xs
xsm
sm
md
lg

สถาบันสอนภาษาเฟื่องลุยผุดสาขางัดกลยุทธ์สู้เพิ่มเครือข่าย-ชูความต่างรองรับตลาด

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ผู้จัดการรายวัน - โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษฟิตจัด ขยายเครือข่ายรองรับตลาดผู้คงแก่เรียน สามค่ายใหญ่เปิดสาขาเพิ่มเติม อีเอฟปักธงลุยแฟรนไชส์อย่างเดียว แผนผุดเพิ่มอีก 10 แห่งปีหน้า ทั่วประเทศ ปรับเงื่อนไขแฟรนไชส์รับภาวะเศรษฐกิจ ด้านวอลสตรีทเปิดสาขาที่สองรับตลาดย่านอโศก ส่วนแบร์ลิทซ์เน้นตลาดกรุงเทพฯ

ในปัจจุบันสถาบันสอนภาษาเกิดขึ้นมากมายหลายแห่ง ทั้งของคนไทยเองและต่างชาติที่เข้ามารุกเปิดตลาดในไทยกันอย่างดุเดือด ทั้งนี้เป็นเพราะภาษาที่ 2 หรือภาษาที่ 3 นั้นนับได้ว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตของคนรุ่นใหม่ในยุคนี้เป็นอย่างมาก กล่าวคือถ้าใครสามารถพูดได้หลายภาษาก็ย่อมได้เปรียบหลายด้าน อาทิ การศึกษา, การงานที่เจริญก้าวหน้ามากขึ้น รวมถึงการสามารถติดต่อสื่อสารกับชาวต่างชาติในแง่ธุรกิจ ทั้งนี้หากมองถึงตลาดดังกล่าวจะเห็นว่ามีมูลค่าเม็ดเงินสะพัดสูงหลายพันล้านบาท เป็นสิ่งดึงดูดให้เหล่าสถาบันชื่อดังต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น อีเอฟ, แบร์ลิทซ์ และวอลสตรีท บริติช เคาน์ซิล หรืออิงลิงกัว เป็นต้น หันมาแข่งขันกันหนักหน่วงขึ้น โดยเน้นชูกลยุทธ์ของตัวเองที่โดดเด่นไม่เหมือนใครมาเป็นแม่เหล็กที่ใช้ดึงดูดผู้เรียน

อีเอฟปักหลักแฟรนไชส์ลุย
นายไพศาล เติมสินวาณิช ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ โรงเรียนสอนภาษาอีเอฟ อิงลิชเฟิร์สท กล่าวกับ "ผู้จัดการรายวัน" ว่า ตลาดสถาบันสอนภาษาแข่งขันค่อนข้างสูงในขณะนี้ เนื่องจากว่า มีสถาบันทั้งที่เป็นของหน่วยงานรัฐบาลต่างประเทศและสถาบันเอกชนที่เข้ามาเปิดกิจการ ทั้งในรูปแบบขายแฟรนไชส์และลงทุนเอง ซึ่งตอบสนองกับความต้องการการเรียนรู้ภาษาของคนไทยที่มีเพิ่มขึ้น แต่ผู้ประกอบการแต่ละรายจึงต้องพยายามปรับกลยุทธ์เพื่อรักษาตลาดไว้
โดยอีเอฟยังคงเน้นกลยุทธ์การขายแฟรนไชส์ โดยตั้งเป้าหมายที่จะเปิดแฟรนไชส์เพิ่มขึ้นอีก 10 แห่งกระจายทั่วประเทศตั้งแต่ครึ่งปีหลังนี้จนถึงปีหน้า จากปัจจุบันที่มีสาขาเปิดบริการแล้ว 13 สาขา ซึ่งเป็นของแฟรนไชส์ทั้งหมด แบ่งเป็นในกรุงเทพฯ 9 แห่งและต่างจังหวัด 4 แห่ง โดยสาขาล่าสุดเปิดที่นครศรีธรรมราช
ทั้งนี้เงื่อนไขแฟรนไชส์มีการปรับเปลี่ยนยืดหยุ่นและเพื่อสร้างแรงดึงดูดต่อผู้สนใจอีกทั้งเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจด้วย โดยล่าสุดเงื่อนไขแฟรนไชส์ต้องเสียค่าแรกเข้า 1 ล้านบาทมีสัญญา 10 ปี จากปีก่อนหน้าที่ลดลงไป 50% เพราะเศรษฐกิจไม่ค่อยดีและเพิ่งกลับมาเป็น 1 ล้านบาทเมื่อปีนี้ ส่วนค่าลอยัลตี้เก็บ 10% จากรายได้รายเดือน และค่าการตลาด 3% ต่อเดือน โดยมีงบลงทุนประมาณ 4-6 ล้านบาทขึ้นอยู่กับขนาดของพื้นที่และทำเล
อีเอฟมีกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่อายุ 5 ปีขึ้นไป และมีการแบ่งกลุ่มผู้เรียนออกเป็น 3 แบบคือ 1.เปิดรับเรียนภายในประเทศ ซึ่งเปิดบริการแบบนี้มาประมาณ 3 ปี 2.เปิดรับเพื่อส่งไปเรียนยังต่างประเทศ ซึ่งเปิดมานานประมาณ 9 ปีแล้ว และ 3. เรียนทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะมีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน ขณะนี้มีจำนวนผู้กำลังเรียนอยู่ประมาณ 2,400 คน แต่ที่เรียนจบไปแล้วมีจำนวนมาก
แบร์ลิทซ์เมินตลาดภูธร
นางอุไรวรรณ เชาวน์ดี ผู้จัดการประจำประเทศไทย โรงเรียนสอนภาษาแบร์ลิทซ์ เปิดเผยว่า ตลาดสถาบันสอนภาษาในเมืองไทยมีการแข่งขันกันค่อนข้างสูงมาก และผู้บริโภคก็มีทางเลือกหลายทางในการที่จะเลือกเรียนภาษาในแต่ละแห่ง โดยผู้เรียนส่วนใหญ่จะมองถึงเรื่องคุณภาพและราคาเป็นสำคัญในการเลือกสถานที่เรียน ทางแบร์ลิทซ์เองอาศัยจุดเด่นในเรื่องที่มีหลักสูตรและวิธีการสอนเป็นของตัวเองไม่เหมือนใคร หรือครูผู้สอนจะมีการเทรนทุกคนก่อนการสอนเป็นเวลา 2 อาทิตย์ และการมีเลิร์นนิ่งไซเคิล เพื่อวัดผลการเรียนว่าก้าวหน้าอย่างไร รวมถึงการมีเน็ตเวิร์คที่เชื่อมต่อหรือสามารถโอนเรียนต่อในต่างประเทศได้ทันที ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกต่อผู้เรียน

ปัจจุบันแบร์ลิทซ์ มีทั้งหมด 4 สาขาในประเทศไทย ได้แก่ สาขาสีลม, สุขุมวิท, วิภาวดีรังสิต และสาขาบางนา โดยในปีหน้าแบร์ลิทซ์มีโครงการที่จะขยายสาขาเพิ่มที่สยามพารากอน เพื่อเจาะกลุ่มวัยรุ่นและเด็กที่เพิ่งเรียนจบใหม่ ซึ่งจะเรียนเป็นกลุ่มที่ใหญ่ขึ้น คือกลุ่มละประมาณ 7-8 คน เพื่อที่จะได้ทำให้ค่าเรียนจะได้ไม่สูงมาก เหมาะสมกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ คาดว่าสาขาดังกล่าวจะเปิดได้ประมาณเดือน พ.ย. 48 ส่วนแผนขยายสาขาไปต่างจังหวัดนั้นทางแบร์ลิทซ์ไม่มีแผนที่จะไปบุกหรือทำตลาด เพราะสถาบันจะต้องศึกษาดูการจับจ่ายของผู้บริโภคว่าสามารถจ่ายค่าเรียนที่นับว่าค่อนข้างสูงได้หรือไม่

สำหรับผลประกอบการปีนี้บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดรายได้ประมาณ 100 ล้านบาทขึ้นไป ในขณะที่งบทางการตลาดปีนี้ 4 ล้านบาทหรือประมาณ 30% ของรายได้ทั้งหมด โดยผ่านสื่อทีวี,เว็บไซด์,หนังสือพิมพ์ และบิลบอร์ด เป็นต้น ซึ่งงบส่วนใหญ่ 70% สถาบันจะเน้นไปที่ลงทุนกับบุคคล โดยเฉพาะกับเด็กนักเรียนและครู

ขณะนี้แบร์ลิทซ์มีสาขาทั่วโลกกว่า 47 ประเทศ 520 สาขา โดยประเทศที่มีสาขามากที่สุด คือ ญี่ปุ่นมีประมาณ 90 สาขา อย่างไรก็ตามพบว่าประเทศที่เจริญแล้วอย่างญี่ปุ่นมีอัตราการเรียนภาษากันมาก ไม่ว่าจะเป็น เด็กนักเรียน, วัยรุ่น, แม่บ้าน กระทั่งคนสูงอายุก็นิยมไปศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ จึงทำให้สถาบันสอนภาษาที่ญี่ปุ่นบูมและมีหลายแห่งให้เลือกเรียนเป็นจำนวนมาก

วอลสตรีทเปิดสาขาที่2ย่านอโศก

แหล่งข่าวจากสถาบันสอนภาษาวอลสตรีท เปิดเผยว่า การเปิดสถาบันแห่งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายที่ต้องการจะเป็นเบอร์ 1 ของตลาดโรงเรียนสอนภาษาในประเทศไทย แต่จะพยายามเน้นที่คุณภาพของระบบการเรียนการสอนมากกว่า เพื่อให้ผู้เรียนที่มาเรียนสามารถเห็นผลได้จริงๆ โดยกลุ่มเป้าหมายหลัก 75% จะเป็นกลุ่มคนวัยทำงานที่ต้องการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน

ล่าสุดวอลสตรีท เตรียมเปิดสาขาที่ 2 บนชั้น 18 พื้นที่ 600 ตารางเมตร ที่ตึกจัสมิน ซิตี้ย่านอโศก หลังจากเปิดสาขาแรกที่ถนนสีลมเมื่อปีที่แล้ว เพื่อรองรับกับความต้องการของผู้ที่สนใจจะเรียนภาษาเป็นจำนวนมาก ซึ่งในปีที่แล้วมีผู้สนใจเรียนมากกว่า 1,300 ราย
ขณะที่ช่วงต้นปีหน้ามีแผนที่จะเปิดสาขาใหม่แถวลาดพร้าวเพื่อรองรับความต้องการของตลาดในย่านนั้นซึ่งมีเป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายว่า ภายใน 3 ปีจะขยายสาขาในกรุงเทพฯอีก 4-5 แห่ง หลังจากนั้นจะขยายไปสู่หัวเมืองใหญ่ตามต่างจังหวัด อาทิ เชียงใหม่ , ภูเก็ต, ขอนแก่น และพัทยา เป็นต้น
ปัจจุบันวอลสตรีท มีเครือข่ายทั่วโลกกว่า 400 แห่ง ใน 26 ประเทศและมีนักเรียนไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน ซึ่งทุกปีมีนักเรียนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 180,000 คน ซึ่งสถาบันสอนภาษาวอลสตรีทได้เข้ามารุกตลาดในเอเชียเมื่อประมาณ 4 ปีที่ผานมา แต่กลับสร้างอัตราการเติบโตที่สูงอย่างรวดเร็ว ขณะนี้มีประมาณ 26 สาขาใน 6 ประเทศ แล้วคือ จีน,ฮ่องกง,ไต้หวัน,เกาหลี,สิงคโปร์ และล่าสุดที่ไทย ซึ่งสาขาที่ไทยมีการเติบโตสูงมากเป็นอันดับ 2 ของวอลสตรีททั่วโลก ขณะที่สาขาปักกิ่งโตเป็นอันดับ 1 และในเร็วๆนี้มีแผนจะไปบุกตลาดใหม่ที่ประเทศญี่ปุ่นและอินโดนีเซีย
สำหรับผลประกอบการของสถาบันวอลสตรีทในไทยปีนี้คาดว่ามียอดรายได้กว่า 20 ล้านบาทต่อปี โดยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของต่อคนของผู้เรียนคิดเป็น 4,000 บาทต่อเดือน ส่วนงบทางการตลาดที่ใช้ในการทำสื่อประชาสัมพันธ์ประมาณ 10% ของยอดรายได้ทั้งหมด ผ่านทางโฆษณาตามสถานีรถไฟฟ้า,หนังสือพิมพ์และเว็บไซต์ เป็นต้น