มีการฉลองและรำลึกครบรอบวันเกิด 100 ปีของเติ้งเสี่ยวผิงไปแล้วทั่วทั้งประเทศจีนเมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา เนื้อหาสาระหลักๆ ก็คือการศึกษาแบบอย่างและความคิดทฤษฎีของเติ้งเสี่ยวผิง
แบบอย่างของความนักปฏิวัติ ที่คนจีนสนใจศึกษาเรียนรู้สามารถย้อนกลับไปถึงเมื่อครั้งเติ้งเสี่ยวผิงอายุเพิ่ง 16 ปี เมื่อเขาเข้าร่วมกลุ่มคนหนุ่มสาวจีนเดินทางไปทำงานและเรียนหนังสือที่ฝรั่งเศส ซึ่งที่นั่นเขาได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนภายใต้การดูแลของโจวเอินไหล
ชีวิตปฏิวัติของเติ้งเสี่ยวผิง มีพัฒนาการที่น่าทึ่ง ด้วยความเป็นผู้มีหลักคิดแม่นยำ ทำให้สามารถเลือกแนวทางที่ถูกต้องเสมอ โดยเฉพาะในต้นทศวรรษ ค.ศ.1930 เมื่อเหมาเจ๋อตงโดนโจมตีภายในพรรค เติ้งเสี่ยวผิงได้ก้าวออกมาสนับสนุนแนวทางของเหมาอย่างกล้าหาญ จึงพลอยถูกโจมตีไปด้วย แต่ก็ด้วยเหตุการณ์เช่นนั้นเอง ที่เติ้งเสี่ยวผิงได้รับความไว้วางใจอย่างสูงจากเหมาเจ๋อตง ว่าจะเป็นแกนนำดำเนินการปฏิวัติประเทศจีนได้สำเร็จ
ชีวิตของเติ้งเสี่ยวผิงที่ชาวจีนกล่าวขวัญถึงอย่างมาก ก็คือความนิ่ง เขาเป็นคนพูดน้อย แต่ทุกคำพูดจะมีความหมาย ชีวิตผู้นำหลังการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน เติ้งมีขึ้นมีลงถึงสามครั้งด้วยกัน และทุกครั้งที่ลงก็ลงแต่โดยดี และเมื่อก้าวขึ้นสู่อำนาจใหม่ก็ก้มหน้าก้มตาทำงาน เป็นที่ไว้วางใจของโจวเอินไหลมากเป็นพิเศษ ดังจะเห็นได้ว่า ในช่วงกลางทศวรรษ ค.ศ.1970 ขณะที่โจวเอินไหลล้มป่วยด้วยโรคร้าย ก็ได้มอบหมายให้เติ้งปฏิบัติหน้าที่แทนทุกประการ
บุคลิกสำคัญอีกอย่างของเติ้งก็คือความกล้าที่พลิกสถานการณ์ ภายหลังเหมาเจ๋อตงสิ้นชีวิตในเดือนกันยายน ค.ศ.1976 กลุ่มเจียงชิงหรือแก๊ง 4 คนเคลื่อนไหวยึดอำนาจการนำต่อจากเหมา เติ้งเสี่ยวผิงกับคณะผู้นำภายในพรรค โดยเฉพาะในกองทัพ ได้วางแผนซ้อนแผน จับกุมกลุ่มเจียงชิง หลังจากนั้นได้เดินหน้านำเสนอแนวคิดการพัฒนาประเทศให้ทันสมัยอย่างเป็นระบบ ซึ่งต่อมาคณะผู้นำรุ่นใหม่ที่มีเจียงเจ๋อหมินเป็นแกน ได้รวบรวมขึ้นเป็น "ทฤษฎีเติ้งเสี่ยวผิง"
เป็นทฤษฎีมาร์กซิสม์ในด้านการสร้างสรรค์สังคมนิยม
บนเส้นทางการต่อสู้ของคนจีนภายหลังสงครามฝิ่น พวกเขาประสบความพ่ายแพ้มาโดยตลอด จนกระทั่งมีการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ ใช้ทฤษฎีมาร์กซิสม์ชี้นำการต่อสู้ จึงมีการสรุปประสบการณ์เฉพาะของตนขึ้นมาเป็น "ความคิดเหมาเจ๋อตง"
เมื่อพิจารณาในบริบทของพัฒนาการลัทธิมาร์กซ์ ความคิดเหมาเจ๋อตงก็คือลัทธิมาร์กซ์แบบจีน สามารถชี้นำการเคลื่อนไหวต่อสู้ปฏิวัติของคนจีนได้เป็นผลสำเร็จ
อย่างไรก็ดี เมื่อประเทศจีนก้าวเข้าสู่ระยะของการพัฒนาประเทศ ความคิดเหมาเจ๋อตงไม่ได้ให้คำตอบว่าจะต้องสร้างสรรค์ประเทศกันอย่างไร เพียงแต่เกิดแนวคิดกว้างๆ ว่า จะต้องเป็นไปตามสภาวะเป็นจริงของจีนเอง
บนพื้นฐานดังกล่าว เติ้งเสี่ยวผิงและกลุ่มผู้นำพรรคจำนวนหนึ่ง ได้พัฒนาขึ้นมาเป็นแนวคิดทฤษฎีชี้นำที่สามารถแก้ปัญหาเรื่องการพัฒนาให้ตกไป
จุดเด่นของทฤษฎีเติ้งเสี่ยวผิงก็คือ สามารถให้คำตอบได้ว่า สังคมนิยมคืออะไร? และสังคมนิยมจีนอยู่ในระดับไหน? จากนี้นำไปสู่คำตอบที่ว่าควรจะดำเนินการสร้างสรรค์สังคมนิยมแบบจีนอย่างไร?
เติ้งบอกว่า สังคมนิยมก็คือการพัฒนาพลังการผลิต เนื่องจากพลังการผลิตเป็นพลังพื้นฐานในการขับเคลื่อนสังคมไปสู่ความเจริญสูงขึ้นเรื่อยๆ
จีนยุคเหมาและกลุ่มอดีตสหภาพโซเวียตแก้ปัญหานี้ไม่ตก ทำให้การสร้างสรรค์สังคมนิยมไม่อาจดำเนินไปได้สำเร็จ ประสบความพ่ายแพ้ในการแข่งขันกับกลุ่มประเทศโลกทุนนิยม
เติ้งบอกอีกว่า สังคมนิยมจีนอยู่ในระดับขั้นปฐม เนื่องจากจีนล้าหลังมากในด้านการผลิต ดังนั้น จีนจะต้องเน้นเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นอันดับแรก โดยพยายามนำเอาวิธีการต่างๆ ที่ได้ผลมาปรับใช้กับประเทศจีนอย่าง "เปิดกว้าง" อย่างเช่นนำเอาระบบเศรษฐกิจตลาดมาใช้ในระบอบสังคมนิยมจีน เปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ และเชื่อมโยงตลาดจีนเข้ากับตลาดโลก
ทั้งหมดนั้น ชี้นำด้วยแนวคิดที่ว่า "ปลดปล่อยความคิด หาสัจจะจากความเป็นจริง" ไม่ยึดติดในทฤษฎีหรือตำราอย่างตายตัว
วิธีคิดเช่นนี้ ทำให้เติ้งเสี่ยวผิงให้คำตอบสำคัญๆทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง ศิลปวัฒนธรรม เช่นนำมาซึ่งแนวคิด "หนึ่งประเทศสองระบบ" เปิดทางให้จีนสามารถรับฮ่องกงและมาเก๊ามาอยู่ในการปกครองของจีนอีกครั้ง และมีแนวทางที่รวมไต้หวันได้ในที่สุดด้วย
คุณูปการของเติ้งเสี่ยวผิงในยุคจีนพัฒนามีมากมาย จึงเป็นบุคคลที่ชาวจีนทั้งประเทศให้ความเคารพ ยกย่อง และสดุดี
คุณูปการสำคัญ 2 ประการ
เจิ้งปี้เจียน นักทฤษฎีของพรรคฯจีน ผู้เคยทำงานรวบรวมงานด้านทฤษฎีกับเติ้งเสี่ยวผิง กล่าวว่า เติ้งเสี่ยวผิงได้สร้างคุณูปการที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อยู่ 2 เรื่อง
เรื่องแรก นำพาพรรคจีนสรุปบทเรียนตั้งแต่สร้างชาติ (ค.ศ.1949) เป็นต้นมา สามารถนำไปสู่การประเมินค่าเหมาเจ๋อตงได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ นั่นคือ ไม่ปฏิเสธความผิดพลาดของเหมาเจ๋อตงในช่วงปลายชีวิต ขณะเดียวกันก็ยืนยันในความถูกต้องของเหมาเจ๋อตงในช่วงต้นของการสร้างชาติ ให้ความสำคัญต่อความคิดเหมาเจ๋อตงว่ามีลักษณะชี้นำทิศทางการพัฒนาประเทศจีนได้อย่างถูกต้อง
ดังนั้น เหมาเจ๋อตงจึงมีส่วนดีเป็นด้านหลัก ส่วนด้อยเป็นด้านรอง
การประเมินเช่นนี้ ทำให้คนจีนได้คำตอบอย่างถูกต้อง กำหนดท่าทีต่อเหมาเจ๋อตงได้อย่างถูกต้อง สถานภาพทางประวัติศาสตร์ของเหมาเจ๋อตงจึงโดดเด่นในฐานะผู้นำการปลดปล่อยประเทศชาติ และผู้นำการสร้างชาติ ที่จะจารึกไว้ในประวัติศาสตร์จีนอีกนานเท่านาน
เรื่องที่สอง ก็คือการนำพาประชาชนทั้งประเทศค้นพบเส้นทางการพัฒนาสร้างสรรค์สังคมนิยม พัฒนาขึ้นมาเป็นทฤษฎีชี้นำการสร้างสรรค์สังคมนิยมแบบจีนได้เป็นผลสำเร็จ ทำให้จีนรอดพ้นจากการล่มสลาย และมีแนวโน้มพัฒนาไปสู่ความทันสมัยได้อย่างเป็นจริงในระยะเวลาที่ไม่นานนัก
ที่สำคัญคือแนวคิดยุทธศาสตร์
ในทัศนะของเจิ้งปี้เจียน เติ้งเสี่ยวผิงเป็นนักคิดยุทธศาสตร์ มองเห็นความเชื่อมโยงของสิ่งอย่างทะลุปรุโปร่ง ดังนั้น เมื่อใดที่เหตุการณ์เข้าสู่ระยะหัวเลี้ยวหัวต่อ เขาจะเน้นความสำคัญในเรื่องวิธีคิดมากที่สุด เพื่อนำไปสู่คำตอบที่เป็นวิทยาศาสตร์
แนวคิดยุทธศาสตร์ของเติ้ง สรุปได้ว่า "ปลดปล่อยความคิด หาสัจจะจากความเป็นจริง มองเห็นภาพรวม ใช้โอกาสให้ดี พัฒนาตนเอง ฟื้นฟูประชาชาติจีน"
ภายหลังเหมาสิ้นชีวิตลง เติ้งคือผู้นำการเสนอให้พรรคจีนหันกลับมาใช้มาตรฐานวัดความถูกต้องด้วยการปฏิบัติ ถือเอาการปฏิบัติเป็นพื้นฐานของการรับรู้ และใช้การปฏิบัติเป็นเครื่องวัดความถูกต้องของความรับรู้
แนวคิดเช่นนี้นำประเทศจีนก้าวมาสู่ความสำเร็จในการพัฒนาประเทศ หลีกเลี่ยงวิกฤตเชิงโครงสร้างได้เป็นผลสำเร็จ ขณะที่กลุ่มอดีตสหภาพโซเวียตแนวคิดยุทธศาสตร์ดังกล่าว ตกเข้าสู่กับดักของการสร้างแสนยานุภาพขยายอำนาจแข่งกับสหรัฐอเมริกา กระทั่งถึงกับล่มสลาย
การปลดปล่อยความคิด จึงเป็นหัวใจของแนวคิดยุทธศาสตร์ของเติ้งเสี่ยวผิง
ถ้าไม่ปลดปล่อยความคิด คนจีนก็จะไม่ได้คำตอบว่าสังคมนิยมคืออะไร และจะสร้างสรรค์สังคมนิยมได้อย่างไร
สรุปอีกที แนวคิดพื้นฐานของเติ้งเสี่ยวผิงในการสร้างสรรค์สังคมนิยมจีนก็คือ "เดินหนทางของตนเอง สร้างสรรค์สังคมนิยมที่มีเอกลักษณ์ของจีน"


