'การดี' เอาจริง! ยื่น สตง. สแกน TH-AI Passport 1,621 ล้าน 7 ปม ตั้งข้อสงสัย Active User-ปั๊มยอดลงทะเบียน ขอเบรกตรวจรับ-จ่ายงวดถัดไป เช็ก TOR-ข้อมูล-ความคุ้มค่า เจอผิดกฎหมายส่ง ป.ป.ช.
เมื่อวันที่ 21 ก.ย.69 ดร.การดี เลียวไพโรจน์ สส.แบบบัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมทีมพรรคประชาธิปัตย์ เข้ายื่นหนังสือถึงผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อขอให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มูลค่า 1,621 ล้านบาท โดยตั้งข้อสังเกต 7 ประเด็น ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การทำข้อตกลงคุณธรรม ประสิทธิภาพของ AI หลักเกณฑ์การเบิกจ่าย ไปจนถึงการกำกับดูแลข้อมูล พร้อมขอให้ระงับการตรวจรับงานและการเบิกจ่ายงวดถัดไปไว้ก่อนจนกว่าจะตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วเสร็จ
ก่อนเข้ายื่นหนังสือ ดร.การดีโพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก การดี เลียวไพโรจน์ - Karndee Leopairote ระบุว่า จะขอให้ สตง.ตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport โดยเฉพาะการเบิกจ่ายเงินตามหลัก Pay per Active User ซึ่งเห็นว่านิยามของผู้ใช้งานยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอ พร้อมตั้งข้อสงสัยถึงการเพิ่มขึ้นของยอดลงทะเบียน รวมถึงการไม่มีข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) เพื่อให้บุคคลที่สามเข้าร่วมสังเกตการณ์กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง
ดร.การดียังระบุถึงสถานะการเบิกจ่ายงวดแรกตามข้อมูลที่ตนได้รับว่า ขณะนี้ยังมีประเด็นเกี่ยวกับการตรวจรับและการเบิกจ่ายที่ต้องตรวจสอบให้ชัดเจน โดยก่อนหน้านี้เธอได้เรียกร้องให้ชะลอการตรวจรับและการจ่ายเงินงวดแรกไว้ก่อน พร้อมฝากถึงคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างและคณะกรรมการตรวจรับให้ดำเนินการอย่างรอบคอบ เนื่องจากผู้ปฏิบัติหน้าที่อาจต้องรับผิดชอบหากภายหลังพบว่าการดำเนินการไม่เป็นไปตามกฎหมายหรือเงื่อนไขของโครงการ
สำหรับข้อสังเกตทั้ง 7 ประเด็น ประเด็นแรกอยู่ที่เงื่อนไขการจัดซื้อจัดจ้าง โดยดร.การดีตั้งคำถามถึงการกำหนดให้ผู้ยื่นข้อเสนอต้องมีผลงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมูลค่าไม่น้อยกว่า 400 ล้านบาท ซึ่งเห็นว่าเป็นเกณฑ์ที่สูงเกินความจำเป็นและอาจจำกัดการแข่งขัน รวมถึงการแก้ไข TOR ในช่วงรอยต่อทางการเมือง จึงต้องการให้ตรวจสอบว่าการกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรมหรือไม่
ประเด็นที่ 2 คือ การไม่มีข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) โดยดร.การดีตั้งข้อสังเกตว่า โครงการจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาทควรมีกลไกดังกล่าวเพื่อเพิ่มการตรวจสอบจากภายนอก แต่โครงการนี้ไม่มีผู้สังเกตการณ์อิสระเข้าร่วมติดตามกระบวนการ จึงเห็นว่าควรตรวจสอบว่าการดำเนินงานสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องหรือไม่
ประเด็นที่ 3 คือ ประสิทธิภาพและความคุ้มค่าของ AI โดยดร.การดีระบุว่า จากการทดลองใช้งานของตนและทีมผู้เชี่ยวชาญ พบข้อจำกัดหลายด้านเมื่อเปรียบเทียบกับบริการ AI ที่เปิดให้ใช้งานฟรี ทั้งการประมวลผลภาษาไทย การรองรับข้อมูลหลายรูปแบบ หรือ Multimodal ตลอดจนการสรุปเอกสารขนาดใหญ่และวิดีโอ จึงตั้งคำถามว่า ผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับสอดคล้องกับวงเงินที่รัฐใช้จ่ายหรือไม่
ประเด็นที่ 4 คือ การเปลี่ยนรูปแบบการจ่ายเงินจากลักษณะเหมาจ่ายมาเป็นการจ่ายตามจำนวนผู้ใช้งาน (Pay per Active User) โดยดร.การดีเห็นว่า เกณฑ์การนับ Active User อาจอยู่ในระดับต่ำเกินไป เนื่องจากเพียงเข้าใช้งานหรือทำกิจกรรมสะสมคะแนนตามเงื่อนไขในแต่ละเดือนก็อาจถูกนับเป็นผู้ใช้งานที่นำไปประกอบการเบิกจ่ายได้ จึงตั้งข้อสงสัยว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวสะท้อนการใช้งานจริงมากเพียงใด และอาจเปิดช่องให้ยอดผู้ใช้งานถูกนำมาใช้เป็นฐานเบิกจ่ายงบประมาณจำนวนมากหรือไม่
ดร.การดียังตั้งข้อสงสัยถึงยอดลงทะเบียนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยใช้ถ้อยคำว่าอาจมีการ "ปั๊มยอดลงทะเบียน" จึงต้องการให้ สตง.ตรวจสอบที่มาของจำนวนผู้ลงทะเบียนและ Active User รวมถึงหลักฐานการใช้งานจริง เพื่อให้แน่ใจว่าตัวเลขที่นำไปประกอบการเบิกจ่ายสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
ประเด็นที่ 5 คือ การเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดทางเทคนิคภายหลัง โดยดร.การดีระบุว่า มีการปรับข้อกำหนดด้านการรองรับผู้ใช้งานพร้อมกันจาก 500,000 ราย เป็น 5 ล้านรายในภายหลัง และตั้งข้อสังเกตว่า หากข้อกำหนดดังกล่าวถูกระบุไว้ตั้งแต่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง อาจมีผู้ประกอบการรายอื่นที่มีศักยภาพเข้าร่วมแข่งขันเสนอราคาได้มากขึ้น จึงต้องการให้ตรวจสอบว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกระทบต่อสาระสำคัญของ TOR หรือการแข่งขันหรือไม่
ประเด็นที่ 6 คือ การกำกับดูแลข้อมูล หรือ Data Governance โดยดร.การดีระบุว่า TOR กำหนดเรื่องการใช้ศูนย์ข้อมูลภายในประเทศไทย (Data Localization) แต่ตั้งข้อสังเกตถึงการส่งข้อมูลบางประเภทไปประมวลผลกับผู้ให้บริการ AI ในต่างประเทศ รวมถึงการจัดเก็บข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานของประชาชน จึงต้องการให้ตรวจสอบว่าการดำเนินงานจริงสอดคล้องกับ TOR สัญญา และกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ในประเด็นดังกล่าว กระทรวงดีอีเคยชี้แจงว่า ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลการเรียนออนไลน์ ข้อมูลพฤติกรรมการใช้งาน การลงทะเบียน และข้อมูลที่ใช้จัดทำ Dashboard ถูกจัดเก็บและประมวลผลภายในประเทศไทย ขณะที่ข้อมูลคำสั่งหรือไฟล์ที่จะต้องประมวลผลกับผู้ให้บริการ AI ต่างประเทศจะผ่านกระบวนการตรวจ คัดกรอง และปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลอ่อนไหวก่อน โดยระบุว่าผู้ให้บริการ AI ไม่สามารถนำข้อมูลไปใช้เพื่อประโยชน์อื่นหรือนำไปฝึกโมเดลของตนเองได้
ส่วนประเด็นที่ 7 คือ ตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ของโครงการ โดยดร.การดีเห็นว่า การพิจารณาเฉพาะจำนวนผู้ลงทะเบียนยังไม่สามารถสะท้อนความสำเร็จของโครงการได้เพียงพอ แต่ควรวัดด้วยว่าประชาชนมีทักษะด้าน AI เพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ สามารถนำความรู้ไปเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานหรือประกอบอาชีพได้เพียงใด รวมถึงสามารถต่อยอดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่
ดร.การดีระบุด้วยว่า คณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างและคณะกรรมการตรวจรับควรพิจารณาการดำเนินงานอย่างรอบคอบ โดยกล่าวถึงบทเรียนในอดีตที่ข้าราชการต้องรับผิดจากการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องกับโครงการของฝ่ายการเมือง พร้อมเตือนให้ผู้เกี่ยวข้องตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร เงื่อนไขสัญญา และการตรวจรับงานอย่างละเอียด
จากข้อสังเกตทั้งหมด พรรคประชาธิปัตย์จึงขอให้ สตง.ตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport อย่างละเอียด พร้อมขอให้ระงับการตรวจรับงานและการเบิกจ่ายงบประมาณงวดถัดไปไว้ก่อนจนกว่าจะได้ข้อยุติ และหากการตรวจสอบพบพฤติการณ์ที่เข้าข่ายทุจริตหรือกระทำผิดกฎหมาย ให้ส่งเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
"เทคโนโลยีเป็นเรื่องสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ อ้อสนับสนุนเต็มที่ แต่ความโปร่งใสและความคุ้มค่าของเงินภาษีประชาชน ก็เป็นสิ่งที่เรายอมถอยไม่ได้เช่นกัน" ดร.การดีระบุ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
◉ 'ไชยชนก' ขอ 1 ปี ดัน TH-AI Passport ฝ่าเสียงครหาล้มเหลว
◉ คนไทยใช้ TH-AI Passport แตะ 1.47 ล้านราย Prompt พุ่ง 4 ล้าน
◉ ครบทุกค่ายมือถือ งัดโปรแอป AiPASS เน็ตไม่อั้น 29 บาท/เดือน
◉ 'ไชยชนก' ปลื้ม AIS เสนอเน็ต AiPASS 29 บาท ครบ 5 ล้านสิทธิ์


