xs
xsm
sm
md
lg

อาถรรพ์ที่คาซาลส์ต้องเจอ

เผยแพร่:   โดย: ต่อพงษ์ เศวตามร์

คราวที่แล้วเล่าเรื่องของปาโบ้ล คาซาลส์ ไปหน่อยนึงแล้ว โดยเฉพาะเรื่องประวัติของแก ก็ขอเข้าเรื่องว่าอาจจะเป็นเพราะการเป็นนักต่อสู้และการแสดงออกอย่างโจ่งแจ้งว่าเป็นอหังการ์ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร ไม่ว่าจะเป็นเผด็จการหรือแม้กระทั่งโชคชะตาที่เลวร้าย ผลก็คือตัวของคาซาลส์นั้นเข้าถึงงานเพลงของ เบโธเฟน เป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นคนประเภทเดียวกัน เพราะเบโธเฟนแกก็ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร แม้กระทั่งฟ้าดินนะครับ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งคาซาลส์ถึงกับบอกว่า ของมีค่าที่สุดในชีวิตของเขาไม่ใช่เกียรติยศที่ได้รับจากผู้คนทั่วโลก แต่กลับเป็นใบรับรองของการผ่านพิธีแบพติสต์ของเบโธเฟน และหินก้อนหนึ่งที่นำมาจากห้องที่เบโธเฟนเสียชีวิตที่ ชวาร์ซสปาเนียเฮ้าส์ ที่กรุงเวียนนา อันเป็นห้องสุดท้ายที่เบโธเฟนมีโอกาสได้ดูโลกมนุษย์ และเมื่อครั้งที่สเปนมีงานฉลองการก่อตัวเป็นสาธารณะรัฐ คาซาลส์ก็เลือก ซิมโฟนี่ หมายเลข 9 มาเล่นที่ปราสาท มอนฮูอิน ในบาร์เซโลน่าและสุดท้ายเมื่อปี 1970 ปี ซึ่งถือเป็นการแสดงต่อหน้าสาธารณะชนเป็นปีสุดท้ายของเขา คาซาลส์ก็อุทิศปีนั้นให้แก่เบโธเฟนโดยการจัดคอนเสิร์ตฉลองครบรอบวันเกิด 200 ปีที่เปอโตริโกเสียเลย

อย่างที่เล่าให้ฟังเมื่อคราวที่แล้วว่า การเล่นคอนเสิร์ตโดยการจับคู่กับเชลโล่คู่มือของเบโธเฟนไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก เหมือนนิยายที่เล่าเรื่องอาถรรพ์แรงอยู่เหมือนกัน ไอ้ประเภทที่ถ้าเวลายังไม่ถึง จะจับคู่กันยังไงมันก็ไม่สมพงษ์กันเสียที

เรื่องมีอยู่ว่าในปี 1929 มีจดหมายเชิญจากทางเบโธเฟนเฮ้าส์ให้ ขุนช้าง คาซาลส์ ซึ่งตอนนั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นสุดยอดของมือเชลโล่ไปแล้ว เดินทางไปเล่นคอนเสิร์ตเล็กๆ ที่บ้านของเบโธเฟน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานนั้นจะมีการมอบเหรียญสมาชิกกิตติมศักดิ์ให้กับคาซาลส์ด้วย เพื่อเป็นเกียรติแก่นักดนตรีชื่อก้องโลกคนนี้

หลังจากนั้นไม่นานขุนช้างของเราก็ประกาศต่อหน้าสาธารณะว่าเขาจะยอมแสดง เชลโล่ โซนาต้า สามชิ้นสุดท้ายของเบโธเฟนในบ้านของเบโธเฟนที่กรุงบอนน์ ท่ามกลางความแปลกใจของตัวแทนทางธุรกิจ เพราะ คาซาลส์นั้นไม่ค่อยจะตอบรับหรือประกาศว่าอยากแสดงอะไรง่ายๆ

เรื่องนี้จริงๆ ก็ไม่ง่ายหรอกครับ เพราะ เงื่อนไขของคาซาลส์ที่จะเล่นที่ เบโธเฟน เฮาส์ นอกจากค่าเหนื่อยมหาศาลแล้ว เรื่องสำคัญก็คือ เขาจะต้องบรรเลงโดยเชลโล่ที่เบโธเฟนเป็นเจ้าของเท่านั้น!!

ที่ต้องบอกว่ายากก็เพราะ เชลโล่ตัวนั้นไม่ได้อยู่ในสภาพที่ดีนัก การจะทำให้เชลโล่ตัวนี้มีสภาพและสุ้มเสียงกลับมามีชีวิตเหมือนเดิมนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่กระนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องก็ยอมรับว่า มันน่าจะเป็นคอนเสิร์ตที่โลกต้องจารึกไว้ใครๆ ก็คงอยากจะดู...แหม ‘ตำนานนักเล่นเชลโล่’ บวกกับ ‘เชลโล่ของนักแต่งเพลงที่เป็นตำนาน’ มาเล่นด้วยกัน...มันก็ต้องน่าดูสุดๆ อยู่แล้วละครับ

ผลก็คือ ทางผู้ดูแลเบโธเฟนเฮ้าส์ก็ต้องจัดแจงเอา เชลโล่ตัวที่ว่านี้ ไปจัดการทำให้ใช้การได้ ซึ่งใช้เวลาในการบูรณะถึง 1 ปีเต็ม คอนเสิร์ตกำหนดจะมีขึ้นในเดือน พฤษภาคม 1930 เล่นเอาเป็นข่าวใหญ่ของคนเมืองบอนน์ไปเลย แต่เมื่อถึงวันเล่นจริงๆ คาซาลส์ กลับป่วยจนต้องขอบายไปก่อนสำหรับคอนเสิร์ตครั้งนี้ เขายอมยกเลิกค่าจ้างในการเล่น 5,000 มาร์ค ซึ่งถือว่าเป็นค่าตัวสูงสุดไปโดยปริยาย (ตอนนี้มีเพียงไคร์สเลอร์ที่ได้รับค่าจ้างเล่นมากว่าคาซาลส์)

นั่นคืออาถรรพ์ครั้งแรกที่เล่นงานทั้งคาซาลส์และเชลโล่ของเบโธเฟน

ครั้งที่สองที่คาซาลส์มีโอกาสจะมาแสดงคอนเสิร์ตโดยใช้เชลโล่ของเบโธเฟนเกิดขึ้นหลังจากครั้งแรกถึง 25 ปี เหตุผลประการหนึ่งของคาซาลส์ที่ปล่อยระยะเวลาผ่านไปเนิ่นนานขนาดนี้ก็เพราะตอนนั้น เยอรมันกำลังตกอยู่ภายใต้การปกครองของ ฮิตเลอร์ และคาซาลส์นั้นบอกเสมอว่าจะไม่ยอมเล่นคอนเสิร์ตที่ประเทศใดๆ ก็ตามที่มีระบบการปกครองแบบท็อปบู๊ต...แหมก็ขนาดในประเทศแกเอง คาซาลส์ยังไม่เล่นเลยนี่ครับ นับประสาอะไรกับประเทศเยอรมัน อีกทั้งพอฮิตเลอร์ตายสภาพของเมือง หรือความสะดวกหลายๆอย่างก็ไม่เหมาะนักที่แกจะๆไปเล่นคอนเสิร์ตผลก็คือ มันเลยกลายเป็นฝันของคาซาลส์ที่ไม่เต็มเสียที

อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ครั้งนี้ค่อนข้างที่จะแปลก เพราะ คาซาลส์มากับเมีย เพื่อมาเที่ยวชมบ้านเบโธเฟนเหมือนเคย พอเห็นเครื่องดนตรีของเบโธเฟนที่ตัวเองควรจะได้เล่นเมื่อ 25 ปีที่แล้ว เขาก็เลยนึกครึ้มขออนุญาตเจ้าหน้าที่ลองเอาเจ้าตัวชราที่ว่ามาสีเล่นอย่างเพลิดเพลิน ก็แปลกอีกเหมือนกันที่คาซาลส์เลือกที่จะปล่อยอารมณ์โดยอาศัยเพลงของบาค..โชคดีที่ตอนนั้น นาย ฮันส์ ชมิดส์ ผู้ดูแล (ตอนหลังได้เป็นถึงศาสตรจารย์) บันทึกเสียงเอาไว้ได้ด้วย ตอนหลังที่คาซาลส์เสียชีวิตไปแล้ว ก็ได้มีการขออนุญาตจากมาเรียเมียรักของขุนช้างให้เอาแทร็กที่คาซาลส์ปล่อยอารมณ์นี้เอามาออกขาย

(ในซีดีชุดที่ผมซื้อมานั้น เพลงที่บรรเลงโดยคาบไปป์ไปเรื่อยๆ นั้นอยู่ในแผ่นที่ 1 ครับ)

ไอ้การเล่นเพลงของบาคนั้นเองครับที่ทำให้คาซาลส์เกิดความรู้สึกอยากเล่น จนมีการเจรจากับกับทางเบโธเฟน เฮ้าส์ อีกรอบซึ่งได้ข้อสรุปว่า คาซาลส์จะมาเล่นคอนเสิร์ตสำหรับสมาชิกกิตติมศักดิ์ในเบโธเฟนเฮ้าส์เท่านั้นระหว่างวันที่ 20-27 มิถุนายน 1957 โดยจะเล่นเชลโล่ โซนาต้าของเบโธเฟนทุกๆ ชิ้น

ทางเบโธเฟนได้ยินแบบนั้นก็ดีใจหาย เตรียมทุกอย่างไว้พร้อม...แต่ก็อีกเหมือนกันที่พอจะถึงคอนเสิร์ต คาซาลส์ก็ป่วยอีกรอบจนต้องเลื่อนไป

คือถ้าเป็นเมืองไทยเห็นแบบนี้ก็คงบอกว่า คาซาลส์แกไม่ได้จุดธูปบอกวิญญาณของเบโธเฟนไปโน่นแนะ หรือคงเป็นบทเพลงต้องห้าม หรือเป็นสถานที่ต้องห้ามของคาซาลส์เป็นแน่ ถึงต้องโดนผีอำหรือถูกโรคเลื่อนมาบ่อยๆ นะเนี่ย

อาการป่วยของคาซาลส์นั้นไม่เบาทีเดียว เพราะกว่าจะหายจริงๆ ก็กินเวลาเกือบปี....ตรงนี้ก็น่าทึ่งอยู่ไม่น้อย เพราะ พอแกฟื้นขึ้นมา คาซาลส์ก็ขอเล่นคอนเสิร์ตที่เลื่อนมาสองครั้งนี้ให้ได้ เรียกว่าแกไม่กลัวเลยนะครับว่า ผีเบโธเฟนหรืออาถรรพ์อะไรต่างในบ้านนี้จะเล่นงาน ยิ่งตอนนั้นคาซาลส์อายุ 81 แล้วด้วย แกอาจจะคิดก็ได้ว่า ก็อยู่ปูนนี้แล้วยังไม่ตาย นับประสาอะไรกับคอนเสิร์ตอาถรรพ์กันเล่า

ความตั้งใจอย่างแรกกล้าแบบนี้ ผมว่าต่อให้เทวดาหรือเทพเจ้าแห่งความตายก็ต้องยอมสยบ

คอนเสิร์ตครั้งนี้มีขึ้นในวันที่ 18 และ 20 กันยายน 1958 คาซาลส์ทำเท่ห์ครับที่จะเอาห้องครัวในบ้านของเบโธเฟนมาเป็นที่แสดงคอนเสิร์ต เมื่อข่าวแพร่สะพัดออกไป จากคอนเสิร์ตที่คาดว่าจะเล่นเพื่อให้สมาชิกของบ้านเบโธเฟนดูเฉยๆ ก็กลายเป็นคอนเสิร์ตที่จะต้องมีการบันทึกทั้งภาพและเสียงเอาไว้เพื่อเป็นประวัติศาสตร์ท่ามกลางคนดูที่ต้องนั่งเบียดๆ กันจำนวน 106 คนด้วยกัน

เหตุที่คนน้อยแบบนั้น ทำให้มีการตัดสินใจที่จะถ่ายทอดเสียงนี้ออกไปทางวิทยุท้องถิ่น ก่อนจะกระจายออกไปทั่วประเทศเพื่อให้ประชาชนทั่วเยอรมันได้มีโอกาสได้รับฟังคอนเสิร์ตแห่งตำนานครั้งนี้

ผมเองเมื่ออ่านบันทึกของคอนเสิร์ตมาถึงช่วงเวลานี้ก็ต้องบอกละครับว่า มันคงเป็นการจลาจลย่อยๆ กันทีเดียว เพราะเหตุที่ว่า ถนนหน้าบ้านเบโธเฟนนั้นเล็กมากๆ ความกว้างนั้นไม่น่าจะเกิน 4 เมตร ถนนนั้นเป็นหินก้อนๆเรียงกัน ไม่ใช่ราดยางหรืออัดดินลูกรังหรือเป็นคอนกรีตนะครับ ด้วยสภาพแค่นั้นปรากฏว่าต้องมารับสภาวะคนล้นหลามสุดๆ เขาว่าหวิดจะเหยียบกันตาย บันทึกบอกว่ามันน่าตกใจขนาดว่า เมียของรองนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งของรัฐบาลขณะนั้นยังต้องมานั่งฟังอยู่ที่ตีนบันไดของบ้านเบโธเฟนกันเลย ทั้งๆ ที่ตรงตีนบันไดหรือแม้กระทั่งคนที่ยืนอยู่ด้านนอกนั้นไม่มีสิทธิ์ที่จะได้ยินตัวโน้ตแม้แต่ตัวเดียวก็ตามที

พูดง่ายๆ เป็นการรับฟังที่อยู่เหนือสัมผัสทั้ง 5 ก็ว่าได้

ส่วนแขกที่ได้ตั๋วเข้าไปชมนั้นก็ระดับใหญ่ๆทั้งสิ้น คนหนึ่งที่เซ็นชื่อไปดูด้วยก็คือ นายแกร์ฮาร์ด ชโรเดอร์ คนดังของเยอรมันยุคนี้นั่นเอง ราคาตั๋วเข้าชมนั้นว่ากันว่ามหาศาล...เขาไม่ได้บอกนะครับว่า ปาเข้าไปกี่เท่า เพราะ ราคาตั๋วสมาชิกนั้น 20 มาร์ก แต่ทว่ามันถีบตัวขึ้นไปขนาดที่ เอลลี่ เนย์ หนึ่งในสุดยอดมือเปียโนตอนนั้นก็ยังหาตั๋วไม่ได้ ขนาดต้องอาศัยโทรเลขมาบอกกับทางเบโธเฟนเฮ้าส์กันทีเดียวว่า เสียใจเอามากๆ ที่ไม่ได้ตั๋ว

เพราะมันเป็นตำนานแบบนี้กระมังครับที่ทำให้อัลบั้มชุดนี้(ซึ่งทาง ดอยทช์ แกรมม่าโฟน และ ฟิลิปส์ ได้รับมอบหมายให้มาทำการบันทึกเพื่อจะไปอัดลงแผ่นเสียง) ต้องให้คุณภาพเสียงดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตามบันทึกเล่าว่า ในวันที่แสดงนั้น ถนนในกรุงบอนน์ถูกผู้มีอำนาจสั่งห้ามไม่ให้มอเตอร์ไซค์แล่น เนื่องจากกลัวว่าเสียงของมันจะเข้าไปรบกวนการบันทึกและการออกอากาศสดๆในขณะนั้น

เรื่องตลกก็คือ มีตำรวจจราจรสองนายซึ่งออกตรวจการตามปกติคงไปหลับอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ปรากฏว่าโดนจับเข้าเสียเอง เพราะ ควบมอเตอร์ไซค์เข้ามาแถวๆ เมืองที่คาซาลส์กำลังจะเล่นคอนเสิร์ต มันก็เลยกลายเป็นโจ๊กที่เขาเล่ากันว่า ตำรวจโดนจับเสียเองเพียงเพราะขี่มอเตอร์ไซค์ตรวจพื้นที่ในวันที่โจรก็ยังต้องหยุดทำงานไปฟังเพลงนะครับ

เดี๋ยวคราวหน้าจะมาเล่าให้ฟังถึงความไพเราะของอัลบั้มชุดนี้กันละครับ
กำลังโหลดความคิดเห็น...