ย้อนกลับไปกว่า 10 ปีก่อน กสทช. อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของกิจการโทรคมนาคมไทย เมื่อคลื่นความถี่ถูกนำออกมาจัดสรรครั้งใหญ่ต่อเนื่อง เริ่มจาก 2100 MHz ที่พาประเทศเข้าสู่ยุค 3G ตามด้วย 1800 MHz และ 900 MHz สำหรับ 4G ก่อนต่อยอดสู่ 5G ด้วยคลื่น 700 MHz, 2600 MHz และ 26 GHz
ช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2555 ถึง 2563 มี พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี เป็นประธาน กสทช. ในระยะแรกจนสิ้นสุดวาระวันที่ 5 ตุลาคม 2560 ก่อน พล.อ.สุกิจ ขมะสุนทร จะทำหน้าที่ต่อ ขณะที่ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ตลอดช่วงหลักของการเปลี่ยนผ่าน
การจัดสรรคลื่นโทรคมนาคมตั้งแต่ปี 2555 ถึง 2562 มีมูลค่ารวม 390,193 ล้านบาท ก่อนเพิ่มอีก 100,521 ล้านบาทจากการประมูล 5G ในปี 2563 รวมเป็นประมาณ 490,714 ล้านบาท โดยเงินค่าประมูลที่ผู้ได้รับใบอนุญาตชำระตามเงื่อนไขถูกนำส่งตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด
ภาพของ กสทช. ในวันนั้นจึงแตกต่างจากวันนี้อย่างชัดเจน
◉ จากยุครุ่งเรือง สู่ศึกชิงอำนาจ
องค์กรที่เคยเป็นกลไกสำคัญในการนำทรัพยากรของประเทศออกมาใช้รองรับเทคโนโลยีใหม่ วันนี้กลับเผชิญภาวะการทำงานของบอร์ดที่แทบเป็นอัมพาต ท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องอำนาจหน้าที่และสถานะของประธาน จนระหว่างวันที่ 27 กรกฎาคม ถึง 23 กันยายน 2569 มีวาระค้างรอพิจารณาแล้ว 233 เรื่อง ยังไม่รวมวาระที่เตรียมเข้าสู่การประชุมวันที่ 1-2 ตุลาคม 2569 ก่อนสถานการณ์จะซับซ้อนขึ้นอีก เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม การประชุมแตกเป็น 2 วง
วงแรกเป็นการประชุมที่สำนักงาน กสทช. เปิดห้องไว้ชั้น 2 ตามหนังสือนัดซึ่งระบุชื่อ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เป็นประธาน ส่วนอีกวงเป็นการประชุมนัดพิเศษของ 6 กรรมการ กสทช. ที่ชั้น 12 เพื่อเลือกประธานในที่ประชุมเฉพาะครั้ง
ฝั่งสำนักงานแจ้งไม่เข้าร่วมวงชั้น 12 โดยให้เหตุผลว่าต้องทำหน้าที่ในการประชุมชั้น 2 ทั้งที่ประธานและรักษาการเลขาธิการต่างก็ลา ปล่อยห้องประชุมเดดแอร์จนถึง 16.30 น. โดยไม่มีกรรมการเข้าร่วม
แต่ 'ศึก 2 ชั้น' เป็นเพียงปัญหาตรงหน้า เพราะอีกด้านหนึ่ง เส้นตายสำคัญของกิจการโทรคมนาคม โทรทัศน์ และวิทยุ กำลังไล่หลังเข้ามา จนบางเรื่องแทบไม่เหลือเวลาให้ชักช้าได้อีก
◉ 2100 MHz ช้าไม่ได้อีกแล้ว
เส้นตายแรกอยู่ที่คลื่น 2100 MHz หนึ่งในคลื่นหลักที่ใช้รองรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ต โดยใบอนุญาตคลื่นชุดจากการประมูลปี 2555 ซึ่งปัจจุบันอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการ AIS และ TRUE จะสิ้นสุดวันที่ 6 ธันวาคม 2570
ก่อนถึงวันนั้น กสทช. ต้องกำหนดว่าจะนำคลื่นกลับมาจัดสรรในรูปแบบใด วางหลักเกณฑ์และราคาอย่างไร เปิดรับฟังความคิดเห็น รวมถึงจัดกระบวนการเปลี่ยนผ่านให้ไม่กระทบต่อการใช้งานโครงข่าย
แหล่งข่าวในสำนักงาน กสทช. ประเมินว่า หากเริ่มกระบวนการได้ภายในปลายปี 2569 หรือต้นปี 2570 ยังพอมีเวลาบริหารการเปลี่ยนผ่าน แต่หากลากยาวเข้าใกล้กลางปี 2570 ทุกขั้นตอนจะถูกบีบให้กระชั้นขึ้นทันที
โจทย์จึงไม่ใช่เพียงว่า รัฐจะมีรายได้จากการจัดสรรเท่าไร แต่คือจะส่งต่อคลื่น 2100 MHz อย่างไรโดยไม่กระทบโครงข่ายที่ประชาชนใช้งานอยู่ เพราะคลื่นชุดนี้ยังรองรับการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ท่ามกลางปริมาณการใช้ดาต้าที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ยิ่งประเทศไทยขยายการใช้ Cloud ดาต้าเซ็นเตอร์ IoT และ AI ความต่อเนื่องและประสิทธิภาพของโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมก็ยิ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ
◉ ทีวีดิจิทัล รอคำตอบเกือบ 13 ปี
เส้นตายที่ 2 คือทีวีดิจิทัล ซึ่งใบอนุญาตประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติจะสิ้นสุดวันที่ 24 เมษายน 2572 หลังการประมูลเมื่อปลายปี 2556 มีผู้ชนะ 24 ช่อง มูลค่ารวม 50,862 ล้านบาท
ต่อมามี 2 ใบอนุญาตสิ้นสุดลง ก่อนที่อีก 7 ช่องจะคืนใบอนุญาตในปี 2562 ทำให้เหลือ 15 ช่อง และล่าสุด JKN18 ยกเลิกใบอนุญาตโดยมีผลวันที่ 25 มกราคม 2569 ส่งผลให้ปัจจุบันเหลือทีวีดิจิทัลประเภทธุรกิจ 14 ช่อง
ตลอดช่วงเปลี่ยนผ่าน อุตสาหกรรมเผชิญทั้งปัญหาการแจกคูปองรับกล่องสัญญาณที่ล่าช้า ความพร้อมของโครงข่ายในบางพื้นที่ ต้นทุนของผู้ประกอบการ ตลอดจนตลาดโฆษณาที่ไม่ได้เติบโตไปพร้อมกับจำนวนช่อง ขณะที่พฤติกรรมผู้ชมเคลื่อนไปยัง YouTube, Facebook และแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น
แต่จนถึงวันนี้ เกือบ 13 ปีนับจากวันประมูล ทิศทางหลังใบอนุญาตหมดอายุในปี 2572 ยังไม่มีข้อสรุป ทั้งว่าจะจัดสรรคลื่นต่อในรูปแบบใด จะเหลือทีวีภาคพื้นดินกี่ช่อง และใช้กติกาแบบไหน
ร่าง Roadmap กิจการโทรทัศน์และการแพร่ภาพและเสียงของประเทศไทย พ.ศ. 2569-2573 ถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของ กสทช. แล้ว แต่การพิจารณายังไม่แล้วเสร็จ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมเรียกร้องให้มีคำตอบที่ชัดเจนมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้วางแผนการลงทุนและกำหนดอนาคตของธุรกิจหลังปี 2572
เมื่อภาพข้างหน้ายังไม่ชัด ผู้ประกอบการจึงวางแผนลงทุนระยะยาวได้ยาก คนทำงานไม่รู้ว่าโครงสร้างอุตสาหกรรมจะเปลี่ยนไปทางไหน ขณะที่พฤติกรรมผู้ชมยังเคลื่อนเข้าสู่โลกออนไลน์ต่อเนื่อง
◉ สถานีวิทยุ ยังไม่รู้ชะตากรรม
เส้นตายที่ 3 คือกิจการวิทยุ โดยวันที่ 3 เมษายน 2570 ใบอนุญาตของสถานี FM จำนวน 237 สถานี และ AM อีก 145 สถานีจะสิ้นสุดลง ทั้งหมดเป็นสถานีวิทยุหลักประเภทบริการสาธารณะของหน่วยงานรัฐ ซึ่งมีภารกิจทั้งด้านข่าวสาร การศึกษา ความมั่นคง และบริการประชาชน
คลื่นกลุ่มนี้ต่างจากวิทยุประเภทธุรกิจที่นำออกประมูลเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2565 ก่อน กสทช. ชุดปัจจุบันเข้ารับตำแหน่ง โดยครั้งนั้นมีการประมูล 71 คลื่น มูลค่ารวมประมาณ 710 ล้านบาท
ปัจจุบันมีสถานี FM ประเภทธุรกิจ 68 สถานี ซึ่งใบอนุญาตจะสิ้นสุดวันที่ 3 เมษายน 2572 ขณะที่โจทย์เร่งด่วนกว่าคือสถานีบริการสาธารณะที่ใบอนุญาตจะหมดในปี 2570 และไม่สามารถวัดคุณค่าด้วยราคาประมูลเพียงอย่างเดียว
สิ่งที่ กสทช. ต้องตัดสินจึงอยู่ที่ว่า หน่วยงานใดยังมีความจำเป็นต้องใช้คลื่นต่อ ภายใต้รูปแบบใด และจะจัดการคลื่นที่เหลืออย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด
สำนักงาน กสทช. ระบุว่า สถานีดังกล่าวต้องทราบแนวทางในการประกอบกิจการต่อไปล่วงหน้า 180 วันก่อนสิ้นสุดการอนุญาต พร้อมระบุกรอบว่าควรมีความชัดเจนภายในเดือนกันยายน 2569
แต่ขณะนี้เข้าสู่เดือนตุลาคมแล้ว กรอบเวลาที่สำนักงานเคยวางไว้จึงผ่านพ้นมา ท่ามกลางปัญหาการประชุมบอร์ดที่ยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ
◉ ขุมทรัพย์ในอากาศ 5.4 แสนล้าน
หากรวมมูลค่าการจัดสรรและประมูลครั้งสำคัญในยุค กสทช. ชุดก่อน ทั้งโทรคมนาคมประมาณ 490,714 ล้านบาท ทีวีดิจิทัล 50,862 ล้านบาท และวิทยุ FM ประเภทธุรกิจประมาณ 710 ล้านบาท จะมีมูลค่ารวมประมาณ 542,286 ล้านบาท
ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่า การจัดสรรรอบใหม่จะสร้างรายได้ในระดับเดียวกัน และไม่ควรใช้รายได้จากการประมูลเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จเพียงด้านเดียว แต่สะท้อนขนาดของทรัพยากรและกิจการที่อยู่ภายใต้การกำกับของ กสทช.
ที่สำคัญ ทั้ง 3 กิจการไม่ได้รอคำตอบแบบเดียวกัน
โทรคมนาคมต้องการกติกาที่รักษาความต่อเนื่องของโครงข่ายและการแข่งขัน ทีวีดิจิทัลต้องการภาพโครงสร้างอุตสาหกรรมหลังปี 2572 ส่วนวิทยุต้องหาสมดุลระหว่างประสิทธิภาพการใช้คลื่นกับภารกิจสาธารณะ
แต่กว่า 2 เดือนที่ผ่านมา กสทช. ยังไม่มูฟออนจากปมอำนาจและข้อกฎหมาย เมื่อแต่ละฝ่ายยังยืนอยู่คนละมุม ขณะที่บางเรื่องยังผูกอยู่กับกระบวนการที่ยังไม่สิ้นสุด
สถานการณ์จึงไม่ได้กระทบเพียงการประชุมบอร์ดในแต่ละครั้ง แต่กำลังกินเวลาที่ควรถูกใช้เตรียมคำตอบให้กับกิจการขนาดใหญ่ซึ่งมีเส้นตายรออยู่ข้างหน้า
◉ บอร์ดเปลี่ยนหน้า งานใหญ่รอส่งต่อ
อีกเส้นตายที่สำคัญไม่แพ้กัน คือวาระของคนที่ต้องตัดสินใจเรื่องเหล่านี้เอง เพราะกฎหมายกำหนดให้กรรมการ กสทช. มีวาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี และพ้นจากตำแหน่งเมื่ออายุครบ 70 ปี ขณะที่กรรมการชุดปัจจุบันเข้ารับตำแหน่งไม่พร้อมกัน
คนแรกคือ รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย จะอายุครบ 70 ปีในวันที่ 11 มกราคม 2570 จึงต้องพ้นจากตำแหน่งตามกฎหมาย แม้ยังดำรงตำแหน่งไม่ครบวาระ 6 ปี
ส่วน ศ.คลินิก นพ.สรณ ได้รับแต่งตั้งเป็นประธาน กสทช. ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2565 หากนับตามวาระปกติ 6 ปีและไม่มีเหตุให้พ้นจากตำแหน่งก่อน จะครบวาระวันที่ 13 เมษายน 2571 อย่างไรก็ตาม สถานะการดำรงตำแหน่งของ ศ.คลินิก นพ.สรณ ยังอยู่ท่ามกลางข้อพิพาทเรื่องคุณสมบัติ หลังคณะกรรมการสรรหามีคำวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง และศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ยกฟ้องคดีที่ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าว
วันที่ 13 เมษายน 2571 ยังเป็นกำหนดครบวาระ 6 ปีของ พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต และนายต่อพงศ์ เสลานนท์ ซึ่งได้รับแต่งตั้งตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2565 เช่นกัน
ถัดมาคือ พล.ต.อ.ณัฐธร เพราะสุนทร ซึ่งได้รับแต่งตั้งตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2565 และจะครบวาระ 6 ปีในวันที่ 22 ตุลาคม 2571
ส่วน รศ.ดร.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ ซึ่งได้รับแต่งตั้งตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2566 จะครบวาระในวันที่ 18 มีนาคม 2572 เพียงเดือนเศษก่อนใบอนุญาตทีวีดิจิทัลจะสิ้นสุดในวันที่ 24 เมษายน 2572
อย่างไรก็ตาม สำหรับกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งเพราะครบวาระ 6 ปี กฎหมายกำหนดให้ยังอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งกรรมการขึ้นใหม่ และกำหนดให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเริ่มกระบวนการเพื่อให้มีกรรมการชุดใหม่ก่อนครบวาระไม่น้อยกว่า 150 วัน
สิ่งที่น่ากังวลจึงไม่ใช่เพียงว่าข้อพิพาทเรื่องอำนาจใน กสทช. จะลงเอยอย่างไร แต่คือสิ่งที่ประเทศต้องแลกไประหว่างทาง เพราะทุกครั้งที่การตัดสินใจสะดุด ภารกิจสำคัญก็ถูกเลื่อนตาม
และเมื่อวันที่ทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติมาถึง สิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครย้อนคืนได้คือเวลาที่สูญเสียไป
คำถามสุดท้ายจึงเหลือเพียงว่า ต้นทุนของเวลานั้น ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
◉ 'กสทช.' วุ่น! 2 วงประชุมชนกัน สำนักงานลอยตัว ไม่ร่วมถก 6 บอร์ด
◉ งดประชุม กสทช. วันนี้ 6 บอร์ดนัดพิเศษ 2 ต.ค.69 เช็กวาระค้างรอบคอบ
◉ 2 กสทช. ทำบันทึกด่วน ขอจัดประชุมใหม่ 1-2 ต.ค.69 ชี้ 'หมอสรณ' ไม่มีอำนาจนัด
◉ ใช้ กม.บังคับทางปกครองปรับ 5 หมื่น/วัน หาก 'หมอสรณ' ยังนั่งประธาน กสทช.
◉ เปิดทาง 6 กสทช. เลือกประธานชั่วคราว เคลียร์วาระค้าง หลัง 'หมอสรณ' ลาประชุม
◉ ใช้ กม.บังคับทางปกครองปรับ 5 หมื่น/วัน หาก 'หมอสรณ' ยังนั่งประธาน กสทช.
◉ เปิดทาง 6 กสทช. เลือกประธานชั่วคราว เคลียร์วาระค้าง หลัง 'หมอสรณ' ลาประชุม
◉ 'กสทช.' นัดประชุมบอร์ด 1-2 ต.ค.69 ชื่อ 'หมอสรณ' ยังอยู่หัวโต๊ะ


