สรุปคำฟ้องยาว 41 หน้า ที่แอปเปิล (Apple) ยื่นฟ้องโอเพ่นเอไอ (OpenAI) และอดีตพนักงาน Apple 2 คน ต่อศาลแขวงสหรัฐฯ เขตแคลิฟอร์เนียเหนือ กล่าวหาว่าขโมยความลับทางการค้า เพื่อนำไปใช้เร่งพัฒนาอุปกรณ์ AI สำหรับผู้บริโภค งานนี้แซ่บถึงเครื่องเพราะ Apple ไม่ได้แค่กล่าวหาโดยทั่วไป แต่มี 4 กลุ่มหลักฐานหลักที่ Apple นำเสนอจนเพิ่มดีกรีความดราม่าเหมือนในละครซีรีส์ดัง
ที่ผ่านมา Apple กล่าวหา OpenAI ว่าดำเนินการอย่างเป็นระบบในการเข้าถึงข้อมูลลับของบริษัท ผ่านการรับอดีตพนักงาน การสร้างความสัมพันธ์กับซัปพลายเออร์ และการใช้ข้อมูลด้านการออกแบบและกระบวนการผลิต ซึ่ง OpenAI ก็ปฏิเสธข้อกล่าวหา ยืนยันว่าบริษัท "ไม่มีความสนใจในความลับทางการค้าของบริษัทอื่น" และยังคงมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมของตนเอง
ประเด็นสำคัญของคดีนี้ คือการแข่งขันเพื่อพัฒนาอุปกรณ์ AI รุ่นใหม่ ที่อาจเข้ามาแทนสมาร์ทโฟนและลดการพึ่งพาแอปพลิเคชันแบบเดิม ซึ่งอาจกระทบต่อธุรกิจ iPhone ของ Apple ส่วนนี้เองที่นักวิเคราะห์มองว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง Apple และ OpenAI กำลังเปลี่ยนจากพันธมิตรเป็นคู่แข่ง หลัง OpenAI พยายามสร้างผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์ของตัวเองเพื่อติดต่อผู้บริโภคโดยตรง
ล่าสุด Apple ระบุว่ามีอดีตพนักงานของบริษัทมากกว่า 400 คน ที่ปัจจุบันทำงานอยู่กับ OpenAI ซึ่งแม้การย้ายงานจะไม่ผิดกฎหมาย แต่การนำข้อมูลลับไปใช้ถือเป็นอีกประเด็นหนึ่ง
***ไม่คืนคอมพ์ ระดมโหลดไฟล์
ในสำนวนฟ้อง มีชื่อ Chang Liu อดีตวิศวกรอาวุโสของ Apple ถูกกล่าวหาว่าไม่ส่งคืนคอมพิวเตอร์บริษัท และใช้ช่องโหว่ของระบบเพื่อดาวน์โหลดไฟล์ฮาร์ดแวร์ลับจำนวนมาก
ขณะที่ Tang Yew Tan อดีตรองประธานฝ่ายออกแบบ iPhone และ Apple Watch ถูกกล่าวหาว่าส่งข้อมูลเกี่ยวกับซัปพลายเออร์และข้อมูลภายในของ Apple ให้กับตัวเองก่อนลาออก
Apple ยังกล่าวหาว่า Tang Yew Tan ชักชวนพนักงาน Apple ให้นำชิ้นส่วนผลิตภัณฑ์ไปแสดงระหว่างการสัมภาษณ์งานกับ OpenAI เพื่ออธิบายรายละเอียดด้านวิศวกรรม
ฝั่ง Apple ยังเปิดเผยว่าเคยส่งหนังสือถึง OpenAI ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 เพื่อแสดงความกังวลว่าข้อมูลลับของบริษัทอาจถูกนำไปใช้ แต่ไม่ได้รับการตอบกลับ
Apple มองว่า OpenAI พยายามเข้าถึงข้อมูลจากซัปพลายเออร์ของ Apple รวมถึงใช้เทคนิคการผลิตโลหะที่ Apple อ้างว่าเป็นความลับทางการค้า
ทั้งหมดนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจาก Stanford Law School ระบุว่า การจ้างอดีตพนักงานไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายในรัฐแคลิฟอร์เนีย แต่หากพิสูจน์ได้ว่ามีการนำเอกสารลับไปใช้จริง อาจเป็นคดีใหญ่ของวงการเทคโนโลยี
ด้านผู้เชี่ยวชาญจาก Rutgers Law School มองว่าคดีนี้ซับซ้อนกว่าคดี AI ที่ผ่านมา เพราะเกี่ยวข้องกับความลับด้านฮาร์ดแวร์ ไม่ใช่เพียงซอฟต์แวร์หรือโมเดล AI
อย่างไรก็ตาม แม้กำลังฟ้องร้องกัน แต่ Apple และ OpenAI ยังเป็นพันธมิตรด้านผลิตภัณฑ์ โดย ChatGPT ถูกผสานเข้ากับ Apple Intelligence และสามารถใช้งานผ่าน Siri ได้
***4 กลุ่มหลักฐาน มัดแน่นมีน้ำหนัก
หลักฐานกลุ่มแรกเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของ Tang Yew Tan ซึ่งเป็นหัวหน้าฮาร์ดแวร์ OpenAI โดยมีการส่งอีเมลถึงตัวเองทั้งข้อมูล supplier ของ Apple และสรุปอุตสาหกรรมภายใน (internal industry summaries) ก่อนลาออกจาก Apple นอกจากนี้คือพฤติกรรมชักชวนพนักงาน Apple ที่ไปสัมภาษณ์งานที่ OpenAI ให้นำชิ้นส่วนจริง เช่น แบตเตอรี่ โลจิกบอร์ด หรือต้นแบบผลิตภัณฑ์ ไปโชว์ในการสัมภาษณ์แบบแสดงให้ดูด้วย
หลักฐานนี้คือบันทึกการสนทนาที่ผู้สมัครคนหนึ่งตอบว่า “ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราสามารถเอาของพวกนี้ออกจากออฟฟิศได้” (I didn’t even know we could take those from the office) นอกจากนี้ยังมีการแชร์เอกสาร offboarding ภายในของ Apple เพื่อสอนวิธีหลบเลี่ยงการตรวจสอบความปลอดภัยด้วย
หลักฐานกลุ่มที่ 2 คือพฤติกรรมของ Chang Liu นอกจากการไม่คืนแล็ปท็อป Apple หลังลาออก ยังมีการใช้ช่องโหว่การยืนยันตัวตนที่ยังเหลืออยู่ในระบบ เพื่อเข้าถึงเครือข่ายภายในของ Apple จากนั้นยังลงมือดาวน์โหลดเอกสารลับที่เกี่ยวข้องกับฮาร์ดแวร์หลายสิบไฟล์ ในขณะทำงานที่ OpenAI แล้ว
หลักฐานกลุ่มที่ 3 คือหลักฐานจากคู่ค้าที่เป็นซัปพลายเออร์ ส่วนนี้มีหลักฐานว่า OpenAI ละเมิดด้วยการให้ซัปพลายเออร์ของ Apple ใช้เทคนิคการลงผิวโลหะแบบลับเฉพาะของ Apple โดยเข้าใจผิดว่าได้รับอนุญาตจาก Apple ส่วนนี้ Apple มีหลักฐานจากการติดต่อกับซัปพลายเออร์เหล่านี้โดยตรง
หลักฐานกลุ่มที่ 4 คือหลักฐานอื่นที่หยิบมาประกอบ เช่น Apple เคยส่งจดหมายเตือนไปยัง OpenAI เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และการมีข้อมูลว่าอดีตพนักงาน Apple กว่า 400 คน ได้ย้ายไปทำงานที่ OpenAI ซึ่ง Apple มองว่าเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบหรือ pattern การขโมยข้อมูล
อีกประเด็นที่ถูกจับตา คือ OpenAI ได้เข้าซื้อกิจการ io Products ของ Jony Ive อดีตหัวหน้าฝ่ายออกแบบ Apple ด้วยมูลค่า 6.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรุกตลาดฮาร์ดแวร์ AI ซึ่งแม้ Jony Ive จะไม่ได้เป็นจำเลยในคดีนี้ แต่ก็เป็นอีกรูปแบบของการดึงมันสมองที่เคยอยู่กับ Apple ไปสู่ OpenAI
ที่สุดแล้ว ความสำคัญของคดีนี้ถูกมองว่าไม่ได้อยู่แค่ข้อพิพาทเรื่องความลับทางการค้า แต่สะท้อนการแข่งขันครั้งใหม่ของอุตสาหกรรม AI เดิมพันนี้ยิ่งใหญ่นัก เพราะใครที่ขึ้นเป็นผู้นำในการสร้างอุปกรณ์ AI ยุคถัดไป ก็ย่อมอาจเข้ามาเปลี่ยนบทบาทของสมาร์ทโฟนในอนาคตแน่นอน.


