xs
xsm
sm
md
lg

ManageEngine โตแรงในไทย 25% ชู Marketplace ใหม่ ประกาศไม่เก็บค่าโทเคน AI (Cyber Weekend)

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



แมเนจเอนจิ้น (ManageEngine) ยักษ์ใหญ่ผู้ให้บริการโซลูชันบริหารจัดการระบบไอทีสัญชาติอินเดีย ประกาศความสำเร็จของตลาดไทยที่มีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง 25% บนฐานลูกค้า 700 ราย คาดศูนย์ข้อมูลระดับภูมิภาคแห่งใหม่ในสิงคโปร์จะเสร็จสมบูรณ์และประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเร็ว ๆ นี้ ฟุ้งบริษัทคุมต้นทุนดีจนมีนโยบายไม่เรียกเก็บค่าโทเคน (Token) สำหรับบริการปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพิ่มเติม ล่าสุดเปิดตัวแพลตฟอร์ม Marketplace เปิดโอกาสให้พันธมิตรเผยแพร่-สร้างรายได้จากส่วนขยายและเอเจนต์ AI สำหรับแพลตฟอร์มบริหารจัดการไอทีและความปลอดภัยขององค์กร

นายราเจช กาเนซาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ManageEngine​ กล่าวถึงความเคลื่อนไหวครั้งใหม่ของบริษัท ในงานประชุม ManageEngine UserConf South East Asia 2026 ว่า ManageEngine กำลังสร้างระบบนิเวศนักพัฒนาผ่านทาง ManageEngine Marketplace เพื่อเปิดโอกาสให้พันธมิตรสามารถสร้างโซลูชัน-แอปพลิเคชันเสริมขึ้นมาบนแพลตฟอร์ม และนำไปสร้างรายได้ด้วยการขายให้กับลูกค้าทั่วโลก โดยปัจจุบันมีพันธมิตรเข้าร่วมแล้ว 17 ราย และมีส่วนต่อขยายพร้อมใช้งานแล้วกว่า 170 รายการ มีการดาวน์โหลดไปใช้งานมากกว่า 1 หมื่นครั้งในช่วงเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา

“ManageEngine Marketplace จะไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมหรือส่วนแบ่งรายได้ (No Commission Structure) ในช่วงแรกนี้ เราต้องการสร้างและผลักดันระบบนิเวศนี้ให้เติบโตเป็นอันดับแรก สำหรับเรานี่ไม่ใช่ช่องทางหลักในการสร้างรายได้ แต่เป็นช่องทางในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบนิเวศร่วมกัน ซึ่งนี่คือจุดต่างที่สำคัญของเราจากยักษ์ใหญ่ไอทีรายอื่นในตลาด"

งาน ManageEngine UserConf South East Asia 2026 เริ่มต้นขึ้นอย่างคึกคักที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย 6-7 ก.ค. 2026
ManageEngine​ นั้นเป็นหน่วยธุรกิจด้านการบริหารจัดการไอทีองค์กรในเครือ Zoho Corporation ของศรีธา เวมบุ (Sridhar Vembu) มหาเศรษฐีภารตะ บริษัทมีลูกค้าองค์กรระดับเอ็นเตอร์ไพรส์ทั้งหมดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่า 7,500+ ราย ราว 2,000 ราย อยู่ในอินโดนีเซียและสิงคโปร์ มากกว่า 800 รายอยู่ในมาเลเซีย และ 750 รายในฟิลิปปินส์ ขณะที่จำนวนลูกค้าองค์กรในประเทศไทยคือ 700 ราย และมากกว่า 500 รายเป็นลูกค้าองค์กรในประเทศเวียดนาม ซึ่งรวมแล้วบริษัทมีฐานลูกค้าใน 150 ประเทศทั่วโลก สถิติอัตราการเติบโต 25% ต่อปี

***อาเซียนฮอต

ราเจชยืนยันว่า ManageEngine ไม่ทำธุรกิจแบบขายตรงในอาเซียน แต่จะดำเนินงานผ่านระบบนิเวศพันธมิตรทั้งหมดตั้งแต่ปี 2004 โดยพันธมิตรท้องถิ่นจะทำหน้าที่เป็นหน้าตาและตัวแทนในการให้บริการแบบครบวงจร 360 องศา ตั้งแต่การให้คำปรึกษา จัดกิจกรรม ทำการตลาด และการปรับระบบให้เข้ากับท้องถิ่น และเพื่อตอบรับการเติบโต บริษัทได้ตั้งสำนักงานท้องถิ่นขึ้นในสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย ปัจจุบันมีพนักงานของ Zoho Corporation ในอาเซียนรวมกันกว่า 100 คน เพื่อทำความเข้าใจกฎระเบียบและปฏิบัติตามข้อกำหนดเฉพาะของแต่ละประเทศ

ราเจช กาเนซาน (Rajesh Ganesan) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ManageEngine?
แม้คลาวด์จะมาแรง แต่ราเจซย้ำว่าระบบติดตั้งในสำนักงาน (On-Premises) ยังมีความสำคัญอยู่มาก เพราะลูกค้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดีย มากกว่า 50% ยังคงเลือกใช้งานระบบ On-Premises เป็นหลัก เนื่องจากข้อจำกัดด้านกฎระเบียบและข้อบังคับที่เข้มงวดของกลุ่มลูกค้าภาครัฐ ธนาคาร และสาธารณสุข ที่ต้องการรักษาอธิปไตยทางข้อมูล

“ManageEngine เลือกที่จะลงทุนและให้ความสำคัญกับทั้งระบบ On-Premises และ Cloud เท่า ๆ กัน ลูกค้าสามารถเลือกและสลับรูปแบบการใช้งานไปมา ได้อย่างยืดหยุ่นและสะดวกรวดเร็วตามความต้องการโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการยุ่งยาก นอกจากนี้ ระบบ On-Premises ยังช่วยลดความเสี่ยงด้านความต่อเนื่องทางธุรกิจ เพราะแม้ในกรณีที่เกิดข้อผิดพลาดรุนแรงกับผู้พัฒนาเทคโนโลยี ระบบติดตั้งภายในองค์กรก็ยังสามารถเปิดทำงานต่อไปได้”

ล่าสุด ManageEngine กำลังเปลี่ยนโมเดลให้บริษัทเป็นมากกว่าการขายผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์เดี่ยว จากที่บริษัทได้แบ่งพันธมิตรออกเป็น 2 กลุ่มอย่างชัดเจน คือพันธมิตรทางธุรกิจ (Business Partners) ที่เน้นการขายและการสนับสนุนระบบเป็นหลัก และพันธมิตรนักพัฒนา (Partner Developers) ที่มีขีดความสามารถในการปรับแต่ง เขียนโค้ด และสร้างฟังก์ชันเพิ่มเติมให้กับระบบ บริษัทได้เปิดให้พันธมิตรนักพัฒนาเหล่านี้สามารถสร้างส่วนต่อขยาย (Extensions) หรือโซลูชันแบบพร้อมใช้ ขึ้นมาใช้งานบนแพลตฟอร์ม และเผยแพร่เพื่อสร้างรายได้จากลูกค้าทั่วโลกผ่านช่องทาง ManageEngine Marketplace ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อต้นปลาย มิ.ย. 2026 ที่ผ่านมา

ราเจช กาเนซาน (Rajesh Ganesan) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ManageEngine?
ราเจซยอมรับว่าการเปิดระบบให้บุคคลภายนอกพัฒนาต่อยอดอาจทำให้เสี่ยงต่อภัยคุกคามไซเบอร์มากขึ้น แต่ ManageEngine มีระบบควบคุมความปลอดภัยที่เข้มงวด โดยใช้โมเดลในลักษณะเดียวกับ iOS และ Android คือการให้ชุดพัฒนาซอฟต์แวร์ (SDK) และแนวทางปฏิบัติที่รัดกุมแก่นักพัฒนา จากนั้นทุก ๆ แอปพลิเคชันหรือส่วนต่อขยายที่สร้างเสร็จ จะต้องส่งเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณภาพ (Quality Assurance - QA) และตรวจสอบด้านความปลอดภัยจากทีมงานของ ManageEngine โดยตรง ก่อนจะได้รับอนุญาตให้ขึ้นประกาศบน Marketplace

แม้ในช่วงเริ่มต้น ManageEngine จะวางแผนไม่มีการเก็บค่าคอมมิชชันหรือส่วนแบ่งรายได้ใด ๆ จากนักพัฒนาที่เข้าร่วม Marketplace และยืนยันว่านักพัฒนาจะได้รับรายได้เต็มจำนวนตามราคาที่ตั้งไว้ เนื่องจากบริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างและสนับสนุนระบบนิเวศนักพัฒนาให้เติบโตอย่างมั่นคงเป็นอันดับแรก ไม่ได้มองว่าช่องทางนี้เป็นช่องทางหลักในการทำกำไรระยะสั้น แต่ในระยะยาว มีแนวโน้มว่า Marketplace จะช่วยขยายฐานผู้ใช้ ManageEngine ได้ไม่มากก็น้อย

อรุณ กุมาร์ ผู้อำนวยการภูมิภาคของ ManageEngine
สำหรับราคานั้น นักพัฒนาสามารถเสนอราคาได้ตามสมควรตามความซับซ้อนของฟีเจอร์ แต่จะอยู่ภายใต้คำแนะนำและข้อตกลงราคาร่วมกับ ManageEngine เพื่อให้สอดคล้องกับปรัชญาของบริษัทที่เน้นราคาที่สมเหตุสมผลและคุ้มค่า

***ไม่มีแผนใช้ระบบ Token

นายอรุณ กุมาร์ ผู้อำนวยการภูมิภาคของ ManageEngine กล่าวถึงนโยบายและกลยุทธ์รับมือปัญหาค่าบริการโทเคน AI (AI Token Economy) ที่หลายบริษัทต้องพบกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ว่า ManageEngine มีนโยบายไม่เก็บค่าบริการเพิ่มเติมสำหรับการใช้งาน AI และไม่มีแผนใช้ระบบชาร์จค่าบริการตามจำนวนโทเคน (Token-based) เพื่อไม่ให้เป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายด้านไอทีแก่ลูกค้า

“เหตุผลที่บริษัทสามารถทำเช่นนี้ได้เนื่องจาก ManageEngine ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของตัวเองทั้งหมด ตั้งแต่การสร้างและเป็นเจ้าของศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ไปจนถึงการพัฒนาโมเดลปัญญาประดิษฐ์ขนาดเล็กเฉพาะด้าน (Narrow Models) และโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) ขึ้นใช้งานเอง ทำให้ควบคุมต้นทุนได้ดีและรักษาข้อได้เปรียบทางธุรกิจในฐานะบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ได้เป็นอย่างดี”

อรุณ กุมาร์ ผู้อำนวยการภูมิภาคของ ManageEngine
เมื่อถามว่าอะไรคือความเคลื่อนไหวที่โดดเด่นที่สุดของ ManageEngine ในครึ่งปีแรกนี้ อรุณยกให้นวัตกรรม AI อย่างการเปิดตัวระบบ Agentic AI และ Zia Agent Studio นอกจากนี้คือการเปิดตัวซอฟต์แวร์ SIEM พร้อมฟังก์ชัน SOAR ระบบเฝ้าระวังเครือข่ายอัจฉริยะ OP Manager Nexus และการอัปเกรดระบบบริหารจัดการความปลอดภัยปลายทางไปสู่การเป็นแพลตฟอร์ม EDR

ในอนาคต ManageEngine ย่อมประกาศข่าวใหญ่เพิ่มอีก ไม่นับเรื่องการขยายศูนย์ข้อมูลในประเทศสิงคโปร์ซึ่งใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ในเร็ววัน แต่ยังมีเรื่องอื่นที่ไปไกลกว่าซอฟต์แวร์ นั่นคือการลงทุนพัฒนาชิป GPU ซึ่งอรุณทิ้งท้ายว่ายังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้นพัฒนาขั้นแรกเริ่มเท่านั้น จึงยังเร็วเกินไปที่จะเปิดเผยรายละเอียดทางเทคนิคหรือข้อมูลเพิ่มเติมใด ๆ ในขณะนี้.