เมื่อเร็วๆ นี้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม(กสอ.)กระทรวงอุตสาหกรรมได้ร่วมเดินทางไปกับภาคเอกชนไทยที่รวมกลุ่มเป็นพันธมิตรอุตสาหกรรมหรือ Cluster เดินทางไปสร้างตลาดในจีนหลังจากก่อนหน้าได้มีการเดินทางไปเจรจาการค้าแล้วหลายรอบ ซึ่งในระหว่างนี้มีการ พิธีลงนามเซ็นสัญญาในบันทึกความเข้าใจ หรือ(MOU) ในแผนการดำเนินธุรกิจร่วมกันระหว่างนักธุรกิจไทยและจีนใน 4 สัญญาหลักด้วยกันดังนี้
1.การลงนามจัดตั้งบริษัทร่วมค้า จดทะเบียนภายใต้ชื่อ “ไทยฟู๊ดคลัสเตอร์” 2. การลงนามจัดตั้งศูนย์แสดงสินค้าและกระจายสินค้าเพื่อสุขภาพ(DC) ร่วมกับโรงพยาบาล ณ นครคุนหมิง มลฑลยูนนาน และมณฑลใกล้เคียง 3.ลงนามในสัญญาซื้อ-ขายยางพารา ร่วมกับห้างสกายซิตี้ รวมมูลค่า 600 ล้านบาท และ 4. การจัดตั้งศูนย์ค้าส่งสินค้า อี้จิง
เอกชนที่ร่วมทัพครั้งนี้มีประมาณ 22 รายอาทิ บริษัทอาร์เอสรับเบอร์ จำกัด บริษัทวชิรปราการอุทยานอาหาร โรงสีป.บุยธรักษา บริษัท ที ไทย สแน็คฟูดส์ จำกัด บริษัทวรพรผลไม้ จำกัด บริษัทอุตสาหกรรมแชมป์ จำกัด เป็นต้น ซึ่งผู้ประกอบการที่เดินทางไปครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ประกอบการอาหารที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกสอ.ผ่านไปยังสถาบันพระจอมเกล้าพระนครเหนือในการดูแลโครงการดังกล่าวซึ่งถือว่าเป็นการสร้างโอกาสทางการตลาดที่สำคัญสำหรับประเทศไทยได้เป็นอย่างดี
ทั้งนี้ เมืองสิบสองปันนาเป็นเขตการปกครองตนเองของชนชาติไทลื้อ ตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลยูนนาน บ้างก็เรียกว่าเมืองเชียงรุ้ง และ jinghong ซึ่งเมืองนี้คนส่วนใหญ่เป็นชาวไทลื้อที่มีภาษาพูดที่คล้ายภาษาไทยค่อนข้างมาก อยู่ห่างจากจังหวัดเชียงรายของไทยเพียง 344 กิโลเมตร มีแม่น้ำโขงหรือแม่น้ำล้านช้างที่ไหลผ่านเชื่อมระหว่างสิบสองปันนากับเชียงราย หากสำรวจตลาดของเมืองดังกล่าวจะพบว่าคนที่นี่รู้จักสินค้าแบรนด์เนมไทย เป็นอย่างดี และเป็นสินค้าที่เป็นสุดยอดของคนที่นี่ หรือเปรียบเทียบง่ายๆ กับรสนิยมคนไทยที่เมื่อสินค้าปั๊มตรา U.S.A.เมื่อใดเป็นอันว่าคนไทยก็แห่ซื้อเมื่อนั้นและมองว่าคือคุณภาพ
เมืองนี้ว่ากันว่า คนจีนที่ไม่มีโอกาสจะเดินทางไปเที่ยวประเทศไทย มักจะมาเที่ยวเมืองนี้แทนเพราะที่นี่จะมีสินค้าไทยขายจำนวนมาก จึงไม่น่าแปลกที่เราจะเห็นว่าเสื้อผ้าปั๊มตราไทยแลนด์ที่หน้าอกเป็นรูปช้างสัญลักษณ์สำคัญของไทยมีแขวนโชว์ขายเกลื่อนเมือง อาหารสำเร็จรูปต่างๆ มีให้ซื้อได้ไม่ยาก เล่นเอามาที่นี่ลืมคิดถึงเมืองไทยไปเลยทีเดียว
จากการสอบถามกับผู้ประกอบการไทยที่เดินทางไปแสวงหาตลาดและการสอบถามจากร้านค้าส่งที่นำสินค้าไทยมาวางขายปลีกและขายส่งในจีนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สินค้าอาหารของไทยมีข้อดีได้รับความนิยมอย่างมากแต่มีคำตำหนิที่เริ่มหนาหูมากขึ้นทุกวันคือ “แพคเกจจิ้ง “ของไทยไม่ดี คงต้องขอฝากหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมดังกล่าวช่วยกันส่งเสริมและสนับสนุนอย่างเร่งด่วนเพราะสินค้าอาหารของไทยส่วนใหญ่หากผ่านด่านที่สิบสองปันนาไปได้คนที่นี่คือประตูสำคัญที่จะดันสินค้าอาหารของไทยก้าวไปสู่มณฑลอื่นๆ ขยายกว้างมากขึ้น และตลาดที่ใหญ่สุดของโลกจะไปไหน ครัวไทยสู่ครัวโลกไม่ยากเลยทีเดียว
หันกลับมามองประเภทผัก ผลไม้ โดยเฉพาะผลไม้ดูจะมีแนวโน้มที่ไม่น่าสดใสเท่าใดนักสำหรับเกษตรกรไทย เพราะพื้นที่เพาะปลูกของจีนมีมากและส่วนที่เกินความต้องการได้ไหลกลับไปสู่ประเทศไทยจึงไม่แปลกที่เราจะเห็นผลไม้ที่อดีตเคยแพงลิบลิ่วแต่เดี๋ยวนี้ราคาถูกมากทั้งแอปเปิ้ล สาลี่ และอีก 3-4 ปีมีนักธุรกิจไทยในคณะมองว่าลิ้นจี่ กับลำไย จากจีนจะไหลกลับไปสู่ตลาดไทยแทนด้วยเหตุที่มีการส่งเสริมการปลูกอย่างมากที่มณฑลฟูโจวและซัวเถา
นายชัยรัตน์ โสธรนพบุตร ประธานกลุ่มคลัสเตอร์อาหาร กล่าวยอมรับว่า ลำไยกับลิ้นจี่อนาคตจะ
ลำบากแต่ผลไม้ที่น่าจะส่งเสริมให้ปลูกและเน้นคุณภาพดีๆ และพอไปได้คือ ทุเรียน มังคุด และเงาะ ส่วนข้าวนั้นก็คงจะต้องมองไปที่ข้าวหอมมะลิเพราะข้าวเกรดต่ำจีนผลิตได้เกือบทั้งหมดแล้ว ดังนั้นเมื่อมองการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีหรือ FTA นั้นจะต้องดูว่าอนาคตอะไรที่จีนทำได้ไทยคงจะต้องหลบและอะไรที่จีนยังทำไม่ได้รัฐบาลก็ควรจะส่งเสริม การทำ FTA จึงต้องมองเหมือนกับว่าจีนมีประชากรมหาศาลไทยก็เหมือนกับหมู่บ้านเล็กๆ หากจีนนำสินค้ามาไทยก็ได้ปริมาณไม่มากก็เต็มแล้วแต่หากไทยนำสินค้าเข้าไปในเมืองได้ก็มหาศาลแต่สำคัญสุดคือเราจะต้องรู้ว่าอะไรบ้างที่เขาทำไม่ได้
กล่าวโดยสรุปสิบสองปันนาคือประตูการค้าสู่จีนที่สำคัญของไทยค่อนข้างมากหากรัฐบาลและทุกฝ่ายร่วมมือกันโปรโมทอย่างต่อเนื่องก็เชื่อว่าตลาดจะเชื่อมโยงกันไปเองและตลาดใหญ่ของโลกก็คงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมซึ่งการเดินทางครั้งนี้ผู้ประกอบการไทยและนายเสน่ห์ นิยมไทย ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุนกสอ.เองก็ได้หารือกับรองผู้ว่าการสิบสองปันนาโดยได้เสนอให้จีนซึ่งเป็นพี่เบิ้มของภูมิภาคนี้ผลักดันเส้นทางขนส่งทางบกที่ผ่านพม่าให้มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมที่ต่ำลงก็จะเป็นโยชน์อย่างยิ่งทั้งสองฝ่าย อนาคตลู่ทางการค้าสิบสองปันนาจะเปิดกว้างขึ้นถึงตอนนั้นไทยเตรียมพร้อมรับมือหรือยัง.....
1.การลงนามจัดตั้งบริษัทร่วมค้า จดทะเบียนภายใต้ชื่อ “ไทยฟู๊ดคลัสเตอร์” 2. การลงนามจัดตั้งศูนย์แสดงสินค้าและกระจายสินค้าเพื่อสุขภาพ(DC) ร่วมกับโรงพยาบาล ณ นครคุนหมิง มลฑลยูนนาน และมณฑลใกล้เคียง 3.ลงนามในสัญญาซื้อ-ขายยางพารา ร่วมกับห้างสกายซิตี้ รวมมูลค่า 600 ล้านบาท และ 4. การจัดตั้งศูนย์ค้าส่งสินค้า อี้จิง
เอกชนที่ร่วมทัพครั้งนี้มีประมาณ 22 รายอาทิ บริษัทอาร์เอสรับเบอร์ จำกัด บริษัทวชิรปราการอุทยานอาหาร โรงสีป.บุยธรักษา บริษัท ที ไทย สแน็คฟูดส์ จำกัด บริษัทวรพรผลไม้ จำกัด บริษัทอุตสาหกรรมแชมป์ จำกัด เป็นต้น ซึ่งผู้ประกอบการที่เดินทางไปครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ประกอบการอาหารที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกสอ.ผ่านไปยังสถาบันพระจอมเกล้าพระนครเหนือในการดูแลโครงการดังกล่าวซึ่งถือว่าเป็นการสร้างโอกาสทางการตลาดที่สำคัญสำหรับประเทศไทยได้เป็นอย่างดี
ทั้งนี้ เมืองสิบสองปันนาเป็นเขตการปกครองตนเองของชนชาติไทลื้อ ตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลยูนนาน บ้างก็เรียกว่าเมืองเชียงรุ้ง และ jinghong ซึ่งเมืองนี้คนส่วนใหญ่เป็นชาวไทลื้อที่มีภาษาพูดที่คล้ายภาษาไทยค่อนข้างมาก อยู่ห่างจากจังหวัดเชียงรายของไทยเพียง 344 กิโลเมตร มีแม่น้ำโขงหรือแม่น้ำล้านช้างที่ไหลผ่านเชื่อมระหว่างสิบสองปันนากับเชียงราย หากสำรวจตลาดของเมืองดังกล่าวจะพบว่าคนที่นี่รู้จักสินค้าแบรนด์เนมไทย เป็นอย่างดี และเป็นสินค้าที่เป็นสุดยอดของคนที่นี่ หรือเปรียบเทียบง่ายๆ กับรสนิยมคนไทยที่เมื่อสินค้าปั๊มตรา U.S.A.เมื่อใดเป็นอันว่าคนไทยก็แห่ซื้อเมื่อนั้นและมองว่าคือคุณภาพ
เมืองนี้ว่ากันว่า คนจีนที่ไม่มีโอกาสจะเดินทางไปเที่ยวประเทศไทย มักจะมาเที่ยวเมืองนี้แทนเพราะที่นี่จะมีสินค้าไทยขายจำนวนมาก จึงไม่น่าแปลกที่เราจะเห็นว่าเสื้อผ้าปั๊มตราไทยแลนด์ที่หน้าอกเป็นรูปช้างสัญลักษณ์สำคัญของไทยมีแขวนโชว์ขายเกลื่อนเมือง อาหารสำเร็จรูปต่างๆ มีให้ซื้อได้ไม่ยาก เล่นเอามาที่นี่ลืมคิดถึงเมืองไทยไปเลยทีเดียว
จากการสอบถามกับผู้ประกอบการไทยที่เดินทางไปแสวงหาตลาดและการสอบถามจากร้านค้าส่งที่นำสินค้าไทยมาวางขายปลีกและขายส่งในจีนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สินค้าอาหารของไทยมีข้อดีได้รับความนิยมอย่างมากแต่มีคำตำหนิที่เริ่มหนาหูมากขึ้นทุกวันคือ “แพคเกจจิ้ง “ของไทยไม่ดี คงต้องขอฝากหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมดังกล่าวช่วยกันส่งเสริมและสนับสนุนอย่างเร่งด่วนเพราะสินค้าอาหารของไทยส่วนใหญ่หากผ่านด่านที่สิบสองปันนาไปได้คนที่นี่คือประตูสำคัญที่จะดันสินค้าอาหารของไทยก้าวไปสู่มณฑลอื่นๆ ขยายกว้างมากขึ้น และตลาดที่ใหญ่สุดของโลกจะไปไหน ครัวไทยสู่ครัวโลกไม่ยากเลยทีเดียว
หันกลับมามองประเภทผัก ผลไม้ โดยเฉพาะผลไม้ดูจะมีแนวโน้มที่ไม่น่าสดใสเท่าใดนักสำหรับเกษตรกรไทย เพราะพื้นที่เพาะปลูกของจีนมีมากและส่วนที่เกินความต้องการได้ไหลกลับไปสู่ประเทศไทยจึงไม่แปลกที่เราจะเห็นผลไม้ที่อดีตเคยแพงลิบลิ่วแต่เดี๋ยวนี้ราคาถูกมากทั้งแอปเปิ้ล สาลี่ และอีก 3-4 ปีมีนักธุรกิจไทยในคณะมองว่าลิ้นจี่ กับลำไย จากจีนจะไหลกลับไปสู่ตลาดไทยแทนด้วยเหตุที่มีการส่งเสริมการปลูกอย่างมากที่มณฑลฟูโจวและซัวเถา
นายชัยรัตน์ โสธรนพบุตร ประธานกลุ่มคลัสเตอร์อาหาร กล่าวยอมรับว่า ลำไยกับลิ้นจี่อนาคตจะ
ลำบากแต่ผลไม้ที่น่าจะส่งเสริมให้ปลูกและเน้นคุณภาพดีๆ และพอไปได้คือ ทุเรียน มังคุด และเงาะ ส่วนข้าวนั้นก็คงจะต้องมองไปที่ข้าวหอมมะลิเพราะข้าวเกรดต่ำจีนผลิตได้เกือบทั้งหมดแล้ว ดังนั้นเมื่อมองการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีหรือ FTA นั้นจะต้องดูว่าอนาคตอะไรที่จีนทำได้ไทยคงจะต้องหลบและอะไรที่จีนยังทำไม่ได้รัฐบาลก็ควรจะส่งเสริม การทำ FTA จึงต้องมองเหมือนกับว่าจีนมีประชากรมหาศาลไทยก็เหมือนกับหมู่บ้านเล็กๆ หากจีนนำสินค้ามาไทยก็ได้ปริมาณไม่มากก็เต็มแล้วแต่หากไทยนำสินค้าเข้าไปในเมืองได้ก็มหาศาลแต่สำคัญสุดคือเราจะต้องรู้ว่าอะไรบ้างที่เขาทำไม่ได้
กล่าวโดยสรุปสิบสองปันนาคือประตูการค้าสู่จีนที่สำคัญของไทยค่อนข้างมากหากรัฐบาลและทุกฝ่ายร่วมมือกันโปรโมทอย่างต่อเนื่องก็เชื่อว่าตลาดจะเชื่อมโยงกันไปเองและตลาดใหญ่ของโลกก็คงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมซึ่งการเดินทางครั้งนี้ผู้ประกอบการไทยและนายเสน่ห์ นิยมไทย ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุนกสอ.เองก็ได้หารือกับรองผู้ว่าการสิบสองปันนาโดยได้เสนอให้จีนซึ่งเป็นพี่เบิ้มของภูมิภาคนี้ผลักดันเส้นทางขนส่งทางบกที่ผ่านพม่าให้มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมที่ต่ำลงก็จะเป็นโยชน์อย่างยิ่งทั้งสองฝ่าย อนาคตลู่ทางการค้าสิบสองปันนาจะเปิดกว้างขึ้นถึงตอนนั้นไทยเตรียมพร้อมรับมือหรือยัง.....


