'ศุภจี' ส่งสัญญาณกระทรวงดีอี ใช้ผลศึกษา ETDA รื้อค่า GP–ค่าธรรมเนียมแฝงแพลตฟอร์ม ลดภาระร้านเล็ก พร้อมวาง OCN เป็นกติกากลางอีคอมเมิร์ซ แทนรัฐสร้างแพลตฟอร์มแข่งเอกชน
เมื่อวันที่ 10 ก.ค.69 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ ถึงปัญหาการปรับขึ้นค่าธรรมเนียม หรือ ค่า GP ของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซว่า รัฐบาลได้มอบหมายให้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ศึกษาโครงสร้างค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มมาเกือบ 2 เดือน เพื่อพิจารณาว่าควรกำหนดรูปแบบการเรียกเก็บอย่างไรจึงจะเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะร้านค้ารายย่อยที่มีอำนาจต่อรองจำกัด
จากการศึกษาพบว่า ภาระต้นทุนของผู้ขายไม่ได้มีเฉพาะค่า GP แต่ยังรวมถึงค่าคอมมิชชัน ค่าเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการขาย และค่าใช้จ่ายเพื่อเพิ่มการมองเห็นสินค้าในระบบ ซึ่งอาจทำให้ร้านค้าที่ไม่เข้าร่วมเงื่อนไขของแพลตฟอร์มเข้าถึงผู้บริโภคได้ยากขึ้น
"ค่า GP เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง เพราะข้างล่างยังมีค่าใช้จ่ายอีกหลายชั้น เช่น หากไม่ให้คอมมิชชันตามเงื่อนไข สินค้าก็อาจไม่มีคนเห็น" นางศุภจีกล่าว
ทั้งนี้ ETDA ยังอยู่ระหว่างเปรียบเทียบแนวทางกำกับแพลตฟอร์มของไทยกับสิงคโปร์และประเทศใกล้เคียง เพื่อนำแนวปฏิบัติที่เหมาะสมมาประกอบการออกแบบมาตรการ ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้เชิญสมาคมและผู้ประกอบการแพลตฟอร์มเข้าหารือ พร้อมขอความร่วมมือให้พิจารณาลดภาระค่าธรรมเนียมในระยะเร่งด่วน
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไทยยังไม่มีกฎหมายที่ให้อำนาจกำกับโครงสร้างค่า GP และค่าบริการของแพลตฟอร์มได้โดยตรง แม้จะเคยมีการยกร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องในรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แต่ยังไม่ได้เข้าสู่วาระการพิจารณา ล่าสุด นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้นำร่างเดิมกลับมาปรับปรุงให้สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจแพลตฟอร์มในปัจจุบัน ก่อนผลักดันเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้ ระหว่างที่กฎหมายเฉพาะยังไม่แล้วเสร็จ รัฐบาลจะใช้กลไกของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เข้ามาตรวจสอบข้อร้องเรียนและพิจารณาว่า เงื่อนไขของแพลตฟอร์มเข้าข่ายการใช้อำนาจเหนือตลาดหรือการกำหนดเงื่อนไขทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ โดยกระทรวงพาณิชย์ได้หารือกับรองเลขาธิการ กขค. หลังพบว่ามีผู้ประกอบการร้องเรียนเรื่องดังกล่าว
สำหรับอำนาจของกระทรวงพาณิชย์ภายใต้กฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ สามารถกำกับเรื่องการประกาศราคา การเปิดเผยค่าบริการ และการป้องกันการเอาเปรียบในบางด้านได้ แต่ยังไม่ครอบคลุมถึงการสั่งกำหนดเพดานค่า GP หรือควบคุมเงื่อนไขทางธุรกิจทั้งหมด เนื่องจากบริการของแพลตฟอร์มมีโครงสร้างซับซ้อนกว่าการขายสินค้าทั่วไป จึงจำเป็นต้องบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงดีอี กระทรวงพาณิชย์ กขค. และหน่วยงานกำกับที่เกี่ยวข้อง
ในระยะยาว นางศุภจีเสนอให้กระทรวงดีอีพิจารณาพัฒนา Open Commerce Network หรือ OCN เป็นโครงสร้างพื้นฐานกลางของระบบอีคอมเมิร์ซ แทนการสร้างมาร์เก็ตเพลสของรัฐขึ้นมาแข่งขันกับแพลตฟอร์มเอกชนโดยตรง เพราะต้องใช้เงินลงทุนสูง ขณะที่ความสำเร็จยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการดึงทั้งผู้ซื้อและผู้ขายเข้าสู่ระบบ
"รัฐไม่ควรนำเงินลงไปสร้างแพลตฟอร์มแข่งกับเอกชน เพราะนอกจากต้องใช้ทุนสูงแล้ว ยังเสี่ยงบิดเบือนการแข่งขัน สิ่งที่ควรทำคือใช้โครงสร้างที่รัฐกำกับได้มาสร้างกติกากลาง" นางศุภจีกล่าว
แนวคิด OCN จะเชื่อมโยงโครงสร้างสำคัญ ได้แก่ ระบบชำระเงิน การขนส่ง การตลาด และมาตรฐานการค้าออนไลน์ โดยอาจนำศักยภาพของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงดีอี เข้ามาสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ พร้อมเปิดให้ผู้ให้บริการหลายรายเชื่อมต่อกับระบบภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน
นอกจากนี้ ระบบชำระเงินอาจถูกนำมาใช้เป็นหนึ่งในกลไกสร้างมาตรฐานให้แพลตฟอร์มที่ต้องการเชื่อมต่อกับโครงสร้างกลางต้องปฏิบัติตามกติกา เช่น เปิดเผยค่าธรรมเนียมอย่างโปร่งใส ไม่กำหนดเงื่อนไขที่เอาเปรียบผู้ขาย และอาจมีเพดานค่าบริการที่เหมาะสม ทั้งนี้ ขอบเขตการกำกับจะต้องสอดคล้องกับกฎหมายใหม่และอำนาจของหน่วยงานด้านระบบชำระเงินด้วย
"หากต้องการใช้โครงสร้างพื้นฐานที่รัฐมีความแข็งแรง ไม่ว่าจะเป็นการชำระเงินหรือการขนส่ง ก็ต้องอยู่ภายใต้กติกาที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย" นางศุภจีกล่าว
อย่างไรก็ตาม นางศุภจีกล่าวว่า OCN ยังเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่จัดทำขึ้นจากผลการศึกษาของ ETDA และส่งให้กระทรวงดีอีพิจารณา ยังไม่ใช่โครงการที่ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการแล้ว โดยต้องศึกษาทั้งด้านกฎหมาย การแข่งขัน การลงทุน และความเป็นไปได้ทางเทคนิคเพิ่มเติม
สำหรับกรณีที่มีข้อสังเกตต่อโครงการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยมูลค่า 500 ล้านบาทของ Shopee ซึ่งเกิดขึ้นใกล้เคียงกับการประกาศปรับค่าธรรมเนียมนั้น นางศุภจีกล่าวว่า ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าบริษัทมีเจตนาทำให้รัฐบาลเข้าใจผิดหรือไม่ แต่เมื่อเทียบกับขนาดธุรกิจและเงินลงทุนของแพลตฟอร์มรายใหญ่ เงินสนับสนุนดังกล่าวอาจมีสัดส่วนไม่มากนัก
"แพลตฟอร์มรายใหญ่หลายรายลงทุนในไทยรวมกว่า 200,000 ล้านบาทตลอดช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา จึงอาจอยู่ในช่วงที่ต้องการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน แต่รัฐไม่สามารถปล่อยให้การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมกระทบผู้ประกอบการอย่างไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ขายต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้บางส่วนถูกนำกลับไปใช้เป็นส่วนลดเพื่อแข่งขันดึงผู้บริโภค" นางศุภจีกล่าว


