ต้องบอกว่า”อินดี้”หลายมิติเลยสำหรับ “แมเนจเอนจิ้น” (ManageEngine) บริษัทสัญชาติอินเดียที่ร่อนจดหมายเชิญสื่อมวลชนอาเซียนและตะวันออกกลางกว่า 20 ชีวิตให้เดินทางไปเมืองเจนไน เพื่อสัมผัสความยิ่งใหญ่ของงาน ManageEngine Day 2026 งานนี้จัดขึ้นที่สำนักงานใหญ่บริเวณกลุ่มอาคารบริษัทแม่อย่าง “โซโฮ” (Zoho) ซึ่งเป็นบริษัทของศรีธา เวมบุ (Sridhar Vembu) มหาเศรษฐีภารตะ ผู้นำทีมในการเนรมิตสวัสดิการสุดทึ่งให้พนักงาน และร่วมวางทิศทางบริษัทสำหรับปี 2026 ไว้แบบสวนกระแส
ความอินดี้ของ Zoho และ ManageEngine มีตั้งแต่การทำธุรกิจยาวนาน 30 ปีแบบไม่พึ่งพานายทุน ขณะเดียวกันก็ไม่มีนโยบายขายข้อมูลลูกค้า ในอีกด้านก็ควักกระเป๋าลงเงินสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เอง และยังเลือกเดิมพันกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ “พอดี” กับองค์กร เรียกว่ามีจุดยืนสวนทางกับยุคสมัยที่บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกกำลังเร่งระดมทุน ไล่เข้าตลาดหุ้น และแข่งกันเผาเงินเพื่อทำโมเดล AI ขนาดใหญ่
ManageEngine คือผู้ให้บริการชุดซอฟต์แวร์โซลูชันการจัดการด้านไอทีแบบครบวงจรจาก Zoho Corporation ซึ่งช่วยองค์กรในการดูแล จัดการ และรักษาความปลอดภัยระบบ IT ทั้งหมด ตั้งแต่เครือข่าย, เซิร์ฟเวอร์, แอปพลิเคชัน, อุปกรณ์ปลายทางทั้งคอมพิวเตอร์และมือถือ ไปจนถึงการจัดการข้อมูลผู้ใช้ และการบริการด้าน IT เพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย โดยนับตั้งแต่จุดเริ่มต้นเมื่อปี 2002 ลูกค้าองค์กรกว่า 7,500 รายในอาเซียนใช้บริการ ManageEngine
ManageEngine เป็นหนึ่งในเสาหลักของรายได้บริษัทแม่อย่าง Zoho ซึ่งก่อตั้งปี 1996 (คิดเป็นราว 50%) ปัจจุบันมีพนักงานกว่า 6,000 คน โดย ManageEngine มีลูกค้าที่ใช้งานแพลตฟอร์มกว่า 90,000 ราย ครอบคลุม 190 ประเทศทั่วโลก และมีพันธมิตรตัวแทนจำหน่ายหลายช่องทางมากกว่า 300 รายที่ช่วยให้บริการบริหารจัดการไอทีองค์กร
***ไม่ร่วมทุน ไม่กู้ธนาคาร = อิสระความคิด
ไชเลช คูมาร์ เดวี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Zoho Corporation กล่าวย้ำบนเวทีว่า Zoho เป็นบริษัทเอกชน 100% ไม่เคยรับเงินทุนภายนอกและไม่กู้เงิน ทำให้ไม่ต้องวิ่งตามความคาดหวังรายไตรมาสของผู้ถือหุ้น เรียกว่าสารตั้งต้นของความอินดี้ใน ManageEngine นั้นเริ่มจากคำว่า “อิสระ”
“ในขณะที่บริษัทเทคทั่วโลกวิ่งหาเงินทุน หรือรีบเอาบริษัทเข้าตลาดหุ้นเพื่อปั่นราคา แต่จุดยืนของ Zoho และ ManageEngine คือไม่ โดยตลอด 30 ปีที่ผ่านมา เราเป็นบริษัทเอกชนที่ไม่เคยกู้เงินธนาคาร และไม่เคยรับเงินจากนักลงทุนภายนอกเลย”
บางคนอาจจะถามว่าแล้วดีอย่างไร เรื่องนี้ไชเลชเล่าให้ฟังบนเวทีว่ามีคู่แข่งรายหนึ่งของ Zoho ถูกบริษัทนักลงทุนซื้อกิจการไปเมื่อ 6 เดือนก่อน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ คู่แข่งรายนั้นต้องขึ้นราคาโซลูชันทันที 4 เท่าเพื่อถอนทุนคืนจากลูกค้า ซึ่งในเมื่อ Zoho ไม่ต้องตอบคำถามผู้ถือหุ้น ไม่ต้องปั่นตัวเลขรายไตรมาส บริษัทจึงตรึงราคาเดิมได้ และรอลูกค้าเหล่านั้นย้ายค่ายมาหาเอง
นี่คือปรัชญาที่ไชเลชเรียกว่า Marketing via Engineering คือหากคู่แข่งใช้เงิน 10 บาทในการวิจัยและพัฒนา Zoho จะเลือกใช้ 20 บาท แต่ถ้าคู่แข่งใช้เงิน 60 บาททำการตลาด Zoho จะใช้แค่ 20 บาท เนื่องจากเชื่อว่าสินค้าที่ดีที่สุด คือการตลาดที่ดีที่สุดในตัวมันเอง
อีกความอินดี้คือ ManageEngine จะไม่ผูกติดระบบกับคลาวด์ของเจ้าใหญ่อย่าง AWS หรือ Google โดยจะสร้าง Data Center เองทั้งหมด เหตุที่ต้องเหนื่อยขนาดนี้คือเรื่องความเป็นส่วนตัว โดยไชไลชย้ำว่า “หากยืมจมูกคนอื่นหายใจ นโยบายความเป็นส่วนตัวของเราก็จะขึ้นอยู่กับเขา” ดังนั้นบริษัทจึงมุ่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานเอง มี Data Center 20 แห่งทั่วโลก และยืนยันหนักแน่นว่าจะ ไม่หารายได้จากข้อมูลลูกค้า
เรื่องนี้ไชเลชยกตัวอย่างบนหน้าเว็บไซต์ของ Zoho และ ManageEngine ซึ่งบริษัทได้ถอดโค้ดติดตามของ Google และ Facebook ออกทั้งหมด ยอมแลกกับการเสียข้อมูลการตลาด เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวให้ลูกค้า 100% นี่คือสิ่งที่หายากมากในยุคนี้
และสำหรับใครที่กังวลเรื่องความปลอดภัย ManageEngine มีทีมลับที่ชื่อว่า Red Team หน้าที่ของทีมนี้มีอย่างเดียวคือแฮ็กบริษัทตัวเอง แต่ละคนจะรับบทเป็นแฮ็กเกอร์ พยายามเจาะระบบโครงสร้างพื้นฐานของบริษัททุกวันเพื่อหาช่องโหว่ เรียกว่าซ้อมเจ็บเองดีกว่าให้คนอื่นมาทำเจ็บ
ความอินดี้ของ ManageEngine ยังอยู่ที่ออฟฟิศ ใครคิดว่าสำนักงานของบริษัทเทคจะต้องอยู่ใจกลางเมือง แออัด แต่ Zoho มีแนวคิดกระจายความเจริญสู่ท้องถิ่น บริษัทเลือกย้ายออฟฟิศไปอยู่ชานเมืองหรือเมืองรอง อย่างที่เชนไนแห่งนี้ เพื่อลดความแออัด
ที่นี่เองที่พนักงานจะได้รับสวัสดิการแบบ “ที่สุด” ในแคมปัสจะมีบริการอาหารมังสวิรัติฟรี 8 มื้อต่อวัน ทั้งเช้า สาย เที่ยง บ่าย เย็น ดึก เที่ยงคืน และรุ่งสาง รวมแล้วเสิร์ฟวันละ 35,000 จานเพื่อเติมพลังพนักงานที่ทำงานเป็นกะ โดยวัตถุดิบอย่างผักหรือนมที่เสิร์ฟบางส่วนมาจากฟาร์มของบริษัท ที่มีทีมปลูกเองเลี้ยงเองเพื่อให้พนักงานได้กินของดีมีประโยชน์
ที่นี่ยังมีโรงเรียนและสถานรับเลี้ยงเด็กให้พนักงานพาลูกมาฝากได้ มีคลินิก มีสนามกีฬา เติมโอกาสออกกำลังกายให้พนักงานส่วนใหญ่ที่มีอายุเฉลี่ย 23-24 ปี ซึ่งผู้บริหารบอกว่าหากต้องใช้เวลา 80% ของชีวิตตื่นอยู่ที่ทำงาน ที่ทำงานก็ควรต้องเป็นที่ที่มีความสุข
***AI สวนกระแส
ManageEngine ยังมีแนวทางพัฒนา AI ที่ไม่ตามกระแส ไชเลชย้ำว่า ManageEngine ไม่ได้บ้าจี้สร้างโมเดลภาษาขนาดยักษ์ (LLM) ที่เปลืองพลังงานมหาศาลเหมือนเจ้าอื่น แต่เน้นสร้าง Small Language Models ที่ฉลาดเฉพาะเรื่อง และประหยัดพลังงานกว่า โดยใช้วิธี Fine-tuning โมเดลด้วยข้อมูลลูกค้าแค่ 10% สุดท้าย เพื่อความแม่นยำและความปลอดภัยสูงสุด
ไชเลชมองว่าการจัดการข้อมูลนั้นเหมือนเทศกาลอินเดียที่ชื่อว่า Bhogi (โภคิ) ซึ่งคนอินเดียใต้จะจุดกองไฟในช่วงเช้าตรู่ โดยนำเศษไม้ เฟอร์นิเจอร์เก่า หรือสิ่งของที่ไม่ใช้แล้วมาเผา เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการขจัดพลังงานลบ ความคิดเก่าๆ จุดนี้ไชเลชบอกว่าองค์กรยุคใหม่ต้องทำ Digital Bhogi คือต้องกล้าลบข้อมูลขยะทิ้งไปบ้าง ไม่ใช่เก็บทุกอย่างจนล้นแล้วหาอะไรไม่เจอ
ส่วนอนาคตในอีก 10 ปีข้างหน้า ไชเลชมองว่าสงครามไซเบอร์จะเปลี่ยนไป แฮ็กเกอร์จะใช้ AI ในการโจมตี ดังนั้นกลยุทธ์ของ ManageEngine จึงคือการสร้าง AI ขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับ AI ของผู้ประสงค์ร้ายโดยเฉพาะ
สุชาธา เอส ไอเยอร์ หัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัย AI บริษัท Zoho Corporation กล่าวถึงแผนการพัฒนา AI ของบริษัทว่าอยู่ที่การพัฒนาระบบที่มีขนาดพอดี (Right-sizing) และเป็น Contextual AI หรือ AI ที่ผู้ใช้แทบไม่รู้ตัวว่ากำลังใช้งาน เพราะ AI ได้ฝังอยู่ใน workflow อย่างแนบเนียน
ทั้งหมดนี้บริษัทไม่ตั้งเป้าพัฒนา AGI หรือ Artificial General Intelligence ปัญญาประดิษฐ์ระดับทั่วไปที่มีความฉลาดเทียบเท่าหรือสูงกว่ามนุษย์ในทุกด้าน ซึ่งบริษัทซอฟต์แวร์ตะวันตกวางแผนให้ระบบทำงานที่ไม่ได้ถูกฝึกสอนมาโดยเฉพาะได้
“เราไม่ตั้งเป้า AGI แต่โฟกัสที่ Agentic AI และ Narrow AI สำหรับงานเฉพาะทางในองค์กร เพราะโจทย์องค์กรต้องการความถูกต้อง ความรับผิดชอบ และการกำกับดูแล มากกว่าความรู้ครอบจักรวาล”
AI ของ Zoho นั้นถูกมองเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือโมเดลแมชชีนเลิร์นนิ่งแบบเดิมและเจเนอเรทีฟเอไอ ทั้งคู่ถูกพัฒนาให้เป็น Explainable AI ที่ระบบต้องตอบได้ว่า “ทำไม” จึงเตือน ไม่ใช่เป็นกล่องดำที่มีแต่ปริศนาสีเทาไม่ชัดเจน
ในส่วนโครงสร้าง Zoho ชี้ว่ากำลังพัฒนาแนวทางจาก LLM ไปสู่ Agents (เช่น Zia Agents) เพื่อเชื่อมโลกข้อมูลที่องค์กรจัดโครงสร้างไว้แล้ว เข้ากับความสามารถทางภาษาของโมเดล และมีการพัฒนา Zoho Language Model หลายขนาดเป็นทางเลือก ทำให้ลูกค้าเลือกโมเดลได้หลายรูปแบบ เช่น Bring Your Own Key, ใช้ Open Source ที่โฮสต์ภายใต้ระบบ Zoho หรือใช้โมเดลของ Zoho เอง
*** โตเร็วเพราะน่าเชื่อถือ
ราเจช กาเนซาน (Rajesh Ganesan) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ManageEngine เชื่อว่าจุดแข็งของบริษัทเรื่องความน่าเชื่อถือนั้นไม่ได้เกิดจากคำโฆษณา แต่เกิดจากกระบวนการที่พิสูจน์ซ้ำได้ และเป็นเหตุผลว่าทำไม ManageEngine จึงเติบโตเร็วมากในตลาดที่มีกฎระเบียบเข้มอย่างตะวันออกกลาง
“ManageEngine ซาอุดีอาระเบีย สามารถทำผลประกอบการขึ้นเป็น Top 7 ของบริษัทในช่วง 3 ปี และกว่าจะผ่านการตรวจสอบมาตรฐาน Data Center ก็ต้องแก้เกมจากการไม่ผ่านในครั้งแรก จนผ่านเกณฑ์ได้ระดับสูง”
ราเจซย้ำว่าความสำเร็จในวันนี้พลิกผันจากเดิมที่บริษัทเริ่มจากการขายซอฟต์แวร์จัดการเครือข่ายให้บริษัทโทรคมนาคม แต่หลังจากวิกฤต Dot-com ในปี 2001 ลูกค้าที่หดหายไปเกือบหมด ทำให้ปรับตัวมาทำซอฟต์แวร์จัดการไอทีสำหรับองค์กรทั่วไป ซึ่งปัจจุบัน ManageEngine มองการทำงานยุคใหม่ผ่าน 3 องค์ประกอบ คือ Workforce (พนักงาน), Workplace (ออฟฟิศ/บ้าน), และ Workloads (อุปกรณ์/แอปพลิเคชัน/คลาวด์) โดยเป้าหมายคือทำให้ทั้ง 3 ส่วนนี้ทำงานได้ดีขึ้น ปลอดภัยขึ้น และเร็วขึ้น
สำหรับการขยายตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ราเจซทิ้งท้ายถึงธุรกิจในมาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และไทยว่าจะเน้นให้บริการแบบจับมือทำที่ดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด โดยในอินโดนีเซีย กลุ่มลูกค้าธนาคาร (BFSI) มีการเติบโตสูงเนื่องจากกฎระเบียบคล้ายกับอินเดีย ทำให้บริษัทมีแผนตั้ง Data Center ในอินโดนีเซีย แต่ยังต้องพิจารณาความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและมาตรฐานความเป็นส่วนตัวเสียก่อน
ซึ่งหากถึงเวลา บริษัทเทคอินเดียสุดอินดี้อย่าง ManageEngine จะประกาศให้โลกรู้เอง.


