อินสตาแกรมประเทศไทย (Instagram Thailand) เผยยุทธศาสตร์วางวิดีโอสั้นหรือ Reels เป็นเป้าหมายหลักของแพลตฟอร์มปีนี้ กางแผนผลักดันวิดีโอสั้นโตรอบด้านหลายมิติ ปักธงชนคู่แข่งวิดีโอสั้นทุกเจ้าด้วยการดันครีเอเตอร์ไทยทำนายหน้าหรือ Affiliate Commerce เตรียมเปิดทางครีเอเตอร์ไทยและแบรนด์สามารถติดป้ายสินค้าบนวิดีโอ Reels ให้ผู้ชมคลิกซื้อบนร้านช้อปปี้ (Shopee) ได้ไร้รอยต่อ
นางสาวแพร ดำรงค์มงคลกุล Country Director ประจำ Facebook ประเทศไทย จาก Meta กล่าวว่าวิดีโอสั้นหรือ Reels ได้กลายเป็นรูปแบบคอนเทนต์ที่ทรงพลังที่สุด โดยระยะเวลาการรับชม Reels บนแพลตฟอร์มเติบโตพุ่งสูงถึง 30% ในปีที่ผ่านมา และที่น่าตื่นเต้นคือ Reels ได้ทลายกำแพงเจเนอเรชันไปเป็นที่เรียบร้อย เพราะปัจจุบันได้รับความนิยมและเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลักในทุกกลุ่มวัย โดยการสร้างรายได้ของวิดีโอสั้นบน Instagram กำลังจะเข้าสู่ยุคทองด้วยการมาถึงของโปรแกรม "Affiliate Commerce" ที่จับมือกับ Shopee ซึ่งเตรียมจะเปิดตัวในประเทศไทยเร็วๆ นี้
"โปรแกรมนี้จะเปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์ติด Product Tag สินค้าลงในโพสต์ Reels หรือ Story ของตัวเอง เมื่อผู้ชมสนใจก็สามารถกดคลิกที่แท็ก และระบบจะพาข้ามไปชำระเงินที่แอป Shopee ได้ทันทีอย่างไร้รอยต่อ ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากฐานครีเอเตอร์กว่า 5 ล้านคนที่ใช้ระบบนี้สร้างรายได้มาแล้วบน Facebook"
แพรย้ำว่าระยะเวลาการรับชม Reels บนแพลตฟอร์ม Instagram นั้นเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 30% ในปีที่ผ่านมา โดย Reels มีการเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลักในทุกกลุ่มเจเนอเรชัน ไม่ได้จำกัดความนิยมอยู่แค่ในกลุ่ม Gen Z เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง Gen X และ Baby Boomer ด้วย
นอกจากนี้ การที่ผู้คนในยุคปัจจุบันมีสมาธิสั้นลง การบริโภคเนื้อหาจึงเปลี่ยนมาเป็นรูปแบบวิดีโอสั้นมากขึ้น ซึ่งทาง Instagram พบว่าครีเอเตอร์ชาวไทยมีความโดดเด่นในการเล่าเรื่องและสร้างบริบท (Context) โดยสามารถนำเนื้อหาที่พูดจบได้ใน 15 วินาที มาขยายความให้น่าติดตามเป็นวิดีโอความยาว 3 นาทีได้ แพลตฟอร์มจึงมุ่งพัฒนาฟีเจอร์เพื่อรองรับพฤติกรรมการสร้างเนื้อหาเชิงลึกเหล่านี้
นางสาวเรวี ซิลวิเนีย Director of Global Partnerships ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตลาดเกิดใหม่จาก Meta กล่าวว่า Reels ถือเป็นฟีเจอร์ที่ทรงพลังที่สุดในการช่วยให้บัญชีต่างๆ สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่ยังไม่ได้กดติดตาม (Non-followers) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยชี้ว่าอัลกอริทึมของวิดีโอสั้นจะให้ความสำคัญกับยอดการมีส่วนร่วม (Engagement) และความน่าสนใจของเนื้อหา มากกว่าจำนวนผู้ติดตาม ทำให้แม้แต่ครีเอเตอร์หน้าใหม่ก็สามารถทำยอดวิวทะลุ 2-3 ล้านวิวได้จาก Reels เพียงคลิปเดียว
"ปัจจุบัน 85% ของเนื้อหาที่ถูกส่งหากันบน Instagram คือคลิป Reels ผ่านทางช่องแชท Direct Message (DM) คนไทยยุคนี้เลิกพิมพ์คำว่า "คิดถึง" หรือ "ห่วงใย" แต่เปลี่ยนมาใช้วิธีส่งคลิปวิดีโอตลกๆ มีม หรือคลิปสูตรอาหารไปให้เพื่อนและครอบครัวแทน ซึ่งพฤติกรรมนี้ถือเป็นสัญญาณการมีส่วนร่วมที่แข็งแกร่งที่สุดในปัจจุบัน"
แนวคิดเหล่านี้ทำให้ Instagram มุ่งพัฒนาฟีเจอร์และเครื่องมือเพื่อสนับสนุนวิดีโอสั้นโดยเฉพาะ ได้แก่ ฟีเจอร์ Trial Reels ที่เปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์ ทดลองโพสต์คลิปวิดีโอสั้นเพื่อทดสอบการตอบรับจากอัลกอริทึมก่อน โดยคลิปทดลองนี้จะไม่ไปแสดงบนหน้าฟีดของผู้ติดตามเดิม หากผลตอบรับดีจึงค่อยตัดสินใจกดเผยแพร่ (Publish) ทำให้ครีเอเตอร์ลดความกดดันและกล้าทดลองคอนเทนต์แนวใหม่มากขึ้น
นอกจากนี้ยังมีแอปพลิเคชัน Edit ที่ Instagram ได้สร้างแอปพลิเคชัน Standalone ฟรีที่ไม่มีลายน้ำ เพื่อให้ตัดต่อวิดีโอสั้นได้ง่ายและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีฟีเจอร์ครบครัน เช่น การใส่เสียงหลายแทร็ก และการใส่คำบรรยายอัตโนมัติ (Caption) ซึ่งขณะนี้มียอดดาวน์โหลดพุ่งทะลุ 7 ล้านครั้งทั่วโลก
อีกส่วนคือระบบแปลภาษา Meta AI Translation ซึ่งเป็นเครื่องมือแปลภาษาอัตโนมัติในวิดีโอ Reels ที่สามารถแปลได้ทั้งคำบรรยาย และแปลเสียงพูด (Voice Translation) ในวิดีโอให้เป็นภาษาท้องถิ่นของผู้ชมปลายทางได้ (เช่น ญี่ปุ่น หรือโปรตุเกส) ซึ่งช่วยให้คอนเทนต์เข้าถึงผู้ชมระดับโลกได้ง่ายขึ้น
***ผสานวิดีโอสั้นเข้ากับธุรกิจ เปิดช่องปั้มรายได้
สำหรับการประกาศว่าเร็วๆ นี้ Instagram Thailand จะเปิดตัวโปรแกรม Affiliate Commerce ที่ครีเอเตอร์และแบรนด์สามารถนำ Product Tag ของสินค้ามาติดไว้บนวิดีโอ Reels ได้เลย เพื่อให้ผู้ชมคลิกแท็กแล้วเข้าไปทำรายการสั่งซื้อบน Shopee ได้อย่างไร้รอยต่อนั้นถือเป็นการย้ำวิสัยทัศน์ในเชิงธุรกิจ โดยที่ผ่านมา แพลตฟอร์มได้เดินหน้าสู่สมรภูมิอีคอมเมิร์ซอย่างเต็มรูปแบบด้วยโปรแกรม Partnership Ads ที่เติบโตถึง 2 เท่า แตะระดับ 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐเรียบร้อย
ปัจจุบัน Instagram มองว่าตัวเองไม่ใช่เพียงแอปพลิเคชันสำหรับแชร์รูปภาพอีกต่อไป แต่ได้ก้าวขึ้นเป็น "The Now Big Thing" หรือแพลตฟอร์มที่ทรงอิทธิพลระดับโลกด้วยยอดผู้ใช้งานรายวันกว่า 500 ล้านคน และผู้ใช้งานรายเดือนทะลุ 3,000 ล้านคน
ในประเทศไทยซึ่งถือเป็นตลาดที่มีความโดดเด่น พบว่ากว่า 65% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมีการเข้าใช้งาน Instagram เป็นประจำทุกเดือน โดยจุดที่น่าจับตามองคือกลุ่ม "IG Loyal Consumers" ที่มีสัดส่วนถึง 24-28% ซึ่งใช้งานเฉพาะแพลตฟอร์มนี้เพียงอย่างเดียว ไม่ปันใจให้แอปพลิเคชันอื่น
ประเทศไทยยังถูกมองเป็นประเทศที่มีความพิเศษด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคแบบ "Multi-app behavior" อย่างชัดเจน โดย 60% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมีการใช้งานทั้ง Facebook และ Instagram ควบคู่กันไป ในอีกด้าน Instagram ไม่ได้ถูกผูกขาดโดยกลุ่มวัยรุ่นหรือ Gen Z ที่มีสัดส่วน 80% อีกต่อไป เพราะมากกว่า 50% ของผู้บริโภคกลุ่ม Millennials, Gen X และ Baby Boomer ได้ตบเท้าเข้ามาใช้งานแพลตฟอร์มอย่างเต็มรูปแบบแล้ว
แม้การเติบโตจะก้าวกระโดด แต่แพลตฟอร์มยังคงให้ความสำคัญกับความปลอดภัย โดยเฉพาะปัญหาบัญชีถูกระงับ (Account Suspension) ที่หลายคนกังวล ผู้บริหารได้ชี้แจงว่าปัญหาดังกล่าวอาจเกิดจากการละเมิดแนวทางปฏิบัติของชุมชน หรือระบบตรวจพบการผูกบัญชีเข้ากับบัญชีวัยรุ่น (Teen Account) ซึ่งระบบจะมีความอ่อนไหวต่อเนื้อหาเป็นพิเศษ โดยครีเอเตอร์สามารถเช็คการแจ้งเตือนเพื่อยื่นเรื่องอุทธรณ์ได้
สรุปแล้ว แม้ Meta จะไม่มีการกล่าวถึงชื่อคู่แข่งอย่าง TikTok แต่ทุกสิ่งที่ Instagram ประกาศออกมานั้นสะท้อนถึงทิศทางและกลยุทธ์ที่แพลตฟอร์มจะมุ่งเสริมความแข็งแกร่งและดึงดูดผู้ใช้งานในระยะยาว ตั้งแต่การผสานวิดีโอสั้นเข้ากับการสื่อสารส่วนตัว เพราะ Instagram ไม่ได้มองวิดีโอสั้นเป็นเพียงสื่อบันเทิง แต่เป็นเครื่องมือในการเชื่อมความสัมพันธ์ เห็นได้ชัดจากการอ้างถึงพฤติกรรมการส่งคลิปวิดีโอหากันเพื่อแสดงความห่วงใย รวมถึงความสามารถในการเจาะกลุ่มผู้ชมใหม่ และการสร้างระบบนิเวศเพื่อสร้างรายได้ ซึ่งขีดเส้นใต้ได้ว่า Instagram จะเน้นดึงดูดครีเอเตอร์ในระยะยาวด้วยการให้เครื่องมือหารายได้ที่ครบวงจร รวมถึงนวัตกรรม AI และเครื่องมือตัดต่อเพื่อสนับสนุนครีเอเตอร์อย่างเต็มที่ต่อไป.


