xs
xsm
sm
md
lg

พรประเสริฐสุด : คนรักและศรัทธา

เผยแพร่:   โดย: แสงแดด

คนโบราณมักถ่ายทอดการสั่งสอนพร้อมให้พรมาอย่างยาวนานนับชั่วนาตาปีว่า "ไปไหนมาไหนก็ขอให้มีคนรักคนใคร่ คนเมตตา อายุมั่นขวัญยืนนะ!" ซึ่งเป็นการอำนวยอวยพรจากผู้ใหญ่สู่เด็กโดยนัยสำคัญคือ ความต้องการให้ลูกหลาน ญาติมิตรมีแต่ "คนรัก" ไม่ว่าจะอยู่แห่งหนตำบลไหน ประกอบอาชีพอะไรก็ขอให้ผู้คนโดยทั่วไป "รักใคร่-เมตตา" และที่สำคัญที่สุดคือ "การสนับสนุนเอื้ออาทร" พร้อมทั้ง "อุปถัมภ์ค้ำจุน" เมื่อต้องการความช่วยเหลือหรือประสบปัญหา

ในกรณีการอวยพรของผู้คนทั้งหลายนั้น มิใช่มีแต่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น แต่นานาอารยประเทศ ก็มีการอวยพรเช่นนี้ เพราะเป็นเรื่องปกติธรรมดาสามัญมากที่ "คำอวยพร" พร้อมทั้ง "ผู้ถูกอวยพร" ต่างประสงค์ซึ่งกันและกัน คงจะหาคนน้อยมากหรือแทบไม่มีเลยก็เป็นได้ที่ไม่ต้องการ "อวยพร-รับการอวยพร" ในลักษณะนี้

ผู้คนทุกผู้ทุกนามปรารถนามากที่สุดที่จะขอให้มีแต่คน "รัก" หรือไม่ก็ "ชอบ" คงมีแต่ "คนบ้า" เท่านั้นที่ไม่ประสงค์เช่นนี้ ABRAHAM MASLOW เป็นนักสังคมวิทยา โดยหนึ่งในแนวคิดทฤษฎีของ MASLOW ในกรณีของ "ลำดับชั้นความต้องการของมนุษย์" หรือผู้รู้มักจะรู้จักกันดีใน "HIERARCHY OF NEEDS"

"ลำดับชั้นความต้องการของมนุษย์" นั้น MASLOW แบ่งออกเป็นลำดับชั้นดังต่อไปนี้

ลำดับชั้นความต้องการล่างสุดของมนุษย์คือ ความต้องการขั้นพื้นฐาน ซึ่งประกอบไปด้วยปัจจัยสี่ ได้แก่ ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย ทั้งนี้ความต้องการขั้นพื้นฐานกับ "การดำรงชีวิต" กับ "ปัจจัยจำเป็นขั้นพื้นฐานทั้งสี่" ว่าไปแล้วก็ "พอเพียง" แล้วสำหรับมนุษย์ปุถุชนทั่วไป โดยที่ไม่ต้องไป "เบียดเบียน" ใครใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งก็ถือว่า "มีความสุข" แล้ว ในทางพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นชีวิตที่ "เรียบง่าย" และ "มัชฌิมาปฏิปทา" คือ "สายกลาง"

ลำดับชั้นความต้องการระดับที่สองคือ "ความมั่นคง" หรือ SECURITY ที่เมื่อมนุษย์ทุกคนมีปัจจัยสี่ครบบริบูรณ์แล้ว ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาเช่นเดียวกันที่ต้องการจะมี "ความมั่นคง" ในกรณีนี้หมายถึง "ความปลอดภัย" ในชีวิตและทรัพย์สิน และรวมไปถึงความสามารถในการรักษา ปัจจัยทั้งสี่ให้มีความมั่นคง "ยั่งยืน" ต่อไปได้ จนชั่วลูกชั่วหลาน ทั้งนี้ ความเป็นจริงก็คือว่า มนุษย์เมื่อมีพร้อมด้วยทรัพย์ศฤงคารแล้วก็เกิด "ความรัก-หวงแหน" จนเลยไปถึง "ความโลภ" ที่ต้องการมากขึ้น และไม่ต้องการให้ใครมาแย่งไป ซึ่งก็เป็นปกติธรรมดาเช่นเดียวกันที่มนุษย์นั้นมี "กิเลส" และ "โลภ โกรธ หลง!"

อย่างไรก็ดี "ความมั่นคง" หรือ SECURITY นั้น ต่างก็มี "ระดับของความมั่นคง" เช่นเดียวกัน โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของ "ปัจจัย 4 ที่มีอยู่นั้น "พอเพียง" มากน้อยเพียงใดหรือ "เกินความพอเพียง" เพราะคนบางคนหรือส่วนใหญ่อาจมีบ้านหรือที่อยู่อาศัยเกินความ "พอดี-พอเพียง" หรือมีอาหารบริโภคเกินควร หรือเครื่องนุ่งห่มล้นเกินความจำเป็นหรือแพงหรู ตลอดจนยารักษาโรค ก็อาจจะวิจิตรพิสดารเพื่อการบำรุงร่างกาย เพราะฉะนั้น "ความพอดี-ความพอเพียง" ของปัจจัยสี่เท่่านั้นที่จะจัดลำดับของ "ความมั่นคง" ว่า "พอ!" แต่คนส่วนใหญ่ "มักมากกับกิเลส" โดยเฉพาะ "คนใหญ่คนโต" และ "คนบ้าอำนาจ" จึงต้องสร้างความมั่นคงเยอะๆ กับ "ความไม่พอเพียง"

สำหรับมนุษย์ปุถุชนทั่วไปอย่างเรา แค่มีความมั่นคงในการดำเนินชีวิต ดำรงชีพ มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน พร้อมกับคุณภาพชีวิตที่ดีบ้างก็ "พอเพียง" และ "มีความสุข" แล้ว!

ลำดับชั้นความต้องการระดับที่สามคือ "ความรัก" หรือ LOVE ที่มนุษย์ทุกผู้ทุกนามปรารถนาให้ผู้คนทั่วไป "รัก" เริ่มตั้งแต่ในครอบครัว เลยไปจนถึงที่ทำงาน และก็เลยต่อไปจนถึงผู้คนใกล้ชิดรู้จักกันและอาจจะเลยเถิดไปจนถึงสังคมในระดับกว้าง

ใครบ้างที่ไม่โปรดปรานให้มีแต่ผู้คน "รัก" เพราะความรักที่ผู้คนมอบให้นั้น ย่อมหมายถึง "ความชื่นชม-ศรัทธา-เชื่อถือ" และไม่สำคัญเท่ากับ "การปกป้อง" ที่พร้อมจะมอบให้เมื่อเกิดการครหาซุบซิบนินทา หรือการปองร้าย แน่นอนที่สุดคนในครอบครัวนั้น ย่อมรักกันอยู่แล้ว ปกป้องดูแลกันอยู่แล้ว แต่ถ้าผู้คนในสังคมที่ออกนอกวงครอบครัวออกไปนั้น "รัก" ด้วยแล้วย่อม "ประเสริฐสุด!"

ลำดับชั้นความต้องการระดับที่สี่คือ "การยอมรับนับถือ" หรือ RECOGNITION ที่ผู้คนทุกผู้ทุกนามปรารถนาที่จะได้รับการ "ยกย่อง-สรรเสริญ-นับหน้า-ถือตา" หรือกล่าวอย่างง่ายๆ ก็หมายความว่า คนเรานั้นปรารถนาที่สุดที่จะประกอบอาชีพอะไร ดำรงชีพอย่างไร หรือเดินทางไปไหนมาไหนมีแต่คนรู้จักพร้อม "ยกย่องสรรเสริญ" เสมือนกับเป็นผู้ที่มี "บารมี" ที่ผู้คนเคารพนับถือจะเอื้อนเอ่ยวาจาใด ก็จะมีแต่ผู้คนคล้อยตาม เพราะเกิดจาก "การยอมรับ"

บุคคลในลักษณะนี้ จะต้องเป็นคนที่รู้จัก "ความพอดี-ความพอเพียง" และที่สำคัญที่สุดคือ "มักน้อย" กอปรกับการอุปถัมภ์ค้ำจุนคนใกล้ชิดและผู้คนโดยทั่วไปเมื่อมีโอกาส นอกจากนั้นยังจะต้องเป็นบุคคลที่ "ไม่เบียดเบียน" ใคร พร้อมทั้ง "พรหมวิหาร 4" กล่าวคือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา จึงจะเป็นบุคคลที่น่า "ยกย่องสรรเสริญ"

ลำดับชั้นความต้องการระดับที่ห้า ซึ่งเป็นลำดับสุดท้ายคือ การรู้จัก "ตัวตน" ของตนเอง หรือ SELF-ACTUALIZATION ที่สามารถกล่าวง่ายๆ ก็หมายความว่าบุคคลนั้น "ปลง" แล้ว หรือ "บรรลุ" แล้ว เพราะเข้าใจถ่องแท้ถึง "สัจธรรม" ชีวิตที่ต้องเป็น "ตัวของตัวเอง" แต่ที่สำคัญที่สุดคือ "รู้ซึ้ง" ว่า "สรรพสิ่งในโลกล้วนสมมติ" ทั้งสิ้น และ "สรรพสิ่งในโลกล้วนอนิจจัง!"

การที่มนุษย์สามารถเข้าใจอย่างลึกซึ้งอย่างถ่องแท้ว่า "ตัวตน" นั้นเป็นเพียง "สมมติ" เท่านั้น "ความว่างเปล่า" และ "มีคือไม่มี" นั่นแหละคือ "ของแท้!" ที่สุด เพราะฉะนั้น "การสำนึก" ถึง "ตัวตน" และ "เป็นตัวตนเอง!" ได้ถือว่า "บรรลุโสดาบัน" ก็คงจะไม่ผิด!

ว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว มนุษย์นั้นต่างเพียรพยายามและปรารถนาที่สุดที่จะไต่เต้าจากระดับล่างสุดสู่บนสุด แต่กว่าจะถึงระดับ "สำนึกตัวตน" นั้น บางคนก็ "ร่วงหล่น" ลงมาเสียก่อน เนื่องด้วยไม่รู้จักคำว่า "พอเพียง-พอดี" และที่สำคัญคือ นึกคิดว่าสรรพสิ่งเป็นของตนเอง ยิ่งมีมากก็นึกว่าเป็นของตนเองเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทั้งหมด

"ความรัก" นั้น ใครๆ ก็อยากได้ แต่ต้องจดจำเสมอว่า "เมื่อมีรักก็ต้องมีเกลียด" เพราะในโลกนี้ "ไม่มีอะไรพอดี!" การที่จะให้ใครๆ ต่อใคร "รัก-ยกย่อง-สรรเสริญ" ต้องเกิดโดยธรรมชาติ มิใช่เกิดจาก "การเสกสรรปั้นแต่ง" และ/หรือ "บีบบังคับ" หรือ "โกหกหลอกลวงผู้อื่น!" แต่ที่อันตรายที่สุดคือ "การหลอกลวงตนเอง!"

การที่คิดว่าตนเอง "ประเสริฐสุด-ดีสุด-ฉลาดสุด" นั้น อันตรายอย่างยิ่ง ขัดต่อหลักของพระพุทธศาสนายิ่งนัก เพราะคำสอนมิเคยให้ "สุดโต่ง!" เลย แต่ที่อันตรายไปมากกว่านั้นคือ "ใหญ่สุด" จน "ไม่กลัว-ไม่ฟัง" และคิดว่า "ไม่มีใครแตะต้องข้าฯ ได้!" กรณีหลังนี้อันตรายที่สุด

เป็นเรื่องที่น่าแปลกที่คนโบราณต้องการอวยพรให้ผู้ที่ถูกอวยพรนั้นมี "มิตร" หรือ "คนรักใคร" เยอะๆ จนไม่อยากให้มีใคร "เกลียด" แต่โดยสัจธรรมแล้วคงเป็นไปไม่ได้ แม้กระทั่งคำกล่าวโบราณที่กล่าวว่า "คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ" หมายความว่า เมื่อคนรักเราแล้ว เปรียบเสมือนผืนหนังที่เป็นของแท้ ยั่งยืน และอยู่ทนทานใหญ่เล็ก ไม่แตกต่างจากผืนเสื่อ สื่อนัยว่า "ความรัก-ความชัง" นั้น พอๆ กัน แต่คนรักจะมั่นคงดีกว่าคนชังเพราะเป็นผืนเสื่อ ที่ย่อมด้อยค่ากว่าผืนหนัง

คนเรามี "มิตร" มากดีกว่ามี "ศัตรู" เยอะย่อมประเสริฐสุดอยู่แล้วที่จะมีทั้งความพอดีความพอเพียง กอปรกับมีความมั่นคง มีความรัก มีผู้คนนับหน้าถือตายกย่องสรรเสริญ จะไปไหนมาไหนก็มีแต่คนทักทาย คนไหว้ พร้อมให้ความคุ้มครองดีไม่ดี อาจมั่นคงเกินไปเพราะปลอดภัยที่สุด คุณภาพชีวิตเกินความพอดีพอเพียงด้วยซ้ำ

แต่ก็เป็นปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาดอย่างมากที่มนุษย์บางคนบางกลุ่มเพียบพร้อมด้วยสรรพสิ่งทางรูปธรรมนานัปการจน "เกินพอเพียง-เกินพอดี" แต่นับวันๆ ที่เคยพอเพียงจนมากวันคือ "หมู่มวลมหามิตร" กลับกลายเป็น "ความเกลียดชัง" ไปซะฉิบ เพราะ "ความล้น" บังเอิญไป "รังแก-เบียดเบียน" ผู้อื่น โดยที่อาจลืมนึกไปว่า "สรรพสิ่งล้วนสมมติและอนิจจัง" ทั้งมวล "ของปลอม" ปิดบังหลอกลวงไม่ได้นานดอก

มิตรจึงมลายหาย ศัตรูจึงพอกพูน!