xs
xsm
sm
md
lg

ถูกแฮกเหมือนกัน… แต่ไม่ปกปิดแบบ Bitkub

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



Bitkub ไม่ใช่รายเดียวที่ถูกขโมยคริปโต แต่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา crypto hacks ที่ระบาดหนักทั่วโลกในช่วงปี 2563-2568 และเมื่อเปรียบเทียบกับคดีดังระดับโลกซึ่งมีการสูญเสียเงินมหาศาลเช่นกัน พบว่าหลายค่ายได้เลือกทางออกที่โปร่งใสมากกว่า โดยแจ้งเหตุทันที ร่วมมือกับหน่วยงาน และจัดการชดเชยลูกค้าอย่างเปิดเผย ต่างจาก Bitkub ที่เลือกปกปิด ไม่แจ้งสาธารณะและรายงานข้อมูลไม่ตรงต่อหน่วยงานกำกับดูแล จนนำไปสู่คดีอาญาในปัจจุบัน

***ปกปิด VS ยึดอกรับ


23 กรกฎาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ยื่นฟ้องคดีอาญาต่อ Bitkub ศูนย์ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล (Cryptocurrency Exchange) สัญชาติไทยที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องจากกระทรวงการคลัง และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต.

ที่ผ่านมา Bitkub ประกาศเป็นตัวช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถฝากเงินบาทเพื่อซื้อ ขาย และเก็บเหรียญดิจิทัลต่างๆ เช่น Bitcoin (BTC) และ Ethereum (ETH) ได้อย่างปลอดภัย โดยเริ่มต้นลงทุนเพียง 10 บาท แต่วันนี้ ก.ล.ต. ได้ยื่นฟ้อง Bitkub Online และอดีตผู้บริหารสองคน ฐานนำส่งข้อมูลเท็จปกปิดเหตุการณ์ถูกแฮกคริปโตมูลค่า 1,700 ล้านบาท เมื่อปี 2564 ซึ่งหากมองย้อนไปเวลานั้น จะพบว่า Bitkub เป็นเพียงหนึ่งในบริษัทด้านคริปโตมากมาย ที่ต้องเจ็บตัวกับปัญหา crypto hacks ทั่วโลกที่ระเบิดหนักระหว่างปี 2563-2568

ย้อนกลับไปเดือนพฤษภาคม 2564 ช่วงที่ตลาดคริปโตกำลังพุ่งทะยาน Bitkub ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มอันดับหนึ่งของไทย ถูกโจมตีทางไซเบอร์ สินทรัพย์ดิจิทัล 16 สกุลเงินถูกโอนออกจากกระเป๋าเงินรักษาทรัพย์สินลูกค้า มูลค่ารวมกว่า 1,700 ล้านบาท บริษัท Bitkub เลือกไม่แจ้งสาธารณะทันที โดยอ้างเหตุผลป้องกัน bank run หรือความตื่นตระหนกที่อาจลุกลาม ก่อนจะค่อย ๆ เติมสินทรัพย์คืนให้ครบภายในหกเดือน แต่การรายงานต่อ regulator หรือหน่วยงานกำกับดูแลที่ไม่ตรงความเป็นจริง ได้กลายเป็นจุดศูนย์กลางของคดีในเวลาต่อมา

***ระบาดหนักภัยปล้นเงินดิจิทัล


เมื่อหันไปดูเวทีโลก ปี 2568 ได้เกิดเหตุการณ์แฮก ByBit แพลตฟอร์มจากดูไบ จนเงินสูญหายกว่า 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือราว 50,000 ล้านบาท ในรูป Ethereum กลุ่มแฮกเกอร์ที่ถูกกล่าวโทษคือลาซารัสกรุ้ป (Lazarus Group) จากเกาหลีเหนือซึ่งเป็นองค์กรเดียวกับที่เคยโจมตี Sony Pictures และหลายค่ายผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนเงินหรือ exchange รายใหญ่


Lazarus ไม่ได้ใช้แค่เทคนิคพื้นฐาน แต่ผสมผสานการล่อลวงหลายวิธี รวมถึงอาศัยช่องโหว่ในซอฟต์แวร์เก็บข้อมูลฟรี ทำให้เงินไหลออกอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ส่วนหนึ่งถูกฟอกผ่านระบบการเงินข้ามชาติภายใน 48 ชั่วโมง

ก่อนหน้านั้น ในปี 2565-2566 มูลค่าเงินดิจิทัลที่ถูกขโมยจากภัย crypto hacks ทั่วโลกพุ่งสูงถึง 3.7 พันล้านดอลลาร์ โดยมีการอ้างว่าแก๊งค์เจาะระบบที่ทางการเกาหลีเหนือหนุนหลังนั้นเป็นผู้เล่นหลัก ตัวอย่างเด่นคือ Bitfinex ที่เคยถูกโจรกรรมเมื่อปี 2559 ที่สหรัฐฯ สามารถยึดและกู้คืนเงินได้กว่า 3,600 ล้านดอลลาร์ในภายหลัง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้จะถูกขโมยไปแล้ว แต่การติดตามเบาะแสบน blockchain ยังมีโอกาส

เหตุผลที่ "การถูกแฮก" ในโลกคริปโตเกิดบ่อยช่วงปี 63-68 นั้นมีหลายส่วน ส่วนแรกคือเงินดิจิทัลในระบบมีมูลค่าสูงขึ้นมาก เวลานั้นราคาบิทคอยน์และเหรียญคริปโตขึ้นสูงก้าวกระโดด ผู้คนเอาเงินไปฝากในเว็บซื้อขายคริปโต (exchange) และ DeFi มหาศาล เหมือนมี "คลังเงินดิจิทัล" ใหญ่โตขึ้นเป็นหลักล้าน ๆ บาท ยั่วใจให้โจรอยากมาขโมยมากขึ้น

ส่วนที่ 2 คือเวลานั้นมีระบบเงินดิจิทัลใหม่ที่ยังไม่แข็งแรงเกิดขึ้นเร็วมาก เช่น DeFi หรือธนาคารออนไลน์แบบไม่มีคนกลาง และบริการ "สะพานเชื่อม" ระหว่างเหรียญต่าง ๆ ระบบเหล่านี้เหมือนบ้านใหม่ที่สร้างเร็ว แต่ยังมีรูรั่วมากมาย โจรจึงแทรกเข้ามาง่าย

ส่วนที่ 3 คือโจรกลุ่มใหญ่จากเกาหลีเหนือ ว่ากันว่ากลุ่มแฮกเกอร์ชื่อดัง Lazarus ได้ขโมยเงินคริปโตเพื่อเอาไปซื้ออาวุธและพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศ เรียกว่าเป็นกลุ่มนักแฮกที่รัฐบาลสนับสนุนเต็มที่ ส่วนที่ 4 คือความผิดพลาดของคน เช่น เจ้าหน้าที่ในบริษัทบางคนถูกหลอกทางอีเมลหรือโทรศัพท์ (Phishing) บางคนเผลอเปิดลิงก์หรือใช้คอมพิวเตอร์ส่วนตัวที่ไม่ปลอดภัย


ส่วนที่ 5 คือกฎหมายที่ยังตามไม่ทัน เพราะช่วงแรกยังไม่มีกฎระเบียบชัดเจนว่าต้องทำอย่างไรถึงจะปลอดภัย บางบริษัทรีบเปิดบริการเร็วเพื่อหารายได้ แต่ไม่ดูแลความปลอดภัยดีพอ และส่วนที่ 6 คือวิธีซ่อนเงินของโจรดีขึ้น โจรมีเครื่องมือฟอกเงินดิจิทัล ทำให้ตำรวจตามหาเงินยาก

***ไม่จัดการแบบ Bitkub


เมื่อ ก.ล.ต. ยื่นฟ้อง Bitkub และอดีตผู้บริหารฐานปกปิดเหตุการณ์ถูกแฮก 1,700 ล้านบาท เมื่อปี 2564 หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า “ทำไมต้องปกปิด?” และถ้าเป็น exchange ใหญ่ระดับโลกจะจัดการอย่างไร? ซึ่งคำตอบนั้นน่าสนใจมาก เพราะทั้ง Bitfinex ที่โดนแฮกปี 59 และ ByBit ที่โดนแฮกปี 68 จนสูญเสียเงินมหาศาล แต่ทั้งคู่เลือกทางออกต่างจาก Bitkub อย่างสิ้นเชิง

Bitkub นั้นเลือกเงียบก่อนเพื่อป้องกันความตื่นตระหนกของลูกค้า ใช้เวลา 6 เดือนเติมสินทรัพย์คืนให้ครบ ลูกค้าไทยจึงไม่เสียเงินโดยตรง อย่างไรก็ตาม การไม่แจ้งสาธารณะและรายงานข้อมูลเท็จต่อ ก.ล.ต. กลายเป็นจุดที่รับไม่ได้ ก.ล.ต. จึงยื่นฟ้องคดีอาญา ทำให้ Bitkub ซึ่งครองตลาดไทยเกือบ 80% ต้องเผชิญคดีที่อาจกระทบชื่อเสียงและแผน IPO ในอนาคต

Bitkub เลือกเดินสวนทางกับ Bitfinex ที่เจ็บหนักแต่ฟื้นตัวได้แบบคลาสสิก เพราะย้อนไปปี 59 ดาวรุ่งอย่าง Bitfinex ถูกแฮกสูญเสีย Bitcoin กว่า 119,755 BTC (มูลค่าตอนนั้นราว 72 ล้านดอลลาร์ ปัจจุบันหลายพันล้าน) แต่ก็ยังเลือกความโปร่งใสเต็มที่ หยุดการซื้อขายทันที และลดยอดบัญชีลูกค้าทุกคน 36% เพื่อแบ่งความเสียหาย พร้อมออก “BFX tokens” เป็นสิทธิเรียกร้องคืนเงิน

ด้วยการร่วมมือกับ FBI และบริษัทวิเคราะห์ blockchain สหรัฐฯ สามารถกู้คืนเงินได้มหาศาล โดยเฉพาะปี 2565 บริษัทสามารถยึดคืนกว่า 3.6 พันล้านดอลลาร์ และปัจจุบัน Bitfinex ยังเป็น exchange ชั้นนำที่ฟื้นตัวสมบูรณ์แบบ แสดงให้เห็นว่าความซื่อสัตย์และความร่วมมือกับกฎหมาย สามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้


ขณะที่ ByBit เน้นตอบสนองเร็วแบบยุคใหม่ และฟื้นตัวภายใน 72 ชั่วโมง แม้ว่าวิกฤต ByBit เมื่อกุมภาพันธ์ 2568 เป็นการแฮกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ สูญเงิน Ethereum กว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ (ราว 50,000 ล้านบาท) จากฝีมือ Lazarus Group โดยเวลานั้น CEO อย่าง Ben Zhou ออกแถลงการณ์ทันที ยืนยันว่าแพลตฟอร์มยังมีสภาพคล่อง เติมทุนสำรองภายใน 72 ชั่วโมงด้วยเงินกู้ฉุกเฉินจากพันธมิตรชั้นนำ และได่เปิด “Lazarus Bounty Program” ให้รางวัล 10% สำหรับผู้ช่วยกู้เงินคืน และเผยแพร่รายงานสอบสวนจากผู้เชี่ยวชาญอิสระ

ผลลัพธ์ในปัจจุบันคือ ByBit ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ยังคงเป็นแพลตฟอร์มยอดนิยม ลูกค้าแทบไม่ได้รับผลกระทบรุนแรง และได้รับการยอมรับในความโปร่งใส

สรุปแล้ว ต้องบอกว่า Bitkub อาจจะชนะใจลูกค้าเรื่อง “ไม่ให้เสียเงิน” แต่พ่ายแพ้ยับเยินด้านธรรมาภิบาล และมีโอกาสเจอโทษทางกฎหมาย ต่างจากกรณีของ Bitfinex ที่แสดงให้เห็นพลังของความอดทนและความร่วมมือระยะยาว รวมถึง ByBit ที่เป็นกรณีตัวอย่างของบทเรียนด้านการจัดการวิกฤตหรือ crisis management ในยุคดิจิทัลที่รวดเร็ว โปร่งใส และใช้เทคโนโลยีช่วย ไปเรียบร้อย

ในมุมของ Bitkub ดาวรุ่งร้อนแรงดวงนี้อาจยังมีโอกาสพลิกเกม หากจัดการคดีและปรับปรุงความโปร่งใสได้ดี ซึ่ง Bitkub ได้ย้ำในแถลงการณ์ล่าสุดว่ากำลังอัปเกรดระบบความปลอดภัยต่อเนื่อง และยืนยันว่าทรัพย์สินลูกค้าปลอดภัย 100% แต่สำหรับนักลงทุนไทย การเรียนรู้จากคดีนี้คือจงกระจายความเสี่ยง อย่าเก็บเงินทั้งหมดใน exchange เดียว ขณะเดียวกันก็ควรเลือกแพลตฟอร์มที่มีการตรวจสอบโปร่งใส รวมถึงติดตามข่าวด้านกฎหมายอย่างใกล้ชิด เพราะกฎใหม่ ๆ จะมีผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของเงินของเรา.