xs
xsm
sm
md
lg

Forrest Gump ทำเรื่องยากให้ง่าย เรื่องร้ายให้ดี

เผยแพร่:   โดย: เสรี พงศ์พิศ


ฟอร์เรสต์ กัมป์ เป็นลูกคนเดียว อยู่กับแม่ซึ่งเป็นม่ายที่บ้านใหญ่ในชนบทของอลาบามา เป็นเด็กที่ "ไม่ปกติ" แม่พาไปหาหมอให้ดามเหล็กขาทั้งสองข้างเพื่อให้เขาเดินหลังตรง แต่ที่ไอคิวเพียง 75 (มาตรฐานต่ำสุด 80) แม่บอกว่า อย่าไปสนใจเพราะ "Stupid is as stupid does" โง่หรือฉลาดอยู่ที่การกระทำต่างหาก

หนังเรื่องนี้ทั้งเรื่องจึงทำให้เราต้องมาถามตอบกันใหม่ว่า จริงๆ แล้ว ที่วัดไอคิวอีคิวกันวันนี้มันมีค่าขนาดไหน ควรเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง เพราะคนอย่างฟอร์เรสต์ กัมป์ที่ใครๆ บอกว่าโง่ บื้อ บ๊อง หรือแม้กระทั่งบ้า เพราะคิดอะไรพูดอะไรไม่เหมือนคนอื่น คนอย่างนี้บ้าหรือคนอื่นบ้ากันแน่

ที่เป็นโรคจิตประสาทกันทั้งบ้านทั้งเมือง ตั้งแต่ระดับเครียดธรรมดาไปจนต้องส่งโรงพยาบาลบ้า ถ้าเอาไปวัดไอคิวคงมากกว่า 80 กันทั้งนั้น บางคนอาจระดับอัจฉริยะด้วยซ้ำ

หนังทั้งเรื่องบอกว่าฟอร์เรสต์ กัมป์ ที่วัยเด็กเคยขาดามเหล็กและไอคิว 75 คนนี้แหละที่วิ่งราวลมพัดกลายเป็นดาราอเมริกันฟุตบอล วีรบุรุษสงคราม คนมีชื่อเสียงระดับชาติ และกัปตันกองเรือประมงกุ้ง กลายเป็นเศรษฐี มีบริษัทผลไม้ชื่อ "แอปเปิล คอมพิวเตอร์" แต่ชอบใช้ชีวิตเรียบง่ายกลายเป็นคนตัดหญ้าให้ที่สาธารณะ

Forrest Gump (1994) เป็นภาพยนตร์จินตนาการที่ยอดเยี่ยมที่สุดของ Robert Zemeckis ได้รับรางวัลออสการ์ถึง 6 ตัว ภาพยนตร์ ผู้กำกับ ดารานำชาย การตัดต่อ เอฟเฟกต์ และบทดัดแปลง คนดูคุ้นเคยกับผู้กำกับคนนี้จาก Back to the Future ทั้งสามตอน รวมทั้งหนังการ์ตูนยอดเยี่ยมอย่าง Who Framed Roger Rabbit สองเรื่องที่ว่านี้เป็นฐานที่มาของเทคนิควิธีการและการใช้คอมพิวเตอร์ยุคใหม่ในการทำให้คนวันนี้ไปอยู่ในเหตุการณ์วันนั้นหลายปีก่อนได้

ฟอร์เรสต์ กัมป์ (ทอม แฮงค์ส) ถูกทำให้เข้าไปมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์สำคัญๆ ในระยะ 30 ปีของประวัติศาสตร์อเมริกัน ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1950 ถึง 1980

เราเห็นเขาเป็นคนช่วยให้เอลวิส คิดท่าเต้นเอกลักษณ์ของตนเอง เขาพบกับจอร์จ วอลเลซ วุฒิสมาชิกคนดังที่มหาวิทยาลัย ได้พบกับประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดี้ ในฐานะนักฟุตบอลยอดเยี่ยม พบประธานาธิบดีลินดอน บี จอห์นสัน ฐานะวีรบุรุษสงครามเวียดนาม ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสันในฐานะนักกีฬาปิงปองที่ไปปักกิ่งเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี และกรณีวอเตอร์เกตเขาเป็นคนแจ้งเบาะแสให้ทางการ เขาออกรายการทอล์กโชว์ที่โด่งดังพร้อมกับจอห์น เลนนอน ช่วยให้บีเทิลส์ผู้ยิ่งใหญ่ได้แรงบันดาลใจแต่งเพลง Imagine

เหตุการณ์เหล่านี้ถูกนำเสนอด้วยสายตาของผู้ชายคนหนึ่งที่มองอย่างที่มันเป็น โดยไม่คิดอะไรให้ซับซ้อนเหมือนคนที่อ้างว่า "ปกติ" และ "ไอคิวสูง" ทั้งหลาย เขาไม่มีความรู้สึกเย้ยหยัน ประชดประชันเสียดสีใดๆ ทำให้เราหัวเราะและเศร้าไปกับเรื่องราวต่างๆ ที่เขาเล่าให้ฟังแบบซื่อๆ

ภาพยนตร์เป็นการเล่าเรื่อง หนังเรื่องนี้ใช้ฟอร์เรสต์ กัมป์ นั่งเล่าเรื่องชีวิตของตนเองที่ม้านั่งหน้าสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง ให้ใครต่อใครหลายคนที่เปลี่ยนกันมานั่งที่นั่นเพื่อรอรถเมล์ มีคนทั้งเชื่อและไม่เชื่อ เช็ดน้ำตาด้วยความเศร้าก็มี เดินหนีพลางหัวเราะก็มาก

โลกที่ฟอร์เรสต์ กัมป์ เห็นเป็นโลกที่มีความซับซ้อนอย่างแน่นอน แต่เขาก็มองด้วยความเรียบง่าย ด้วยสายตาที่มีข้อจำกัด ซื่อๆ ซึ่งก็กลายเป็นข้อดีที่ทำให้เขามองอะไรในแง่ที่เป็นบวก ไม่เคยหดหู่และท้อถอย เห็นความหวัง เห็นทางที่ดีกว่าเสมอ

คนมองโลกได้เช่นนี้เป็นคนที่ไม่เคยยอมแพ้ต่อชะตากรรม หนังก็พยายามบอกเรื่องนี้ตั้งแต่เริ่มต้นด้วยภาษาสัญลักษณ์ เป็นขนนกสีขาวที่ลอยขึ้นลง และสุดท้ายก็มาตกอยู่ที่ปลายเท้าของ ฟอร์เรสต์ กัมป์ ที่นั่งถือกล่องช็อกโกแลตและหนังสือนิทานเล่มหนึ่ง สองอย่างที่แม่ให้และสอน

แม่สอนว่า ชีวิตเราเหมือนกับกล่องช็อกโกเลต เราไม่รู้ว่าจะเจออะไรข้างใน และแม่ก็อ่านหนังสือนิทานต่างๆ ให้ฟัง นั่นคือสิ่งที่แม่สอน และฟอร์เรสต์ กัมป์ ก็มีชีวิตตามคำสอนของแม่แบบคนที่ "ไม่คิดมาก"

ด้วยท่าทีต่อชีวิตเช่นนี้ เขาจึงรักเพื่อน ซื่อสัตย์ต่อเพื่อน ต่อหน้าที่อย่างถึงที่สุด ในสงครามเวียดนามเขาช่วยชีวิตเพื่อนๆ หลายคนโดยวิ่งไปแบกมาจากสนามรบในป่าออกมาสู่ที่ปลอดภัยคนแล้วคนเล่า รวมถึงผู้กองแดน เทย์เลอร์ (Gary Sinise) หัวหน้าซึ่งถูกระเบิดขาขาดทั้งสองข้าง เขาโกรธฟอร์เรสต์ กัมป์ บอกว่า "ช่วยฉันทำไม ชะตาลิขิตให้ฉันตายในสนามรบอย่างมีเกียรติ"

ผู้กองไม่ตายแต่สิ้นหวังเป็นอย่างยิ่ง เป็นฟอร์เรสต์ กัมป์ที่ทำให้เขากลับมาเห็นความหมายของชีวิตอีกครั้ง ได้กลับไปทำงานร่วมกันในกองเรือประมง จนกระทั่งเราเห็นผู้กอง "เดินได้" อีกครั้ง แม้จะด้วยเท้าเทียมแต่ก็ "เดิน" ในชีวิตอย่างมั่นคงและมีความสุข

ฟอร์เรสต์ กัมป์เองก็คงเชื่อในชะตาชีวิตเหมือนเราๆ ท่านๆ ทุกครั้งที่เล่าเรื่องบุคคลโด่งดังที่เขาได้พบและคนเหล่านั้นตายไม่ว่าจะด้วยโรคหรือถูกลอบสังหาร เขาจะตามด้วยคำถามว่า "ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมจึงมีคนฆ่าเขา" "ทำไมเขาจึงตายแบบนั้น" เขาถามแม่ว่า "ชะตากรรมแปลว่าอะไรครับแม่" แม่ไม่เคยให้คำตอบ เพราะท้ายที่สุดแล้วคำตอบไม่มี

ชีวิตของฟอร์เรสต์ กัมป์ก็เช่นกัน เขารักเจนนี (Robin Wright) มาตั้งแต่เด็ก เป็นความรักแท้รักเดียวที่เขามี และเขาก็ซื่อสัตย์ต่อรักนี้ไปตลอดชีวิต แต่เหมือนชะตาลิขิต ชีวิตทั้งสองต้องพรากจากกันครั้งแล้วครั้งเล่า และเขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

หนังทำให้เราเห็นวิถีชีวิตสองแบบค่อนข้างชัดเจนของยุคสมัยสามสี่สิบปีที่ผ่านมา คนอย่างฟอร์เรสต์ กัมป์เป็นตัวแทนของกระแสหลัก เป็นเด็กเรียบร้อย ว่านอนสอนง่าย ไม่โต้ไม่เถียง ทำตามกรอบประเพณี ประสบความสำเร็จในชีวิต เป็นตัวแทนของประวัติศาสตร์อเมริกัน

ในขณะที่เจนนีเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่ขบถต่อวิถีและวัฒนธรรมเดิม แม้จะถูกทำให้เห็นว่า ที่มาของปัญหาของเจนนีมาจากวัยเด็กที่ถูกพ่อข่มขืน "เสียคน" ตั้งแต่ยังไม่โตเป็นสาวด้วยซ้ำ ทำให้เธอเตลิดไปค้นหาตัวเองทั้งจากการเป็นนักร้องในบาร์ ติดยา และตระเวนไปกับฮิปปี้ กลายเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ของวัฒนธรรมใหม่ (counter culture) ซึ่งดูเหมือนกับว่าเป็นการทำลายตัวเองถ้ามองด้วยสายตาของกระแสหลัก

หนังพยายามหาทางออกทำให้สองกระแสพบกันในท้ายที่สุด เกิดการประนีประนอม แต่ก็ดูเหมือนว่ากระแสหลักจะไม่ได้ทำอะไรนัก เพียงแต่ทำใจกว้างยอมรับกระแสรองที่ปรับตัวเท่านั้น

เจนนีเปลี่ยนชีวิตของตนเอง แต่งตัวเหมือนผู้คนทั่วไปอีกครั้ง ไปทำงานขายของในห้าง เลี้ยงลูกที่เธออ้างว่าเกิดจากฟอร์เรสต์ กัมป์ และที่สุดทั้งสองก็แต่งงานกัน แม้ว่าจะไม่นานนักเพราะเธอป่วยและเสียชีวิต

คิดถึงคนเดือนตุลาหลายคน คนเดินถนนราชดำเนินและเดินป่าที่กลับมา "ประนีประนอม" กับกระแสหลักจนได้ดิบได้ดีเป็นรัฐมนตรี เป็นเศรษฐี เป็นใหญ่เป็นโตกันมากมายหลายคน เป็นอะไรที่อธิบายด้วย "ชะตากรรม" (destiny) ก็ได้กระมัง

หนังเรื่องฟอร์เรสต์ กัมป์ ทำให้ต้องมาทบทวนกันว่า ชีวิตคนเรามิใช่ต้องอธิบายกันด้วยเหตุผล และวัดกันที่เหตุผลเสมอไป คาร์ล กุสตาฟ จุง นักจิตวิทยาชาวสวิสผู้พิสมัยปรัชญาตะวันออกอธิบายว่า ชีวิตคนเรามี 4 องค์ประกอบสำคัญในการสัมผัสสัมพันธ์กับภายนอก คือ ประสาทสัมผัส เหตุผล อารมณ์ และญาณทัศนะ แต่เรามักจะอ้างแต่เพียง "เหตุผล" เท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอ การอ้างแต่เพียง "เหตุผล" ทำให้เราไม่สามารถเข้าถึง "ความจริง" อย่างลุ่มลึกและรอบด้านได้

คนอย่างฟอร์เรสต์ กัมป์ มีอยู่มากมายในสังคมและตลอดประวัติศาสตร์ คนพวกนี้มักเรียกกันว่า "the holy fool" คนบ้าที่ศักดิ์สิทธิ์ คือคนที่พูดและทำตัว "ประหลาด" จากคนทั่วไป บางคนถูกหาว่าซื่อจนซื่อบื้อ ซื่อสัตย์จนซื่อบริสุทธิ์และเซ่อซ่า บางคนพูดจาขวานผ่าซาก ตรงไปตรงมา

ที่พวกเขาถูกกล่าวหาเช่นนี้เพราะเป็นคนที่ไม่ได้แสวงหาเกียรติยศ ชื่อเสียง ข้าวของเงินทองและความมั่งคั่งเหมือนใครๆ ทั้งๆ ที่มีโอกาสก็ไม่ทำ คนแบบนี้จึงมักถูกเรียกว่า "บ้า" แต่พวกเขาคือ "มโนสำนึก" ของสังคม คนที่คอย "เตือนสติ" ผู้คน ประกาศกกับทุกยุคสมัยส่วนใหญ่เป็นเช่นนี้

ฟอร์เรสต์ กัมป์ เป็นจินตนาการ เป็นฝันของผู้คนที่มองโลกในแง่ดี ไม่ทุกข์กับมัน ไม่แสวงหาเกียรติแต่ได้เกียรติ ไม่แสวงหาเงินทอง แต่ได้เงินทอง เขาไม่ต้องการอะไรในชีวิตแต่ได้ทุกอย่างและไม่ขาดอะไรเลย

เขาวิ่งข้ามทวีปอเมริกาแล้ววิ่งกลับมาอีกรอบโดยไม่มีเหตุผลอะไร ไม่ได้ต้องการเป็นคนดัง ไม่ได้ต้องการวิ่งหาเงินเพื่อการกุศล ไม่ได้ต้องการเรียกร้องความสนใจจากใครทั้งนั้น เขาวิ่งเพียงเพราะอยากวิ่งเท่านั้นเอง

นี่คือชีวิตที่ปล่อยวาง ชีวิตที่ไม่ต้องการอะไร แต่ได้ทุกอย่าง

สาระสำคัญอันหนึ่งของฟอร์เรสต์ กัมป์ คือ ปล่อยวางแต่อย่ายอมแพ้ เพราะคุณไม่รู้ว่ายังมีอะไรดีๆ อยู่ข้างหน้า มองชีวิตว่ามันเป็นกล่องช็อกโกแลตบ้างสิ คุณยังไม่ได้แกะกล่องเลย

และจงมองชีวิตเหมือนกับหนังสือนิทานเล่มโต ที่เราแต่ละคนกำลังแต่งขึ้น

โลกนี้เป็นอะไรตามที่เราต้องการสร้าง โลกแห่งความฝัน โลกแห่งจินตนาการ อันเป็นฐานแห่งโลกความเป็นจริง ที่สรรค์สร้างขึ้นด้วยพลังปัญญา
กำลังโหลดความคิดเห็น...