xs
xsm
sm
md
lg

ทักษิณพอใจ2ปีปฏิรูปราชการ รัฐบาลหน้าขึ้นเงินเดือน2รอบ

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

“ทักษิณ”พอใจผลการปฏิรูประบบราชการในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ย้ำต่อไปนี้ข้าราชการต้องทำงานเชิงรุกเพื่อบริการประชาชนในเกิดรอยยิ้ม ประกาศเพิ่มเงินเดือนให้อีก 2 ครั้งในรัฐบาลหน้า เตรียมปรับโครงสร้างกลาโหมอย่างแรง เพื่อแก้ปัญหาภัยคุกคามประเทศ

เมื่อเวลา 10.00 น.วานนี้ (3 ต.ค.) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้กล่าว เนื่องในโอกาสครบรอบ 2 ปีการพัฒนาระบบราชการ ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล หัวข้อ“นายกฯทักษิณ คุยกับข้าราชการยุคใหม่”ในช่วงที่รัฐบาลนี้เมื่อปี 44 ได้เชิญหัวหน้าส่วนราชการมาพบ และ บอกว่าเราต้องปรับเปลี่ยนวิธีการบริหารราชการใหม่ เพราะการเกิดวิกฤติในปี 40 สะท้อนให้เห็นว่า เราปรับเปลี่ยนช้า โลกเปลี่ยนแต่เรายังตั้งหลักไม่ได้ และหลายๆเรื่องที่เกิดขึ้น แม้แต่เรื่องภาคใต้ ก็เพราะเราไม่ได้ตื่นตัวสำหรับภัยคุกคาม ที่คุกรุ่นอยู่เดิมเราไม่มีกำลังที่จะมาผนึกกับภัยคุกคามยุคใหม่ที่เกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์ 11 ก.ย.ที่ตึกเวิลด์เทรดดังนั้นเมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้น เราถึงรู้ว่าเราต้องเปลี่ยนแล้ว

“เราไม่มีการปรับปรุงระบบราชการมานาน วันนี้เราสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้เรียบร้อยภายใน 2 ปี ถ้าการเมืองไม่เข้มแข็ง จะทำไม่ได้ เพราะทุกคนจะมีความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ของกรม กระทรวง และ ตัวเอง ในที่สุดจะไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้ตัวเองรู้สึกว่าลดอำนาจ ลดความสำคัญลง แต่เพราะขณะนี้การเมืองเข้มแข็ง ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง หรืออธิบดี ทุกฝ่ายได้ตระหนักว่าต้องเปลี่ยนแล้ว เราถึงพร้อมใจกันเปลี่ยน และในที่สุดก็มีวันนี้ ผมขอขอบคุณข้าราชการทุกคนที่มีจิตใจรองรับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้”

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เราปฏิรูปเป็นอันดับแรกคือ การปฏิรูปโครงสร้าง ด้วยการนำงานที่เกี่ยวเนื่องกัน คล้ายกันมารวมเป็นกรุ๊ปเดียวกัน เรียกว่า คัสเตอร์ จากนั้นก็ปฏิรูปกระบวนการขั้นตอนการทำงานให้หดสั้นลง เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ แล้วจึงปรับปรุงวัฒนธรรมการทำงาน จากเดิมที่ประชาชนต้องเดินมาขอรับบริการ ก็เปลี่ยนไปเป็น ข้าราชการเดินเข้าหา และบริการประชาชน

“ตอนนี้ผมพอใจกับโลโก้ที่มีตัวหนังสือว่า เพื่อรอยยิ้มประชาชน คือ ถ้าเราไม่ยิ้มก่อน ประชาชนก็มีรอยยิ้มไม่ได้ เราต้องยิ้มด้วยความเต็มใจในการบริการประชาชน ฉะนั้นการที่เรามาถึงขั้นตอนนี้ได้ผมพอใจมาก ถึงแม้ว่ายังมีเรื่องติดขัดที่เราต้องทำต่อ ผมพูดกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีว่า ถ้าเราสามารถปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานของข้าราชการ กระบวนการและขั้นตอนในการทำงาน หรือการปรับเปลี่ยนด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อการบริการประชาชนที่ดีขึ้นให้เสร็จภายใน 5 ปี ผมถือว่าเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ แต่วันนี้ 2 ปี ถือว่าเร็วกว่าที่คิด ยังเหลืออีกนิดหน่อยเท่านั้น"

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึงสิ่งที่ยังเหลือที่ยังต้องทำต่อไปคือ การปรับโครงสร้าง เราต้องคอมโพรไมส์ใหม่ 1.เราจะไม่หักด้ามพร้าด้วยเข่า บางหน่วยงานเล็กไปเราไม่สามารถไปตัดหรือเปลี่ยนได้ ได้แต่นำมารวมกันแค่นั้นในขั้นแรกเท่านั้น แต่แค่นั้นยังไม่พอ เราต้องไปคอมโพรไมท์ ในสภาด้วย

2. เราได้ทำเรื่องของเทคโนโลยีในระดับหนึ่งแล้ว GFMIS เริ่มมีผลแล้ว ซึ่งระบบนี้เป็นเครื่องมือในการปรับปรุงบริหารจัดการ ซึ่งจะทำให้กระบวนการเกิดความโปร่งใสยิ่งขึ้น โดยในวันที่ 1 ต.ค.48 เราจะลงไปถึงระดับอำเภอ ระดับรัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำไปแล้ว และต้องทำมากขึ้นอีก คือ การวัดผลการสำเร็จของงาน โดยใช้ระบบบาลานซ์ สกอร์คลาส ซึ่งก็คือจุดสมดุลของการให้คะแนน เช่น ภารกิจความมั่นคงน้ำหนักความมั่นคงก็จะมากกว่าน้ำหนักบริการประชาชน แต่ทุกหน่วยงานจะต้องมีน้ำหนักการบริการประชาชน จะมีการให้คะแนน ตรงนี้เราจะต้องทำต่อไป ซึ่งระบบ GFMIS มีระบบการบริหารงานบุคคลอยู่ในนั้น สามารถที่จะใส่น้ำหนักของการให้คะแนนได้ ฉะนั้นเมื่อให้แล้วก็ต้องใช้ด้วยไม่ใช่ว่าคนได้คะแนนดี ถูกย้ายประจำ คนได้คะแนนแย่ ถูกเลื่อนชั้น ถ้าทำตรงนี้ไม่ได้ก็เสีย

นอกจากนี้ ที่จะต้องทำอีกคือ ระบบทีมเวิร์ก เพื่อหดขั้นตอนระบบราชการให้ลดลง ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่จะต้องสร้างขึ้น เพื่อให้ข้าราชการทุกระดับทำงานเป็นทีม คิดร่วมกัน และกำหนดยุทธศาสตร์โดยเฉพาะงานสำคัญ ๆ ที่จะต้องสร้างวัฒนธรรมเช่นนี้ให้เกิดขึ้นให้ได้

**รัฐบาลหน้าปรับเงินเดือนอีก2ครั้ง

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการปรับปรุงระบบสวัสดิภาพ และสวัสดิการของข้าราชการว่า ในปี 2549 จะปรับเงินเดือนข้าราชการอีกครั้ง และปี 2551 ก็จะปรับเพิ่มอีกครั้ง เพื่อให้ข้าราชการดำรงอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ใช้มีเพียงสถานภาพทางสังคม แต่รายได้ที่ต่ำ และขอรับรองว่า เมื่อปรับเงินเดือนข้าราชการแล้ว จะไม่ทำให้เกิดระบบเงินเฟ้อ หรือสถานการณ์ใดๆเกิดขึ้น เนื่องจากได้คำนวณตัวเลขที่เกี่ยวข้องต่างๆไว้แล้ว

ส่วนการประกาศทำสงครามกับคอร์รัปชั่นต้องตัดเนื้อร้าย ต้องผ่าตัดขนาดใหญ่ โดยก่อนอื่นต้องวางระบบ เช่น การประมูลงานจัดซื้อจัดจ้างทุกชนิด ต้องผ่านระบบคอมพิวเตอร์ของทุกส่วนราชการจะต้องโปร่งใส โดยมีมติคณะรัฐมนตรีรองรับ ซึ่งนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี จะนำเข้าสู่ที่ประชุมครม.ในวันที่ 5 ต.ค.นี้ เพื่อควบคุมงานจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่ผ่านเว็บไซต์ของส่วนราชการนั้นๆ และหากงานจัดซื้อจัดจ้างไม่ผ่านเว็บไซด์ ถือว่างานนั้นไม่โปร่งใส รวมทั้งโครงการขนาดใหญ่ หรือโครงการที่พิจารณาในด้านเทคนิคก็ต้องแยกออกมาก่อน และมาสู้ราคาในเว็บไซต์รวมทั้งจะมีการแก้กฎหมายระเบียบในการประมูล เป็นต้น โดยตั้งเป้าไว้ว่าการปฏิรูประบบราชการจะสมบูรณ์ใน 5ปี (พ.ศ.2552)

เปลี่ยนโครงสร้างกลาโหมอย่างแรง

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวอีกว่า ในส่วนของการกระจายอำนาจ โดยเฉพาะผู้นำจะต้องมีภาวะผู้นำ โดยจะต้องกระจายอำนาจให้กบบุคลากรระดับรองลงไป ซึ่งถือว่า เป็นการปรับโครงสร้างโดยปกติ และการลดอำนาจจากส่วนกลางไปเพิ่มในส่วนภูมิภาค

นอกจากนี้ จะต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างในกระทรวงกลาโหมอย่างแรง เพื่อสามารถรองรับภัยคุกคามด้านความมั่นคงยุคใหม่ ในสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการรักษาความปลอดภัยในประเทศ จะต้องปรับแรงๆ จะปรับเบาๆไม่ได้

“ข้าราชการจะต้องช่วยกัน และมีเป้าหมายร่วมกัน เพื่อให้ประเทศชาติเข้มแข็ง และประชาชนมีความสุข และขอขอบคุณข้าราชการที่น้อมรับการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะ พระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่พระองค์ต้องการคลายทุกข์ให้กับประชาชน”นายกรัฐมนตรี กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกรัฐมนตรี ได้ขึ้นเวทีพูดคุยกับตัวแทนข้าราชการ 6 คน เช่น นายนพดล เฮงเจริญ นายกสมาคมข้าราชการพลเรือน ตัวแทนข้าราชการพลเรือน ตัวแทนข้าราชการส่วนท้องถิ่น ตัวแทนข้าราชการส่วนกลาง โดยเป็นการสอบถามถึงเรื่องที่นายกฯ เคยพูดว่า จะให้ความช่วยเหลือ เช่น การแก้ปัญหาหนี้สินนายกฯ จะให้กระทรวงการคลังเข้าไปศึกษา และการช่วยเหลือเรื่องที่อยู่อาศัยกรณีของข้าราชการที่เกษียณอายุ และต้องออกจากบ้านก็จะให้การเคหะแห่งชาติเข้ามาช่วยดูแล ส่วนกรณีของข้าราชการที่เรียกร้องเรื่องข้าราชการที่วิ่งเต้นและช่วยเหลือพวกพ้อง ซึ่งนายกฯ รับปากว่า จะเป็นผู้เข้าไปดูแลด้วยตัวเอง

หลังจากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ได้กล่าวระหว่างตอบคำถามข้าราชการ ว่า ต่อไปนี้โครงการ ไอซีแอล จะเกิดขึ้น เพื่อเป็นการเปิดศักยภาพให้บุคคลากรในส่วนราชการไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ โดยไม่เดือดร้อนกับเงินเดือนปัจจุบัน และกล่าวว่า ตนจะนำเงินในอนาคตจากการพัฒนาการทำงานไปใช้ก่อน เพื่อมาเป็นค่าเล่าเรียน ซึ่งโครงการนี้ทำเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต

เล็งเปิดทีวี11/3เพื่อการประมูล

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการปฏิรูประบบราชการ ว่า นโยบายต่างๆที่รัฐคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ภายใน 5 ปีจะครบหมด แต่จะมีปัญหาอะไรหรือไม่ คงพูดยาก อย่างกรณีของรัชกาลที่ 5 ที่ท่านคิดไว้ยังต้องใช้เวลาถึง 32 ปี ซึ่งหลังจากนั้นจะสำเร็จหรือไม่ ก็จะมีหน่วยงานไปดูแลต่อ ดังนั้นสิ่งที่รัฐประกาศออกไป และสุดท้ายเขาจะทำตามหรือไม่ ต้องใช้เวลาดูกันสักระยะหนึ่ง

ส่วนกรณีของไอซีแอล ที่นายกฯพูด จะขยายมาสู่ระบบราชการด้วยหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า คล้ายๆทำนองนั้น แต่ไม่ถึงขนาดนั้น ซึ่งวันนี้ก็มีอยู่ในส่วนของ ก.พ.ร. แต่คนอาจจะไม่ค่อยรู้
วันนี้เรามีหลักสูตรแล้วทางไอทีซี แต่ไม่ถึงขนาดไอซีแอล ให้ไปอบรมข้าราชการ เมื่อกลับไปบ้าน เปิดดูในเว็บไซด์ ที่สอนหลักสูตรหลายๆอย่างไว้ ใช้เวลาสอนถึง 2-3 เดือน ในการเรียน

ขณะนี้มีข้าราชการอยู่ในกระบวนการกว่า 4 พันคน แต่ส่วนนั้นเป็นเรื่องของความสมัครใจ ขั้นต่อไปเราจะขยาย คือ พวกข้าราชการที่ประเมินผ่านหรือไม่ผ่าน พวกหนึ่งจะเข้าโรงเรียน ส่วนพวกหนึ่งจะนั่งเรียนอยู่ที่ทำงานก็ได้ พอกลับไปบ้านก็สามารถเปิดเว็บไซด์ ตรงนี้จะเป็นการบังคับให้เรียน ซึ่งระบบไอซีแอล จะเกี่ยวกับคนที่อยากไปเรียนต่อแต่ไม่เงิน อาจจะไปโดยที่รัฐออกให้ก่อน ผ่อนทีหลัง ซึ่งตรงนี้มีอยู่ในความคิดของรัฐ แต่อาจจะไม่เรียก ไอซีแอล กำลังดูบางทีอาจจะตั้งเงินกองทุนขึ้นมาเพื่อให้กู้ โดยไม่มีดอกเบี้ย ซึ่ง เรื่องดังกล่าวจะมีการนำเสนอต่อ ครม.ในวันที่ 5 ต.ค.นี้ ซึ่งวันนี้พอจะรู้คร่าวๆแล้วว่า 1 ม.ค.48 จะต้องทำอย่างไร และ 1 ก.ค.48 ต้องทำอะไร ซึ่งกำลังจะคิดดูว่า อาจจะจัดสรรทีวีช่อง 11/3 มาเป็นจอทีวีในการประมูล แต่อะไรก็ตามที่จะประกาศเชิญชวน จะต้องทำให้โปร่งใส คงต้องคิดดูอีกทีว่าจะต้องทำอย่างไร เวลานี้มี 2 อย่าง คือ
1.ระดับอีโปรคิวเมนท์ (จัดซื้อ จัดหาโดยระบบอีเล็กทรอนิกส์ ) อาจไม่ต้องออกโทรทัศน์แต่ใช้วิธีเชิญชวนทางเว็บไซด์ ซึ่งโครงการจะต้องไม่ใหญ่เป็นหลักล้าน อาจจะแค่ 5 แสน
2.อีบริจดิ้ง เป็นการประมูลสู้กันสดๆร้อนๆ ดูกันเหมือนเล่นหุ้น เห็นบนจอแข่งกัน
ไม่ต้องเสียเวลายื่นซอง และถูกอุ้มกลางทาง

"บัญญัติ"จวกรัฐมองปัญหาไม่รอบด้าน

นายบัญญัติ บรรทัดฐาน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวถึงการปฏิรูประบบราชการในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ว่า ล้มเหลว ลงตัวช้ามาก แม้กระทั่งการเกลี่ยกำลังข้าราชการในระหว่างกระทรวง ทบวง กรม ต่างๆก็ยังไม่ลงตัว ข้าราชการหลายคนบ่นว่า ไม่แน่ใจในอนาคตของตัวเองว่าท้ายสุดจะไปอยู่ที่ไหน ขณะนี้เปลี่ยนมา 2-3 หน่วยงานแล้ว ซึ่งตนคิดว่า ในช่วงนั้นการตัดสินใจของรัฐบาลเป็นการตัดสินใจ เพื่อต้องการสร้างภาพในลักษณะที่ว่ามีความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้ว และเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งการทำเช่นนี้ก็ได้อย่างเสียอย่าง เนื่องจากการปฏิรูประบบราชการนั้นใหญ่โตมาก จะปรับจะเปลี่ยน ต้องมองปัญหาให้ครบวงจร รอบด้าน การตัดสินใจเปลี่ยนกระทันหันเพื่อต้องการสร้างผลงาน สร้างภาพว่าได้ทำสำเร็จแล้ว ก็จะเห็นกันอยู่ว่าผลที่ตามมาเป็นอย่างไร แม้กระทั่งกรณีปัญหาไข้หวัดนกที่ระบาดในเวลานี้ ก็ได้รับผลกระทบจากการปรับโครงสร้างในช่วงที่แล้วว่า ทำให้ปศุสัตว์จังหวัด ปศุสัตว์อำเภอในหลายที่หลายแห่ง ไม่มีอัตรากำลังเลย ทำให้การเฝ้าระวังไม่ได้ผล
ซึ่งรัฐบาลต้องทบทวนในเรื่องเหล่านี้