xs
xsm
sm
md
lg

'กขค.' ย้ำประกาศคุมช้อปออนไลน์มีผลแล้ว ห้ามแพลตฟอร์มล็อกขนส่งรายเดียว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



'กขค.' ย้ำประกาศคุมแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซมีผลแล้ว บังคับเปิดทางเลือกผู้ให้บริการขนส่ง สกัดล็อกระบบเอื้อรายเดียว ฝ่าฝืนเสี่ยงโทษอาญา แต่ผู้ค้ายังสะท้อนเลือกไม่ได้จริง หวั่นกติกาใหม่ไร้แรงในทางปฏิบัติ

คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เดินหน้าบังคับใช้กฎเกณฑ์ใหม่คุมธุรกิจอีคอมเมิร์ซเต็มรูปแบบ หลังประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เรื่อง แนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมและการกระทำอันเป็นการผูกขาดหรือลดการแข่งขัน หรือจำกัดการแข่งขันในการประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มหลายด้าน (Multi-sided Platform) ประเภทธุรกิจบริการดิจิทัลแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าหรือบริการ (E-Commerce) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค.69 โดยย้ำชัดให้ผู้ประกอบการแพลตฟอร์มเร่งปรับระบบ เปิดทางให้ผู้ขาย-ผู้ใช้บริการ สามารถเลือกผู้ให้บริการขนส่งได้อย่างแท้จริง ห้ามกำหนดตัวเลือกฝ่ายเดียวเช่นที่ผ่านมา

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ วงศ์สินศิริกุล เลขาธิการคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เปิดเผยว่า หัวใจของประกาศฉบับนี้อยู่ที่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างการแข่งขัน โดยเฉพาะพฤติกรรมของแพลตฟอร์มที่มีแนวโน้มล็อกระบบขนส่งไว้กับผู้ให้บริการของตนเองหรือพันธมิตรเพียงไม่กี่ราย ซึ่งส่งผลให้ผู้ขายเสียโอกาสในการบริหารต้นทุนและคุณภาพบริการ

ทั้งนี้ แนวปฏิบัติใหม่กำหนดชัดว่า แพลตฟอร์มต้องไม่บังคับใช้บริการขนส่งรายใดรายหนึ่งโดยผู้ขายไม่มีสิทธิเลือก หากระบบยังคงแสดงเพียงตัวเลือกแบบ Standard Delivery โดยไม่เปิดเผยผู้ให้บริการ หรือไม่เปิดให้ร้านค้าเลือกบริษัทขนส่งเอง ย่อมไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของประกาศ เพราะหลักสำคัญคือ ต้องมีทางเลือก และต้องไม่บังคับ

อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติเริ่มสะท้อนช่องว่างระหว่างกติกากับการบังคับใช้เมื่อผู้ค้าบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่หลายรายให้ข้อมูลตรงกันว่า แม้ประกาศจะมีผลแล้ว แต่ระบบของแพลตฟอร์มยังไม่เปิดให้เลือกผู้ให้บริการขนส่งได้จริง ยังคงเป็นการกำหนดตัวเลือกเพียงรายเดียวจากฝั่งแพลตฟอร์ม ส่งผลให้ผู้ค้าจำนวนมากยังไม่สามารถใช้สิทธิที่ควรได้รับตามกฎใหม่ได้

โดยเสียงสะท้อนดังกล่าวสะท้อนความกังวลว่า หากไม่มีการกำกับดูแลอย่างจริงจัง ประกาศฉบับนี้อาจไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมตลาดได้ตามเป้าหมาย และเสี่ยงถูกมองว่าเป็นเพียง "เสือกระดาษ" ในสายตาผู้ประกอบการ

ด้านการบังคับใช้ กขค. เปิดช่องให้ผู้เสียหายหรือผู้พบเห็นพฤติกรรมที่อาจขัดต่อหลักเกณฑ์ สามารถร้องเรียนต่อสำนักงานได้ โดยควรมีหลักฐานประกอบ เช่น ภาพหน้าจอ หรือข้อมูลเชิงระบบ เพื่อใช้ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่ง กขค. ย้ำว่า ประเด็นนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิคของแพลตฟอร์ม แต่เป็นหัวใจของการแข่งขันที่เป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล

สำหรับบทลงโทษ ประกาศดังกล่าวเชื่อมโยงกับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 หลายมาตรา ได้แก่ มาตรา 50, 54, 55, 57 และ 58 ซึ่งเป็นกฎหมายแม่ในการพิจารณาความผิด

กรณีที่ความเสียหายเกิดกับ "ผู้ขาย" บนแพลตฟอร์ม และพบว่าแพลตฟอร์มมีอำนาจเหนือตลาด อาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 50 ซึ่งเป็นโทษทางอาญา มีโทษปรับไม่เกิน 10% ของรายได้ในปีที่กระทำความผิด และจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยโทษจำคุกสามารถเปรียบเทียบปรับได้ตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด

ขณะที่ หากผู้เสียหายเป็น "ผู้ให้บริการโลจิสติกส์" ที่ไม่ได้รับโอกาสเข้าสู่ระบบของแพลตฟอร์ม อาจถูกพิจารณาในมิติของตลาดขนส่ง และเข้าข่ายมาตรา 57 ซึ่งเป็นโทษทางปกครอง ปรับไม่เกิน 10% ของรายได้ แต่ไม่มีโทษจำคุก เว้นแต่พบว่ามีอำนาจเหนือตลาด ก็อาจถูกยกระดับไปอยู่ในกรอบมาตรา 50 ได้เช่นกัน

ทั้งนี้ เชิงนโยบาย กขค. มองว่า ผู้ขายบนแพลตฟอร์มไม่ได้ต้องการทำกำไรจากบริการขนส่ง แต่ต้องการคุณภาพและความรับผิดชอบของการจัดส่งสินค้า ทั้งความตรงเวลา สภาพสินค้า และการแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดความเสียหาย ดังนั้น สิทธิในการเลือกผู้ให้บริการจึงเป็นกลไกสำคัญในการบริหารธุรกิจของร้านค้า ไม่ควรถูกจำกัดโดยแพลตฟอร์ม

ขณะเดียวกัน กติกาใหม่นี้ยังมีเป้าหมายเปิดการแข่งขันในตลาดโลจิสติกส์ให้กว้างขึ้น เปิดทางให้ผู้ให้บริการรายใหม่ โดยเฉพาะผู้ประกอบการท้องถิ่นหรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะพื้นที่ เข้าสู่ระบบแพลตฟอร์มได้มากขึ้น ส่งผลให้การแข่งขันขยับจากการปิดกั้น ไปสู่การแข่งขันด้านคุณภาพ

อย่างไรก็ตาม การจัดสรรปริมาณงานให้ผู้ให้บริการขนส่งแต่ละรายยังสามารถทำได้ หากมีเหตุผลรองรับอย่างเป็นธรรม เช่น ประสิทธิภาพการจัดส่ง อัตราความเสียหาย หรือคุณภาพบริการ ไม่ใช่การเลือกปฏิบัติโดยไม่มีหลักเกณฑ์

สำหรับกรณีผู้ประกอบการขนส่งหลายรายปรับขึ้นค่าบริการพร้อมกันชั่วคราวชิ้นละ 3 บาทนั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ ระบุว่า สำนักงานสามารถตรวจสอบได้ในมิติการแข่งขันว่าเข้าข่ายการสมคบกันหรือฮั้วราคาหรือไม่ แม้ในทางปฏิบัติการพิสูจน์เรื่องดังกล่าวจะทำได้ยากก็ตาม อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาที่ต้นทุนน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น การขึ้นราคาก็อาจมีเหตุผลรองรับได้ หากผู้ประกอบการดำเนินการตามขั้นตอนและแจ้งล่วงหน้าอย่างเหมาะสม แต่กรณีที่ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงเป็นผู้บริโภค เรื่องดังกล่าวก็อาจเกี่ยวข้องกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) มากกว่า ส่วนบทบาทของ กขค. จะเน้นตรวจสอบเฉพาะมิติของการแข่งขันที่เป็นธรรมเป็นสำคัญ

ด้าน ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า หลังไปรษณีย์ไทยประกาศปรับขึ้นค่าบริการส่งพัสดุชั่วคราวชิ้นละ 3 บาท ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 16 เม.ย.69 บริษัทยังติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด แต่ยังไม่สามารถระบุได้ในขณะนี้ว่าจะมีการปรับขึ้นราคาเพิ่มเติมอีกหรือไม่ หากต้นทุนพลังงานยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ทั้งนี้ ไปรษณีย์ไทยยอมรับว่าได้แบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมาเป็นระยะหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์สงคราม อย่างไรก็ตาม บริษัทพยายามบริหารจัดการต้นทุนในด้านอื่นควบคู่กันไป เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนและไม่ให้ผู้ใช้บริการต้องรับภาระมากเกินจำเป็น

"การพิจารณาปรับขึ้นค่าบริการจะต้องหารือร่วมกับภาครัฐ ติดตามต้นทุนอย่างต่อเนื่อง และประเมินมาตรการภายในองค์กรอย่างรอบด้าน ขณะเดียวกัน ยังมีการหารือกับภาคเอกชนด้วย เพื่อประเมินผลกระทบในภาพรวมของธุรกิจขนส่งพัสดุด้วย" ดร.ดนันท์ กล่าว

ส่วนประกาศแนวทางกำกับแพลตฟอร์มแบบหลายด้าน (Multi-sided Platform) ดังกล่าว ดร.ดนันท์ยอมรับว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นผลในทางปฏิบัติชัดเจน เชื่อว่าต้องอาศัยเวลาอีกสักระยะ โจทย์สำคัญคือการผลักดันให้เกิดการบังคับใช้จริง เพื่อให้การแข่งขันในระบบแพลตฟอร์มเป็นธรรมมากขึ้นอย่างแท้จริง

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ธุรกิจขนส่งพัสดุไทยกำลังเผชิญแรงกดดันพร้อมกันทั้งจากต้นทุนพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง และโจทย์การเปิดการแข่งขันบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ซึ่งแม้มีกติกาใหม่เริ่มบังคับใช้แล้ว แต่ยังต้องพิสูจน์ว่าจะเกิดผลจริงในทางปฏิบัติหรือไม่ โดยเฉพาะการเปิดสิทธิให้ผู้ค้าและผู้ให้บริการขนส่งมีทางเลือกอย่างแท้จริง อันจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่ากฎหมายฉบับนี้จะเปลี่ยนโครงสร้างตลาดไปสู่ความเป็นธรรมได้จริง หรือจะหยุดอยู่เพียงในระดับหลักการ