xs
xsm
sm
md
lg

นายกฯสอนลูก

เผยแพร่:   โดย: สุรวิชช์ วีรวรรณ

จั่วหัวอย่างนี้แล้วหลายคนคงคิดถึงพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับลูกๆทั้งสาม ที่หนึ่งในนั้นคือ น้องอุ๊งอิ๊ง ลูกสาวคนเล็กที่คอยทำหน้าที่เตือนสติคุณพ่อให้เยือกเย็นลงในคราวที่อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้น เรียกว่าเป็น “คุณลูกสอนพ่อ” ก็ว่าได้

แต่นายกรัฐมนตรีที่ผมจะพูดถึงนี้เป็นนายกรัฐมนตรีจากเมืองตรัง ที่ได้เขียนหนังสืออบรมลูกชายและลูกสาวของท่านให้เป็นคนดีเอาไว้

อ่านถึงตรงนี้บางคนก็คงยิ่งจะงงเข้าไปใหญ่ว่า นายกรัฐมนตรีจากเมืองตรัง คุณชวน หลีกภัย นอกจากมีลูกชายน้องปลื้ม สุรบถ หลีกภัย ปูดขึ้นมาภายหลังทั้งที่ท่านแสดงตัวเองว่าเป็นโสดนั้น สุดท้ายแล้วมีลูกสาวที่หมกเม็ดไว้อีกคนหรืออย่างไร และท่านไปเขียนหนังสือเล่มนี้เอาไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่

เปล่าหรอกครับ นายกรัฐมนตรีของไทยท่านที่ผมจะกล่าวถึงไม่ใช่คุณชวน หลีกภัย แต่เป็นคุณทวี บุณยเกตุ เป็นคุณทวี บุณยเกตุ ที่มีพื้นเพเป็นชาวตรังโดยกำเนิด ท่านเกิดที่ อ.กันตัง จ.ตรัง โดยเป็นบุตรของพระยารณชัยชาญยุทธ(ถนอม บุณยเกตุ) กับคุณหญิงทับทิม บุณยเกตุ(ศรีเพ็ญ) แต่มาเรียนหนังสือและโตที่จังหวัดพระนคร

เรื่องถิ่นกำเนิดของท่านที่เมืองตรังนี้ ดูเหมือนจะเป็นที่รับรู้กันอยู่บ้าง แต่ในเว็บไซต์ของทำเนียบรัฐบาลกลับระบุว่า ท่านเกิดที่จังหวัดพระนคร เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2447 วันเดือนปีเกิดนั้นถูกนะครับ แต่สถานที่เกิดผิด

ดังนั้น คนตรังจึงเป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 2 คน คือ คุณทวี และคุณชวน นี่เป็นความภาคภูมิใจในเชิงสถิติเท่านั้นนะครับไม่ใช่เชิงคุณภาพ ผมเกิดไม่ทันท่านแรกหรอกครับ แต่เท่าที่ติดตามอ่านประวัติท่านมีผลงานในเชิงคุณภาพและได้รับการยกย่องอยู่มากในสมัยที่ท่านรับราชการรับใช้ชาติบ้านเมือง ทั้งในฐานะข้าราชการของรัฐ ส.ส. รัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี และในฐานะเสรีไทย ฯลฯ

คุณทวี บุณยเกตุ ได้ชื่อว่าเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งสั้นที่สุด คือ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม 2488 - 17 กันยายน 2488 เป็นระยะเวลาเพียง 18 วัน

ส่วนสมัยคุณชวน หลีกภัย นั้น บอกตรงๆนะครับว่า ผมไม่เห็นผลงานในเชิงคุณภาพอะไรของท่านที่เป็นชิ้นเป็นอัน

แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ประเด็น ประเด็นสำคัญที่จะนำมากล่าวถึงก็คือ เนื้อหาในจดหมายที่คุณทวีได้เขียนถึงลูกชายและลูกสาว เพื่อสอนให้เป็นคนดี และถูกนำมารวมพิมพ์เป็นเล่มเผยแพร่ในชื่อหนังสือ “พ่อสอนลูก” ซึ่งยุคหนึ่งถูกใช้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาของกระทรวงศึกษาธิการด้วย ในหนังสือเล่มนี้แบ่งเป็น 2 ภาค ภาคแรกเป็นจดหมายที่ท่านเขียนถึงลูกชาย คือ คุณวีระวัฒน์ และภาคหลังเป็นจดหมายที่เขียนถึงลูกสาวคือ คุณภัทรฤดี

ผมจะกล่าวถึงจดหมายที่เขียนถึงลูกชาย ส่วนจดหมายที่เขียนถึงลูกสาวนั้น ท่านเน้นไปที่การวางตัวให้เป็นเบญจกัลยาณีที่ดี ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ ที่คุณทวี เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาฯ น่าจะนำส่วนนี้ออกมาเผยแพร่ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะที่เรากำลังห่วงเด็กสาวรุ่นใหม่กำลัง “ติดเซ็กซ์”กันเกลื่อนเมือง ข้อเขียนของท่านในเรื่องนี้ยังคงเป็นความสวยความงามที่ยังล้ำสมัยและไม่เสื่อมคลาย

ส่วนเนื้อหาที่ท่านนายกฯจากเมืองตรังท่านนี้เขียนถึงลูกชายของท่านนั้น ผมคิดว่า เมื่ออ่านเนื้อหาบางส่วนที่ผมยกมาแล้ว หลายคนคงคิดได้ว่า ใครควรอ่านหนังสือเล่มนี้เป็นคนแรก

จดหมายที่ท่านเขียนถึงลูกชาย 39 ฉบับ ท่านได้แยกแยะแนวทางการสอนให้ลูกเป็นคนดีจำนวน 37 ข้อ ตั้งแต่การคบเพื่อน การวางตน การพูด การเป็นคนดี โดยอธิบายแต่ละหัวข้อทั้ง 37 หัวข้ออย่างละเอียดถี่ถ้วน

เช่น ข้อ 3 พูดแต่น้อย ให้ฟังคนอื่นพูดมากกว่าพูดเอง และให้พูดแต่เรื่องที่รู้จริง เรื่องใดรู้ไม่จริง หรือเพียงแต่สงสัยก็อย่าพูด ซึ่งท่านเน้นว่า ถ้าเห็นว่าเมื่อพูดอะไรออกไปแล้วจะนำความเสียหายมาสู่ตัวเรา หรือทำความไม่พอใจมาให้คนอื่นแล้ว ก็จงงดเว้นอย่าพูดเลยเป็นอันขาด

ข้อ 8 ไม่เอาเปรียบคนไม่เห็นแก่ตัว เมื่อถึงคราวจำเป็นแล้วก็ยอมเสียสละประโยชน์ส่วนตัวให้แก่ส่วนรวมได้ ตอนหนึ่งท่านเน้นว่า ถ้าเราไม่อยากให้คนอื่นเอาเปรียบเรา เราต้องไม่เอาเปรียบคนอื่น

ข้อ 9 ไม่อวดดีถือตัวหรือเย่อหยิ่งจองหองดูถูกเหยียดหยามคนอื่นแต่จะต้องรู้จักเจียมตัว ไม่ทำตัวให้สูงเกินกว่าฐานะที่เป็นจริง

“ผู้ที่มีนิสัยเย่อหยิ่งจองหอง และชอบดูถูกเหยียดหยามคนนั้น ได้ชื่อว่าเป็นคนโง่ และตั้งตนอยู่ในความประมาท เพราะทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนอนิจจัง คือ ความไม่เที่ยง คนมีอาจกลายเป็นคนจน และคนจนอาจกลับเป็นคนมีก็ได้ แม้คนเดินถนนวันหนึ่งอาจกลับกลายมาเป็นรัฐมนตรี คนอยู่ตึกอาจต้องมานอนข้างถนน...”

ข้อ 15 เป็นคนยุติธรรมและเที่ยงตรง ทั้งเป็นคนเปิดเผยไม่ลับลมคมใน

ในตอนหนึ่งท่านบอกว่า “ความยุติธรรมนี้เป็นหัวใจของการปกครอง และทุกประเทศในโลกต่างก็ถือความยุติธรรมเป็นหลักในการปกครองทั้งนั้น”

ข้อ 21 ไม่เป็นคนปากบอน พูดจายุแหย่เสี้ยมสอน หรือส่อเสียดทั้งไม่นินทาว่าร้ายหรือตำหนิคนอื่นโดยเห็นคนอื่นเลวไปเสียหมด

ข้อ 29 ไม่เป็นคนหูเบาเชื่อคนง่าย และไม่เป็นคนขี้ระแวงสงสัยเห็นคนอื่นเป็นศัตรูจนกว่าจะแน่ใจ

ข้อ 32 ให้นึกอยู่ในใจเสมอว่า คนอื่นเขาฉลาดกว่าเรา จงอย่ายกตนข่มท่านโดยเห็นคนอื่นเลวกว่าตน แม้เราจะดีกว่าเขาก็ตาม

ความดีความฉลาด หรือความเก่งกาจสามารถอะไรต่างๆเหล่านี้ ต้องให้คนอื่นเป็นผู้วินิจฉัย เราจะวินิจฉัยเองไม่ได้ เพราะทุกคนย่อมเห็นแก่ตัวประจำอยู่ในสันดาน

ข้อ 34 อย่าทำอะไรเอาหน้า อย่าประจบสอพลอ ต่อหน้าทำอย่างไรลับหลังเราก็ต้องทำอย่างนั้น

ข้อ 35 อย่าทำอะไรเอาแต่ใจและนึกว่าเราทำถูกเสมอไปให้ฟังความคิดเห็นและคำทักท้วงของคนอื่นบ้าง คือ อย่าดื้ออย่ารั้น

“ควรฟังคำทักท้วงและความคิดเห็นของคนอื่นบ้าง ยิ่งผู้ที่ทักท้วงนั้นเป็นผู้ที่อาวุโสแก่กว่าเราก็ตาม หรือเป็นผู้ที่มีความรู้ความชำนาญดีกว่าเราก็ตาม หรือมีผู้ทักท้วงมากคนด้วยกันก็ตาม เราก็ควรฟังและรับคำทักท้วงนั้นไว้พิจารณาด้วยดี”

เนื้อหาในหนังสือ “พ่อสอนลูก” เล่มนี้ยังมีสาระที่น่าสนใจอีกมาก แต่ขณะนี้ไม่ทราบว่ายังมีการตีพิมพ์ออกมาจำหน่ายในฐานะหนังสืออ่านนอกเวลาอยู่อีกหรือไม่

ใครจะแนะนำหนังสือเล่มนี้ให้พ.ต.ท.ทักษิณ ท่านได้อ่านบ้างก็ดี ในฐานะที่ท่านชอบแนะนำหนังสือให้คนอื่นอ่านเสมอมา