได้บ้าน ส่วนการช่วยเหลือนั้นอยู่ระหว่างการประกาศให้ผู้ที่เดือดร้อนทั่วประเทศมาลงทะเบียนที่ สคบ. ตั้งแต่วันที่ 1-15 พ.ย. 47 หลังจากนั้นก็จะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) กระทรวงการคลัง และ การเคหะแห่งชาติ (กคช.) เพื่อช่วยให้ผู้ที่ผ่านเกณฑ์ได้มีบ้านต่อไป
วานนี้(4 พ.ย.)นายนิโรธ เจริญประกอบ รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยถึงแนวทางการตรวจสอบการดำเนินธุรกิจของบริษัทขายตรงว่า ในวันที่ 15 พ.ย. นี้ สคบ.จะเชิญบริษัทขายตรงกว่า 300 แห่ง เพื่อจัดสัมมนาให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับการปฏิบัติให้เป็นไปตาม พ.ร.บ. ขายตรง ก่อนที่จะส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบพฤติกรรมของบริษัททั้งหมดอย่างจริงจัง ตามนโยบายเร่งด่วนของนายพินิจ จารุสมบัติ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (คคบ.) ที่ต้องการป้องกันและปราบปรามไม่ให้ธุรกิจขายตรงเปลี่ยนสภาพจนเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่
“การจัดกิจการดังกล่าวเพื่อต้องการให้ผู้ประกอบการรับรู้นโยบายของ สคบ.รวมถึงการให้ความรู้เกี่ยวกับขอบเขตการดำเนินธุรกิจขายตรงทั้งหมด และหลังจากนั้นก็จะให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบพฤติกรรมของแต่ละบริษัทว่าเข้าข่ายการบริหารงานแบบแชร์ลูกโซ่หรือไม่ และหากว่าใช่ก็จะดำเนินการยึดใบอนุญาตและดำเนินการคดีตามกฎหมายทันทีโดยไม่ต้องเตือนเพราะว่า ในวันที่ 15 พ.ย. นี้นอกจากจะให้ความรู้แล้วก็จะส่งสัญญาณเพื่อเตือนบริษัทที่ทำไม่ถูกเป็นครั้งสุดท้ายด้วย”
สำหรับวิธีการตรวจสอบบริษัทขายตรงจะดำเนินการด้วยกัน 3 วิธี คือ จะขอความช่วยเหลือจากเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคทั่วประเทศที่มีประมาณกว่า 100,000 รายเพื่อช่วยตรวจสอบพฤติกรรมและแจ้งเบาะแสรายชื่อบริษัทขายตรงที่เข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ รวมถึงการส่งเจ้าหน้าที่ออกไปสุ่มตรวจบริษัท และ การเชิญบริษัทมาตรวจสอบการดำเนินกิจการ ส่วนการตรวจสอบนั้นจะตรวจสอบใบเสร็จรับเงินเป็นหลักว่าถูกต้องและครบถ้วนหรือไม่ และหากไม่มีก็ถือว่าบริษัทดังกล่าวมีรายได้ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายขายตรง ที่กำหนดให้มีรายได้จากการจำหน่ายสินค้าเป็นหลัก
นายนิโรธ กล่าวว่า หลังจากที่เกิดปัญหากรณีของบริษัทบริษัทกรีนแพลนเนท 108 คอร์ปอเรชั่น ที่ใช้แผนการตลาดและเข้าข่ายธุรกิจแชร์โซ่ด้วยการให้ลูกค้านำเงินมาลงทุนคนละ 18,000 บาท และภายในเวลา 1 ปี ต้องหาสมาชิกให้ได้ตามกำหนด ก็จะมีผลตอบแทนเป็นรถยนต์นั้น ทำให้ สคบ.มีความเข้มงวดในการจดทะเบียนของบริษัทขายตรงมากขึ้น
“การใช้วิธีการขอความร่วมมือไปยังเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคถือว่าเป็นการตรวจสอบบริษัทขายตรงที่ดีที่สุด เนื่องจากเจ้าหน้าที่มีน้อย และที่สำคัญเมื่อผู้บริโภครวมตัวกันอย่างเข้มแข็งจะส่งผลให้บรรดาผู้ประกอบการไม่กล้าที่จะฉ้อโกงแน่นอน โดยข้อมูลที่ได้จากเครือข่าย เจ้าหน้าที่ของ สคบ.จะดำเนินการตรวจสอบบริษัททันที ซึ่งหากพบว่าบริษัทมีความผิดก็จะส่งเรื่องให้กับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) และ เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ดำเนินการต่อไป”
นายนิโรธ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ประธาน คคบ.ได้มอบนโยบายเร่งด่วนให้กับเจ้าหน้าที่ สคบ.2 เรื่องคือ การเร่งตรวจสอบและควบคุมการดำเนินธุรกิจของบริษัทขายตรงกว่า 300 บริษัท และ การช่วยเหลือผู้บริโภคที่เดือดร้อนกรณีซื้อบ้านแต่ไม่ได้บ้าน ส่วนการช่วยเหลือนั้นอยู่ระหว่างการประกาศให้ผู้ที่เดือดร้อนทั่วประเทศมาลงทะเบียนที่ สคบ. ตั้งแต่วันที่ 1-15 พ.ย. 47 หลังจากนั้นก็จะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) กระทรวงการคลัง และ การเคหะแห่งชาติ (กคช.) เพื่อช่วยให้ผู้ที่ผ่านเกณฑ์ได้มีบ้านต่อไป