ข่าวเชิงวิเคราะห์ “จับตาโครงการวัวพลาสติกฟื้นชีพ” โดย “ทีมข่าวพิเศษ” ความยาว 2 ตอนจบ
ตอนจบ
ผู้จัดการรายวัน – นายกสมาคมโคเนื้อฯ ชำแหละจุดอ่อนโครงการวัวเอื้ออาทรล้านตัวมีโอกาสล้มเหลวสูง เผยยุคบิ๊กจิ๋วทำโครงการวัวอีสานเขียว นำเข้าวัวออสซี่เพียง 4,000 กว่าตัวยังเจ๊งไม่เป็นท่า รัฐต้องควักเนื้อจ่ายหนี้แทนเกษตรกรร่วม 600 ล้านบาท นักวิชาการรั้วเกษตรศาสตร์ ฟันธงประวัติศาสตร์ซ้ำรอยแน่
ท่ามกลางแรงผลักดัน“โครงการวัวเอื้ออาทร” ของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.กระทรวงเกษตรฯ กระแสค้านโครงการดังกล่าวก็ขยายวงออกไปทั้งในส่วนกลุ่มโคเนื้อ โคนม นักวิชาการ ไม่เว้นแม้กระทั่งข้าราชการระดับสูงในกระทรวงเกษตรฯที่หวั่นประวัติศาสตร์ซ้ำรอย “วัวพลาสติก”
ที่สำคัญ โครงการระดับหมื่นล้านนี้ยังมีความไม่ชัดเจนอีกหลายเรื่อง
ประเด็นแรก ความเสี่ยงของโครงการที่จะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยโครงการวัวพลาสติก
เรื่องนี้ นายสุนทร นิคมรัตน์ นายกสมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย กล่าวว่า รัฐบาลที่ผ่านๆ มาเคยดำเนินโครงการทำนองนี้และล้มเหลวมาแล้วหลายโครงการ โดยเฉพาะโครงการวัวอีสานเขียว หรือที่เรียกทั่วไปว่า “วัวพลาสติก” รัฐบาลสั่งซื้อพันธุ์โคจากออสเตรเลียมาให้เกษตรกรเลี้ยง และเกิดปัญหาตามมามากมาย เช่น แม่โคไม่เป็นสัด ผสมไม่ติด สุดท้ายคือตกลูกช้าและน้อยกว่าที่กำหนดไว้ เกษตรกรจึงนำโคส่งคืนโครงการ โดยนำโคใส่รถบรรทุกมาเททิ้ง โครงการดังกล่าวจึงต้องล้มเลิกเมื่อดำเนินการไปได้เพียงระยะที่ 1 เท่านั้น ผลที่คาดว่าเกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นกลับซ้ำเติมให้ยากจนลง รัฐบาลต้องสูญเสียงบประมาณหลายร้อยล้านในการแก้ไขปัญหานี้
“ที่ซ้ำร้ายกว่าคือ เกิดความปั่นป่วนขึ้นในระบบผลิตและตลาดโคเนื้อทั้งประเทศ เนื่องจากตั้งแต่ปี 2537 ที่โครงการล้มเหลวจำนวนโคในประเทศลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะเกษตรกรเข็ดขยาดจากข่าวและภาพที่เห็นโคถูกนำมาเททิ้ง” นายสุนทร กล่าว
นายกสมาคมโคเนื้อฯ กล่าวต่อว่า โครงการวัวอีสานเขียว ระยะที่ 1 รัฐบาลสั่งซื้อวัวจากออสเตรเลีย เพียง 4,250 ตัว มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการเพียง 850 ราย ก็ยังล้มเหลว แต่โครงการใหม่นี้จะสั่งซื้อโคจากต่างประเทศถึง 1 ล้านตัว เกษตรกรร่วมโครงการถึง 380,000 ราย ปัญหาต่างๆ ยังคงมีอยู่เช่นเดิม ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศ สภาพการเลี้ยงที่แตกต่าง เกษตรกรขาดความรู้ในการเลี้ยง ต้นทุนอาหารสูงโอกาสฯลฯ ล้มเหลวของโครงการนี้จึงมีมากขึ้น
ศ.ปรารถนา พฤกษะศรี ผู้ตรวจกิจการสหกรณ์ของสหกรณ์โคเนื้อแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน กล่าวถึงการนำเข้าโคมาจากต่างประเทศว่า อาจเกิดปัญหาตามมามากมาย เช่น โคจากต่างประเทศจะปรับสภาพร่างกายไม่ได้เกิดล้มตาย รัฐบาลต้องเสียเงินสูญเปล่า ส่วนเกษตรกรก็จะเป็นหนี้ เหมือนเมื่อตอนโครงการวัวอีสานเขียว ดังนั้นรัฐบาลต้องคิดให้รอบคอบในโครงการนี้
จากรายงานวิจัยของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) ระบุไว้ในรายงานประเมินโครงการส่งเสริมเลี้ยงโคเนื้อ ว่าความล้มเหลวเกิดจากพันธุ์วัวไม่เหมาะสม 58.2%
นายอโศก ประสานสอน กรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร กล่าวถึงประเด็นที่เป็นปัญหาใหญ่สุดของโครงการนี้ คือ เรื่องสายพันธุ์วัวที่จะนำเข้ามาว่า โครงการนี้มีหลักการดี แต่ที่เป็นห่วงคือการนำเข้าสายพันธุ์วัวจากต่างประเทศ หากคัดสายพันธุ์ไม่ดีจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยประวัติศาสตร์เหมือนโครงการวัวพลาสติกได้
ในประเด็นแรกนี้ ยังมีคำถามถึงราคาพันธุ์วัวที่กำหนดไว้ไม่เกิน 1.08 หมื่นบาท น้ำหนักประมาณ 200 กก. อายุประมาณ 15 เดือน ด้วยราคาระดับนี้จะสามารถคัดเลือกสายพันธุ์ได้ดีแค่ไหน
ประเด็นที่สอง เรื่องการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนและการบริหารจัดการ
ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับเอกชน แม้นายสมศักดิ์ เทพสุทิน จะลดวงเงินลงทุนในส่วนงบประมาณเหลือเพียงไม่เกิน 1,000 ล้านบาท เพื่อไม่ให้ขัดต่อพ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ แต่คณะกรรมการกฤษฎีกา ก็ยังไม่ได้ตีความว่า การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนรัฐ-เอกชน เพื่อดำเนินโครงการนี้ ขัดพ.ร.บ.ฯ หรือไม่
การดำเนินการของบริษัทร่วมทุน จะมีเงินทุนส่วนหนึ่งที่ต้องกู้จากสถาบันการเงินภาครัฐ จำนวน 11,000 ล้านบาทโดยให้กระทรวงการคลังค้ำประกัน ซึ่งนั่นหมายถึงว่า ตัวเลขภาระเงินกู้ภาครัฐจะเพิ่มสูงขึ้น สวนทางกับนโยบายของรัฐบาลที่จะลดภาระการค้ำประกันเงินกู้ลง
ส่วนการบริหารจัดการ มีคำถามตั้งแต่เรื่องการจัดหาพันธุ์โค ซึ่งปรากฏข่าวว่ามีบริษัทนายหน้าเข้ามาจัดการ และยังมีคำถามถึงการคิดเงินค่าดำเนินการที่บริษัทหักจากเกษตรกรในโครงการ 7% และหากเกษตรกรไม่ขายวัวคืนให้บริษัทจะถูกปรับ 12% มีฐานคิดมาจากอะไร และตัวเลขที่เกษตรกรถูกบริษัทหักค่าดำเนินการสูงเกินไปหรือไม่
นอกจากนั้น ยังมีเรื่องหนี้สูญและการติดตามหนี้ที่อาจจะเกิดขึ้นในโครงการที่ยังไม่มีวิธีบริหารจัดการที่ชัดเจน
ประเด็นที่สาม ผลกระทบหลังจากข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย
เรื่องนี้ แหล่งข่าวข้าราชการระดับสูงกระทรวงเกษตรฯ วิเคราะห์ว่า โครงการนี้จะมีการตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่างไทยกับออสเตรเลียเพื่อนำเข้าวัวพันธุ์ออสเตรเลียบารห์มันแน่นอน ซึ่งจะเปิดทางให้กลุ่มทุนอุตสาหกรรมโคเนื้อจากออสเตรเลียเข้ามาลงทุนตั้งฐานผลิตและตลาด และในอนาคตหลังทำเอฟทีเอร่วมกันไทยอาจถูกออสเตรเลียทุ่มตลาดเพราะต้นทุนการเลี้ยงโคของออสเตรเลียถูกกว่าไทยครึ่งหนึ่ง
“โครงการนี้รัฐบาลให้กรมปศุสัตว์ตั้งเรื่องส่งไป แต่พอเรื่องผลประโยชน์ธุรกิจคนในรัฐบาลทำเองหมด ถ้าเกิดปัญหาทีหลังก็จะโทษกรมปศุสัตว์ว่าทำล้มเหลว สุดท้ายโครงการนี้จะสร้างปัญหาให้กับรัฐบาลที่จะต้องเข้าไปอุ้มหนี้และภาระของบริษัทร่วมทุนทั้งหมด
“ในฐานะที่ทำงานรับใช้กระทรวงมากว่า 30 ปี อยากเสนอว่าควรเป็นการพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่ทำเพื่อสนองประโยชน์ มีข้อสังเกตว่าเป็นโครงการหาเสียงของนักการเมืองมากกว่า ความจริงน่าจะทำในสิ่งที่เป็นไปได้ ไม่ใช่ทำเพื่อหาเสียง แล้วใครรับกรรมถ้าไม่ใช่เกษตรกรกับข้าราชการกรมปศุสัตว์” แหล่งข่าวข้าราชการระดับสูง กระทรวงเกษตรฯ กล่าวในตอนท้าย
ตอนจบ
ผู้จัดการรายวัน – นายกสมาคมโคเนื้อฯ ชำแหละจุดอ่อนโครงการวัวเอื้ออาทรล้านตัวมีโอกาสล้มเหลวสูง เผยยุคบิ๊กจิ๋วทำโครงการวัวอีสานเขียว นำเข้าวัวออสซี่เพียง 4,000 กว่าตัวยังเจ๊งไม่เป็นท่า รัฐต้องควักเนื้อจ่ายหนี้แทนเกษตรกรร่วม 600 ล้านบาท นักวิชาการรั้วเกษตรศาสตร์ ฟันธงประวัติศาสตร์ซ้ำรอยแน่
ท่ามกลางแรงผลักดัน“โครงการวัวเอื้ออาทร” ของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.กระทรวงเกษตรฯ กระแสค้านโครงการดังกล่าวก็ขยายวงออกไปทั้งในส่วนกลุ่มโคเนื้อ โคนม นักวิชาการ ไม่เว้นแม้กระทั่งข้าราชการระดับสูงในกระทรวงเกษตรฯที่หวั่นประวัติศาสตร์ซ้ำรอย “วัวพลาสติก”
ที่สำคัญ โครงการระดับหมื่นล้านนี้ยังมีความไม่ชัดเจนอีกหลายเรื่อง
ประเด็นแรก ความเสี่ยงของโครงการที่จะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยโครงการวัวพลาสติก
เรื่องนี้ นายสุนทร นิคมรัตน์ นายกสมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย กล่าวว่า รัฐบาลที่ผ่านๆ มาเคยดำเนินโครงการทำนองนี้และล้มเหลวมาแล้วหลายโครงการ โดยเฉพาะโครงการวัวอีสานเขียว หรือที่เรียกทั่วไปว่า “วัวพลาสติก” รัฐบาลสั่งซื้อพันธุ์โคจากออสเตรเลียมาให้เกษตรกรเลี้ยง และเกิดปัญหาตามมามากมาย เช่น แม่โคไม่เป็นสัด ผสมไม่ติด สุดท้ายคือตกลูกช้าและน้อยกว่าที่กำหนดไว้ เกษตรกรจึงนำโคส่งคืนโครงการ โดยนำโคใส่รถบรรทุกมาเททิ้ง โครงการดังกล่าวจึงต้องล้มเลิกเมื่อดำเนินการไปได้เพียงระยะที่ 1 เท่านั้น ผลที่คาดว่าเกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นกลับซ้ำเติมให้ยากจนลง รัฐบาลต้องสูญเสียงบประมาณหลายร้อยล้านในการแก้ไขปัญหานี้
“ที่ซ้ำร้ายกว่าคือ เกิดความปั่นป่วนขึ้นในระบบผลิตและตลาดโคเนื้อทั้งประเทศ เนื่องจากตั้งแต่ปี 2537 ที่โครงการล้มเหลวจำนวนโคในประเทศลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะเกษตรกรเข็ดขยาดจากข่าวและภาพที่เห็นโคถูกนำมาเททิ้ง” นายสุนทร กล่าว
นายกสมาคมโคเนื้อฯ กล่าวต่อว่า โครงการวัวอีสานเขียว ระยะที่ 1 รัฐบาลสั่งซื้อวัวจากออสเตรเลีย เพียง 4,250 ตัว มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการเพียง 850 ราย ก็ยังล้มเหลว แต่โครงการใหม่นี้จะสั่งซื้อโคจากต่างประเทศถึง 1 ล้านตัว เกษตรกรร่วมโครงการถึง 380,000 ราย ปัญหาต่างๆ ยังคงมีอยู่เช่นเดิม ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศ สภาพการเลี้ยงที่แตกต่าง เกษตรกรขาดความรู้ในการเลี้ยง ต้นทุนอาหารสูงโอกาสฯลฯ ล้มเหลวของโครงการนี้จึงมีมากขึ้น
ศ.ปรารถนา พฤกษะศรี ผู้ตรวจกิจการสหกรณ์ของสหกรณ์โคเนื้อแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน กล่าวถึงการนำเข้าโคมาจากต่างประเทศว่า อาจเกิดปัญหาตามมามากมาย เช่น โคจากต่างประเทศจะปรับสภาพร่างกายไม่ได้เกิดล้มตาย รัฐบาลต้องเสียเงินสูญเปล่า ส่วนเกษตรกรก็จะเป็นหนี้ เหมือนเมื่อตอนโครงการวัวอีสานเขียว ดังนั้นรัฐบาลต้องคิดให้รอบคอบในโครงการนี้
จากรายงานวิจัยของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) ระบุไว้ในรายงานประเมินโครงการส่งเสริมเลี้ยงโคเนื้อ ว่าความล้มเหลวเกิดจากพันธุ์วัวไม่เหมาะสม 58.2%
นายอโศก ประสานสอน กรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร กล่าวถึงประเด็นที่เป็นปัญหาใหญ่สุดของโครงการนี้ คือ เรื่องสายพันธุ์วัวที่จะนำเข้ามาว่า โครงการนี้มีหลักการดี แต่ที่เป็นห่วงคือการนำเข้าสายพันธุ์วัวจากต่างประเทศ หากคัดสายพันธุ์ไม่ดีจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยประวัติศาสตร์เหมือนโครงการวัวพลาสติกได้
ในประเด็นแรกนี้ ยังมีคำถามถึงราคาพันธุ์วัวที่กำหนดไว้ไม่เกิน 1.08 หมื่นบาท น้ำหนักประมาณ 200 กก. อายุประมาณ 15 เดือน ด้วยราคาระดับนี้จะสามารถคัดเลือกสายพันธุ์ได้ดีแค่ไหน
ประเด็นที่สอง เรื่องการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนและการบริหารจัดการ
ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับเอกชน แม้นายสมศักดิ์ เทพสุทิน จะลดวงเงินลงทุนในส่วนงบประมาณเหลือเพียงไม่เกิน 1,000 ล้านบาท เพื่อไม่ให้ขัดต่อพ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ แต่คณะกรรมการกฤษฎีกา ก็ยังไม่ได้ตีความว่า การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนรัฐ-เอกชน เพื่อดำเนินโครงการนี้ ขัดพ.ร.บ.ฯ หรือไม่
การดำเนินการของบริษัทร่วมทุน จะมีเงินทุนส่วนหนึ่งที่ต้องกู้จากสถาบันการเงินภาครัฐ จำนวน 11,000 ล้านบาทโดยให้กระทรวงการคลังค้ำประกัน ซึ่งนั่นหมายถึงว่า ตัวเลขภาระเงินกู้ภาครัฐจะเพิ่มสูงขึ้น สวนทางกับนโยบายของรัฐบาลที่จะลดภาระการค้ำประกันเงินกู้ลง
ส่วนการบริหารจัดการ มีคำถามตั้งแต่เรื่องการจัดหาพันธุ์โค ซึ่งปรากฏข่าวว่ามีบริษัทนายหน้าเข้ามาจัดการ และยังมีคำถามถึงการคิดเงินค่าดำเนินการที่บริษัทหักจากเกษตรกรในโครงการ 7% และหากเกษตรกรไม่ขายวัวคืนให้บริษัทจะถูกปรับ 12% มีฐานคิดมาจากอะไร และตัวเลขที่เกษตรกรถูกบริษัทหักค่าดำเนินการสูงเกินไปหรือไม่
นอกจากนั้น ยังมีเรื่องหนี้สูญและการติดตามหนี้ที่อาจจะเกิดขึ้นในโครงการที่ยังไม่มีวิธีบริหารจัดการที่ชัดเจน
ประเด็นที่สาม ผลกระทบหลังจากข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย
เรื่องนี้ แหล่งข่าวข้าราชการระดับสูงกระทรวงเกษตรฯ วิเคราะห์ว่า โครงการนี้จะมีการตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่างไทยกับออสเตรเลียเพื่อนำเข้าวัวพันธุ์ออสเตรเลียบารห์มันแน่นอน ซึ่งจะเปิดทางให้กลุ่มทุนอุตสาหกรรมโคเนื้อจากออสเตรเลียเข้ามาลงทุนตั้งฐานผลิตและตลาด และในอนาคตหลังทำเอฟทีเอร่วมกันไทยอาจถูกออสเตรเลียทุ่มตลาดเพราะต้นทุนการเลี้ยงโคของออสเตรเลียถูกกว่าไทยครึ่งหนึ่ง
“โครงการนี้รัฐบาลให้กรมปศุสัตว์ตั้งเรื่องส่งไป แต่พอเรื่องผลประโยชน์ธุรกิจคนในรัฐบาลทำเองหมด ถ้าเกิดปัญหาทีหลังก็จะโทษกรมปศุสัตว์ว่าทำล้มเหลว สุดท้ายโครงการนี้จะสร้างปัญหาให้กับรัฐบาลที่จะต้องเข้าไปอุ้มหนี้และภาระของบริษัทร่วมทุนทั้งหมด
“ในฐานะที่ทำงานรับใช้กระทรวงมากว่า 30 ปี อยากเสนอว่าควรเป็นการพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่ทำเพื่อสนองประโยชน์ มีข้อสังเกตว่าเป็นโครงการหาเสียงของนักการเมืองมากกว่า ความจริงน่าจะทำในสิ่งที่เป็นไปได้ ไม่ใช่ทำเพื่อหาเสียง แล้วใครรับกรรมถ้าไม่ใช่เกษตรกรกับข้าราชการกรมปศุสัตว์” แหล่งข่าวข้าราชการระดับสูง กระทรวงเกษตรฯ กล่าวในตอนท้าย


