xs
xsm
sm
md
lg

Google เคลียร์ปมดาต้าเซ็นเตอร์ ถ้ามีมาตรฐาน ไม่กระทบไฟ-แย่งน้ำ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้บริหารระดับสูงที่ดูแลดาต้าเซ็นเตอร์ในภูมิภาคเอเชีย กูเกิล (Googel) แจงข้อกังวลด้านการใช้ทรัพยากรน้ำ - ไฟฟ้า ยืนยันดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีมาตรฐานไม่สร้างผลกระทบต่อภาระค่าไฟฟ้าแก่ประชาชน รวมถึงการบริหารจัดการคืนน้ำสู่ธรรมชาติที่สะอาดกว่าเดิม เชื่อมั่นไทยมีความพร้อมที่จะรองรับการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ สร้างตำแหน่งงานท้องถิ่นได้แน่นอน

ไบรอัน ยู (Bryan Yue) ผู้บริหารอาวุโสฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Google ให้สัมภาษณ์ว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจดิจิทัลและทำหน้าที่เสมือนห้องสมุดดิจิทัลที่มีบรรณารักษ์ผู้เชี่ยวชาญคอยประมวลผลข้อมูล

“การประกาศลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ของ กูเกิล 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในไทยตั้งแต่ปี 2567 นั้น ครอบคลุมทั้งการก่อสร้างอาคารศูนย์ข้อมูลที่จังหวัดชลบุรีและโครงข่ายสายเคเบิลใต้น้ำ เพื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของไทยสู่โครงข่ายระดับโลก”

โดยข้อมูลจากดีลอยท์ (Deloitte) ได้ประเมินเม็ดเงินลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในครั้งนี้ จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ให้แก่ประเทศไทยสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท ภายในปี 2572

เริ่มจากในมิติของการจ้างงานว่า ในโครงการนี้จะก่อให้เกิดการจ้างงานในภาคการก่อสร้างเฉลี่ยประมาณ 4,200 ตำแหน่งต่อปี โดยเน้นการทำงานร่วมกับผู้รับเหมาในประเทศเป็นหลัก และทุก 1 ตำแหน่งงานใน Google Data Center มีส่วนจ้างงานในชุมชนเพิ่มขึ้นอีก 9 ตำแหน่ง ต่อเนื่องไปถึงการจ้างงานบุคลากรทักษะสูงในระยะยาว เช่น วิศวกรเครื่องกล วิศวกรไฟฟ้า ช่างเทคนิคดูแลระบบตลอดจนผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม

เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์มีระยะเวลาในการใช้งานยาวนานกว่า 20 ปีขึ้นไปและต้องมีการอัปเกรดฮาร์ดแวร์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทางกูเกิล ได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในพื้นที่ชลบุรีเพื่อพัฒนาหลักสูตร รวมถึงลงทุนด้าน STEM และการเสริมทักษะ AI (AI Skilling) ให้แก่แรงงานไทย

แม้จะไม่สามารถให้ข้อมูลตัวเลขจำนวนการจ้างงานของดาต้าเซ็นเตอร์ในแต่ละแห่งแบบเฉพาะเจาะจงได้ แต่ทางกูเกิลยืนยันว่า ในการเลือกจ้างพนักงานจะเริ่มจากบุคลากรที่มีทักษะในแต่ละท้องถิ่นก่อนเสมอ เพราะเชื่อมั่นว่าจะช่วยทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจ และความเข้าใจเรื่องภาษาและวัฒนธรรมด้วย

สิ่งที่ตามมาจากการที่มีดาต้าเซ็นเตอร์คุณภาพสูง ที่ช่วยทำให้เข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น และมีความปลอดภัยของข้อมูล จะช่วยเสริมในแง่ของการที่ประเทศไทยต้องการเป็น "Digital Hub" ของภูมิภาค จะช่วยให้เกิดการพัฒนาแอปพลิเคชัน ธุรกิจสตาร์ทอัป และช่วยให้หน่วยงานรัฐหรือธนาคารทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ยืนยันไม่กระทบค่าไฟ


อีกประเด็นที่ถูกจับตามองในแง่ของการเข้ามาใช้พลังงานไฟฟ้าในประเทศ ที่กลายเป็นคำถามตามมาในเรื่องของการที่ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้พลังงานสูง จะทำให้ในบางพื้นที่เกิดเหตุการณ์ไฟตก หรือกระทบในเชิงโครงสร้างค่าไฟฟ้าต่างๆ

ไบรอัน ระบุว่า ก่อนที่จะเข้ามาลงทุนกูเกิล จะมีการศึกษาถึงการใช้งานทรัพยากรในแต่ละพื้นที่อยู่แล้ว ทำให้มั่นใจว่าระบบโครงข่ายไฟฟ้าของไทยจะมีความเสถียร และมีกำลังการผลิตสำรองที่เพียงพอ

ขณะเดียวกัน กูเกิลเข้ามาในฐานะผู้ใช้บริการที่ชำระค่าไฟฟ้าเต็มจำนวน 100% พร้อมทั้งลงทุนสร้างสถานีไฟฟ้าย่อย (Substation) และสายส่งไฟฟ้าทั้งหมด เพื่อไม่ให้เกิดภาวะความแออัดของระบบโครงข่าย (Grid Congestion) และไม่สร้างภาระด้านงบประมาณแก่ภาครัฐ

โดยทางกูเกิล เปรียบเทียบโครงข่ายไฟฟ้าเสมือน “ถนน” ที่มีต้นทุนการบำรุงรักษา หากมีปริมาณการใช้งานน้อย ต้นทุนเฉลี่ยต่อคันย่อมอยู่ในระดับสูง แต่การที่ดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาใช้งานอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง จะเข้ามาช่วยแบกรับค่าใช้จ่าย

ทำให้ในระยะยาวต้นทุนโครงข่ายเฉลี่ยต่อหน่วยมีโอกาสที่จะลดลง และประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปไม่จำเป็นต้องแบกรับภาระค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น พร้อมกันนี้ยังมีการผลักดันนโยบายการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนโดยตรง (Direct PPA) เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายการใช้พลังงานปลอดคาร์บอนตลอด 24 ชั่วโมง ภายในปี 2573

ในมิติด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Power Usage Effectiveness: PUE) ศูนย์ข้อมูลของกูเกิลทั่วโลกมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.09 และในเขตร้อนชื้นอย่างสิงคโปร์สามารถทำได้ที่ 1.12 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมทั่วโลกที่ 1.54 อย่างมีนัยสำคัญ

ประกอบกับการที่กูเกิลคุมเทคโนโลยีตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นสายเคเบิล ชิปประมวลผล จนถึงโมเดล AI ทำให้สามารถบริหารจัดการพลังงานเป็นไปอย่างคุ้มค่าสูงสุด โดย TPU รุ่นใหม่ประหยัดพลังงานขึ้นถึง 2 เท่า เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ปัจจัยดังกล่าวช่วยให้สามารถมอบพลังการประมวลผลต่อหน่วยไฟฟ้าได้มากกว่าเมื่อ 5 ปีก่อนถึง 6 เท่า

คุมความเสี่ยงด้านน้ำ คืนน้ำสู่ชุมชน 120%


สำหรับข้อกังวลด้านทรัพยากรน้ำ กูเกิลกำหนดให้มีการประเมินความเสี่ยงด้านน้ำ (Water Risk Assessment) อย่างละเอียดก่อนการก่อสร้างในทุกพื้นที่ หากพบว่าพื้นที่ดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อภาวะขาดแคลนน้ำ จะเลือกใช้ระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ (Air Cooling) แทนการระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณการใช้น้ำของศูนย์ข้อมูลลดลงจนเทียบเท่ากับอาคารสำนักงานทั่วไปเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม นอกจากการลดปริมาณการใช้แล้ว กูเกิลยังมีเป้าหมายการคืนน้ำกลับสู่ธรรมชาติและชุมชนให้ได้ถึง 120% ของปริมาณน้ำที่ใช้ไปผ่านโครงการสร้างฝาย และการเข้าไปช่วยเกษตรกรในภูมิภาคปรับเปลี่ยนระบบชลประทานจากการฉีดพ่น มาเป็นระบบน้ำหยด (Drip-based Irrigation) ซึ่งสามารถช่วยประหยัดน้ำได้ในสเกลใหญ่ โดยบริษัทอยู่ระหว่างการแสวงหาความร่วมมือในโครงการลักษณะดังกล่าวร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นในประเทศไทย

บางประเทศแบนการตั้ง ‘Data Center’ ที่ไม่รับผิดชอบต่อสังคม

ปิดท้ายในประเด็นเรื่องของการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ในบางเมือง หรือบางประเทศมีการห้าม และชะลอการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้น ในจุดนี้ ผู้บริหารกูเกิลให้มุมมองว่า Google จะเริ่มต้นด้วยการสร้างความสัมพันธ์และทำความเข้าใจความต้องการของชุมชน ควบคู่ไปกับการออกแบบ Data Center เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเสียงรบกวน มลพิษ หรือการแผ่ความร้อนไปยังพื้นที่ใกล้เคียง
จากนั้นเราจึงร่วมมือกับชุมชนเพื่อออกแบบโครงการเพิ่มเติมที่ตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขาเช่นการซ่อมแซมเครื่องสูบน้ำที่ชำรุดการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคาหรือการสอนชาวประมงให้ใช้งานระบบ GPSและเครื่องมือพยากรณ์อากาศใน

บางกรณีที่รัฐบาลมีการสั่งพักการสร้างชั่วคราว เป็นเพราะต้องการกลับมาวางแผนให้ดีว่า Data Center แบบไหนที่รับผิดชอบต่อสังคม และกูเกิล ก็สนับสนุนแนวทางนี้เช่นกัน และเริ่มเห็นแล้วว่าไทยก็กำลังส่งสัญญาณที่ดีว่าต้องการการลงทุนที่มีคุณภาพและยั่งยืน

“เราปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานอุตสาหกรรมอย่างเคร่งครัด” ไบรอัน กล่าวยืนยัน ถึงการที่กูเกิลเข้าไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และดาต้าเซ็นเตอร์ในแต่ละประเทศอย่างมีความรับผิดชอบ