xs
xsm
sm
md
lg

แสงสว่างช่วงสุดท้ายของ "เรย์ ชาร์ลส"

เผยแพร่:   โดย: ต่อพงษ์ เศวตามร์

“ผมเคยบันทึกเสียกับศิลปินที่เจ๋งๆ หลายต่อหลายคนในช่วงหลายปีของชีวิตการเป็นนักดนตรี แต่ผมไม่เคยทำอัลบั้มร้องเพลงคู่โดยตัวผมเองเลย ถึงวันนี้ผมคิดว่ามันควรแก่เวลาที่จะมีงานแบบนี้ออกมาแล้ว งานที่ผมจะมีเพื่อนๆ ซึ่งผมรัก ศิลปินที่เยี่ยมยอดที่จะมาร้องเพลงสดๆ กับผมในสตูดิโอ”

นั่นคือ คำกล่าวของ "เรย์ ชาร์ลส" ศิลปินตาบอดผู้ซึ่งนำพาความงามในหัวและในหูของเขามาสู่เสียงเพลง เป็นเวลา 60 ปีมาแล้วที่ชาร์ลส์นั้นวนเวียนอยู่ในวงการนี้ในฐานะศิลปินแถวหน้าของวงการ R&B Jazz Soul Blues Rock’n Roll ฯลฯ พูดง่ายๆ ว่าแนวไหนที่มีคนดำเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ชาร์ลส์ก็นำกลิ่นเหล่านั้นเข้ามาเป็นผลงานคุณภาพภายใต้แบรนด์เนมของเขาเองเหมือนกัน

ด้วยคุณภาพนั้นมันยืนยันด้วย 13 รางวัลแกรมมี่ ตามด้วยการถูกเสนอชื่อให้เข้าไปสู่หอเกียรติยศของวงการร็อกแอนด์โรลตั้งแต่ครั้งแรกที่มีการโหวตและการเป็นแรงบันดาลใจจนกระทั่งเป็นศิลปินต้นแบบให้แก่นักร้อง นักดนตรีอีกนับไม่ถ้วน

ที่บอกว่านับไม่ถ้วน เพราะ เรย์ นั้นสามารถคิดค้นรูปแบบของเพลงป็อปของคนดำขึ้นมาได้เมื่อปี 50 ด้วยการผสมผสาน อาร์แอนด์บี และ การร้องสไตล์กอสเปลเข้าหากัน ทำเอาคนฟังประทับใจในการแสดงอารมณ์แบบตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นความเริงร่าไปจนกระทั่งความเจ็บปวด ซึ่งคนออกจะรับและเข้าใจได้อย่างง่ายและเร็วที่สุด

ผลก็คือ ความนิยมอย่างต่อเนื่องในงานและสไตล์การร้องเพลงของเขา หลังจากนั้น เจ้าตัวก็คอยเพิ่มเติมดนตรีของเขาด้วยการผสมผสานรูปแบบลูกเล่นทางดนตรีจากแนวอื่นลงไป ไม่ว่าจะเป็น คอนเทมโพลารี่ แจ๊ส บลูส์ หรือ แม้กระทั่ง คันทรี่(ในยุค60) เหตุที่ทำเช่นนั้นก็เพราะ ส่วนหนึ่งนั้น เรย์ ชาร์ลส ยังเป็นยอดเซียนในเชิงคีย์บอร์ด ยังเป็นมือเรียบเรียงเสียงประสานชั้นดี ยุคทองของเรย์ ชาร์ลส์ นั้นอยู่ในยุค 50 ถึงปลาย 60 เพราะหลังจากนั้นเรย์ก็ไม่ค่อยมีเพลงฮิตติดชาร์ตเท่าไหร่ แต่โดยรวมอัลบั้มของเรย์ที่ทำออกมาก็ยังขายอยู่เรื่อยๆ

เรย์นั้นได้รับการยกย่องมากกว่าเป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ในเชิงการร้องเพลงไม่แพ้ เอลวิส และ บิลลี่ ฮอลลิเดย์ ด้วยเหตุที่เป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจให้กับคนนับไม่ถ้วน เรย์ ชาร์ลส์ จึงถูกรับเชิญไปทั้งร้องและเล่นดนตรีจนมีผลงานกับศิลปินอื่นๆ เยอะมาก เขาไปอัดเสียงกับศิลปินคนอื่นที่ไม่ใช่งานของตัวเองถึง 200 กว่าชุดแล้วก็ไล่แสดงคอนเสิร์ตจนเกือบจะวันสุดท้ายที่เขาเสียชีวิต

เรย์ตายเมื่อปีนี้เอง ในวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา เข้าใจว่าทางเมืองไทยนั้นไม่ได้สนใจข่าวนี้กันเท่าไหร่ แต่ที่อเมริกานั้นถือเป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ของชาติทีเดียว

ก่อนเขียนบทความชิ้นนี้ผมไปพลิกดูประวัติของเขาก็ตกใจ เพราะ เรย์ ชาร์ลส์ เกิดเมื่อวานนี้ครับ แต่ย้อนกลับไปปี 1930 แรกเริ่มทีเดียว เรย์ ชาร์ลส ยังไม่ตาบอดนะครับ กว่าจะไปบอดก็ล่อเข้าไปตอนที่เขา 6 ขวบ พูดง่ายๆ ว่ามันเป็นเรื่องเศร้าที่สุดของเขาเลย เพราะ ชาร์สนั้นชอบเหลือเกินที่จะวิ่งไปดูพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าๆ จากนั้นก็เริ่มเข้าสู่วงการดนตรี แต่เพราะความงามแบบเด็กๆ ที่อยู่ในหัวนั่นที่ทำให้เรย์มักจะกล่าวว่า มันทำให้ผมวาดสีสันแห่งความงามมากกว่าที่คนทั่วไปเห็นหลายเท่านัก แล้วมันก็ถ่ายทอดออกมาเป็นบทเพลงได้อย่างสุดยอด

เรย์ใช้เวลาไม่นานนักที่จะประสบความสำเร็จ จนกลายเป็นอมตะในวงการดนตรีในที่สุด

สำหรับคนยิ่งใหญ่ขนาดนี้ แน่นอนครับมันต้องมีอัลบั้มส่งท้ายที่ยิ่งใหญ่ออกมาเสียหน่อย แล้วก็เป็นอย่างที่ เรย์ ต้องการนั่นคือ เขาอยากมีอัลบั้มเพลงคู่สักชิ้นโดยคนที่มาร้องนั้นต้องเป็นที่รักเขา...ผลก็คือ 12 แทร็คที่ยอดเยี่ยมจนอดไม่ได้ที่จะมาแนะนำกัน

งานนี้อาจจะไม่เจ๋ง ไม่ห้าว อย่างที่แฟนๆ เรย์ ชาร์ลส์ต้องการ เสียงคีย์บอร์ดเด็ดๆ ก็ไม่มี เพราะ เกือบทั้งหมดอัลบั้มหนักไปทางเพลงที่ร้องง่ายๆ ออกจะมีความสุขเสียด้วยซ้ำไป ถ้าฟังจากน้ำเสียงของเรย์...ที่ดูผ่อนคลาย สบายๆ เพลงที่คัดมานั้น ไม่ค่อยได้กลิ่นอายของบลูส์เท่าไหร่นัก แต่ทว่ามันเต็มไปด้วยมู้ดบัลลาดแห่งความสุข..ตามบันทึกของอัลบั้มนี้บอกว่า นี่คือ การบันทึกเสียงในช่วงเดือนสุดท้ายของเรย์ ซึ่งก็แปลว่า แกคงรู้แล้วละครับว่า อายุขัยกำลังจะจากไป เพราะฉะนั้นแกก็เลยเลือกที่จะทำงานที่ตัวเองอยากทำ โดยไม่ได้ยึดติดสิ่งเก่าๆ ที่คนเคยฟังมาและเคยชินกับความเป็น เรย์ ชาร์ลส์

อัลบั้ม Genius Loves Company จึงออกมาสมชื่อสมฐานะของการเป็นอัลบั้มเพลงรักในสไตล์ของเรย์ 12 แทร็ค

ถามว่าอัลบั้มนี้เจ๋งที่สุดตรงไหน ผมตอบอย่างไม่คิดเลยละครับว่า เพราะความน่ารักของมัน...ในงานชิ้นนี้อุดมไปด้วยกลิ่นแห่งความสุขและความสบายใจ ซึ่งวณิพกเรย์นั้นทำได้ถึงครับ โดยเฉพาะแทร็คที่แกร้องคู่กับสาวเก่งอย่าง Diana Krall และ Natalie Cole แม้เสียงของเรย์จะแปร่งๆ ซึ่งก็เข้าใจว่าเป็นเสียงช่วงสุดท้ายซึ่งแกก็คงเหนื่อยจะแย่แล้ว กลิ่นที่ใกล้กับเรย์ในยุค 50 ก็คือ "Hey Girl" ที่เรย์ร้องคู่กับ Michael McDonald แต่ส่วนตัวผมกลับชอบ "Crazy Love" ที่แกร้องกับ Van Morrison มากกว่า แต่ไม่ว่าแทร็คไหนจะชอบน้อยหรือมาก แต่พอหยิบมารวมกันแล้ว นี่คือ งานแสนจะไพเราะที่คุณสามารถจะฟังได้ในทุกที่ทุกอารมณ์

คือถ้ากำลังร้อน...มันก็ทำให้คุณเย็นลงได้ และถ้าคุณกำลังเย็น มันจะทำให้คุณอุ่นและคักคักด้วยความรักที่เรย์มีให้แก่เพลงในงานชิ้นนี้ครับ
กำลังโหลดความคิดเห็น...