เสียวหมี่ (Xiaomi) มีจุดเริ่มต้นจากแบรนด์สมาร์ทโฟนที่โดดเด่นด้านความคุ้มค่า แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ค่อยๆ เปลี่ยนสถานะจากผู้เล่นในตลาดอิเล็กทรอนิกส์ สู่บริษัทเทคโนโลยีเชิงอุตสาหกรรมที่ลงทุนหนักในซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ โรงงาน และระบบการผลิต แทนการพึ่งพาผู้ผลิตภายนอกเหมือนในอดีต
ปรัชญา "นวัตกรรมเพื่อทุกคน" ของ Xiaomi จึงไม่ได้สะท้อนผ่านราคาสินค้าเพียงอย่างเดียว หากยังหมายถึงการตัดสินใจควบคุมโครงสร้างการผลิตทั้งระบบ แม้ต้องแลกกับต้นทุนที่สูงขึ้นและความเสี่ยงในระยะสั้น แต่ Xiaomi เลือกเดินบนเส้นทางที่ยากกว่า เพื่อวางรากฐานระยะยาวของธุรกิจ
ทิศทางดังกล่าวเริ่มปรากฏชัดในงบการเงินไตรมาส 3 ปี 2025 เมื่อ Xiaomi มี รายได้รวม 1.131 แสนล้านหยวน เติบโต 22.3% จากปีก่อนหน้า และเป็นไตรมาสที่ 4 ติดต่อกันที่รายได้ทะลุ 1 แสนล้านหยวน ขณะที่ กำไรสุทธิที่ปรับปรุงแล้วเพิ่มขึ้นถึง 80.9% ทำสถิติสูงสุดใหม่
ในเชิงตลาด Xiaomi ครองส่วนแบ่งราว 14% ของตลาดสมาร์ทโฟนโลก และติดอันดับ Top 3 ต่อเนื่องกว่า 20 ไตรมาส โดยเฉพาะในอาเซียนที่มีส่วนแบ่งเฉลี่ย 17% พร้อมบทบาทกลุ่มผู้นำในหลายประเทศ ทั้งมาเลเซีย ไทย เวียดนาม และฟิลิปปินส์
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้เกิดขึ้นบนฐานการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ งบวิจัยและพัฒนากว่า 23.5 พันล้านหยวนในช่วง 9 เดือนแรกของปี ซึ่งตอกย้ำว่า Xiaomi ไม่ได้เลือกเติบโตด้วยทางลัด แต่กำลังสร้างโครงสร้างธุรกิจใหม่ด้วยตัวเอง
◉ ผลิตรถอีวี 76 วินาทีต่อคัน
การเข้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของ Xiaomi ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่สุดของบริษัท ตัวเลขการผลิตเฉลี่ย 76 วินาทีต่อคัน อาจถูกมองว่าเป็นเพียงสถิติด้านความเร็วเชิงอุตสาหกรรม แต่สำหรับ Xiaomi นี่คือกลไกหลักที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับสิ่งที่ดูเหมือนตรงกันข้าม นั่นคือ "ความแตกต่างเฉพาะตัวของผู้ใช้"
โรงงานรถยนต์ไฟฟ้าในเขตเศรษฐกิจและเทคโนโลยีปักกิ่ง ถูกเนรมิตขึ้นบน พื้นที่รวมกว่า 718,000 ตารางเมตร โดยมีพื้นที่อาคารโรงงานประมาณ 396,000 ตารางเมตร และออกแบบให้รวมกระบวนการผลิต การวิจัย และการทดสอบไว้ในที่เดียวกัน เมื่อเดินเครื่องเต็มกำลัง สามารถผลิตรถยนต์ Xiaomi SU7 ได้สูงสุด 40 คันต่อชั่วโมง ด้วยระบบอัตโนมัติที่ใช้หุ่นยนต์กว่า 700 ตัว ควบคู่กับเครื่องหล่อขนาด 9,100 ตัน ซึ่งหลอมรวมชิ้นส่วน 72 ชิ้นให้เหลือเพียงชิ้นเดียว และลดจำนวนจุดเชื่อมลงราว 840 จุด
โครงสร้างดังกล่าวไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อความเร็วหรือความแข็งแรงเพียงอย่างเดียว หากยังเปิดพื้นที่ให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งรถยนต์ให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ใส่รายละเอียดตามรสนิยมส่วนบุคคลลงไปในรถแต่ละคัน โดยไม่ส่งผลต่อต้นทุนและจังหวะการผลิตโดยรวม
แนวคิดเดียวกันนี้ถูกถ่ายทอดไปยังพื้นที่โชว์รูม ซึ่ง Xiaomi ออกแบบให้เป็นพื้นที่แสดงและเลือกปรับแต่งรถยนต์มากกว่าสถานที่จำหน่ายทั่วไป ตั้งแต่โลโก้พิเศษที่ผสานตัวอักษร M เข้ากับสัญลักษณ์ Mobius Strip ไปจนถึงผนังแสดงตัวอย่างสีรถกว่า 100 เฉด ที่เปิดให้ผู้ใช้เลือกสีตัวถังได้ตามความต้องการ โดยภายในเวลาเพียงปีครึ่ง Xiaomi ได้เปิดตัวสีใหม่มากกว่า 20 สี ซึ่งสีม่วงที่ได้แรงบันดาลใจจากอเมทิสต์แห่งอุรุกวัย เป็นหนึ่งในสีที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากบริการปรับแต่งของลูกค้า
รายละเอียดภายในรถ ตั้งแต่พวงมาลัยหลายรูปแบบ เข็มขัดนิรภัยสีพิเศษ วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์แท้ระดับ 3K ไปจนถึงฝากระโปรงคาร์บอนไฟเบอร์ของ SU7 Ultra ถูกออกแบบมาให้เลือกปรับแต่งได้โดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพหลัก ขณะที่เทคโนโลยีการพ่นสีแบบผง ซึ่งเพิ่มต้นทุนเพียงราว 1,500 หยวน แต่ให้คุณภาพสูงกว่างานพ่นแบบดั้งเดิม เป็นอีกตัวอย่างของการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยรักษาสมดุลระหว่างคุณภาพและความคุ้มค่า
ที่สำคัญ รถยนต์ทุกคันต้องผ่านการทดสอบจริงบนสนามระยะทาง 2.5 กิโลเมตรก่อนส่งมอบ พร้อมระบบควบคุมคุณภาพด้วย AI ที่มีความแม่นยำกว่า 99.9% ทำให้ Xiaomi สามารถเดินเกม "ผลิตเร็ว แต่ไม่เหมือนกัน" ได้จริง
ภายในระยะเวลาเพียง 20 เดือน Xiaomi ส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าไปแล้วกว่า 500,000 คัน และในไตรมาส 3 ของปี 2025 แผนกรถยนต์เริ่มทำกำไรจากการดำเนินงานรายไตรมาสได้เป็นครั้งแรกที่ระดับ 700 ล้านหยวน และมีโอกาสที่จะขยายมาทำตลาดในอาเซียนด้วย
◉ สมาร์ทโฟน 6 วินาทีต่อเครื่อง
แม้จะรุกเข้าสู่ธุรกิจใหม่ แต่สมาร์ทโฟนยังคงเป็นฐานรายได้หลักของ Xiaomi โรงงานในกรุงปักกิ่งมีกำลังการผลิตราว 10 ล้านเครื่องต่อปี และสามารถ ผลิตได้เฉลี่ยหนึ่งเครื่องทุก 6 วินาที ด้วยระบบอัตโนมัติในแทบทุกขั้นตอน
กว่า 96.8% ของชิ้นส่วนมือถือถูกพัฒนาขึ้นภายใน ขณะที่ ซอฟต์แวร์ควบคุมการผลิต 100% เป็นกรรมสิทธิ์ของ Xiaomi ซึ่งขับเคลื่อนด้วย Xiaomi Hyper Intelligent Manufacturing Platform (IMP) ทำหน้าที่ตรวจสอบและควบคุมกระบวนการผลิตทั้งหมดแบบอัตโนมัติ ครอบคลุมทั้งประสิทธิภาพการทำงาน คุณภาพสินค้า การแจ้งเตือนความผิดปกติแบบเรียลไทม์ ตลอดจนการบริหารจัดการวัตถุดิบคงคลังอย่างแม่นยำ ช่วยให้สายการผลิตเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง รองรับการผลิตในปริมาณมาก และรักษามาตรฐานคุณภาพสินค้าให้สม่ำเสมอ
ผลลัพธ์ คือ ไตรมาส 3 Xiaomi มีรายได้จากธุรกิจสมาร์ทโฟนราว 4.6 หมื่นล้านหยวน และยอดจัดส่ง 43.3 ล้านเครื่อง ซึ่งยังทำหน้าที่เป็นเสาหลักทางการเงินของบริษัท ท่ามกลางตลาดสมาร์ทโฟนโลกที่การแข่งขันรุนแรงและการเติบโตเริ่มจำกัด โดยในปี 2025 Xiaomi คาดว่าจะมียอดจัดส่งสมาร์ทโฟนราว 170 ล้านเครื่อง
◉ ห้องแล็บ 730 แห่ง ควบคุมมาตรฐานระดับโลก
หากโรงงานคือพื้นที่ผลิต ห้องปฏิบัติการ (Laboratory) คือ ‘พื้นที่พิสูจน์คุณภาพ’ Xiaomi เริ่มสร้างเครือข่ายห้องปฏิบัติการตั้งแต่ปี 2016 ปัจจุบันมีมากกว่า 730 แห่งใน 11 เมือง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 40,000 ตารางเมตร โดยเฉพาะในปักกิ่งมีห้องปฏิบัติการมากกว่า 140 แห่ง
การทดสอบครอบคลุมตั้งแต่สัญญาณ กล้อง แบตเตอรี ไปจนถึงการตกกระแทก และการใช้งานต่อเนื่องหลายหมื่นชั่วโมง พร้อม กำหนดมาตรฐานที่เข้มกว่าข้อกำหนดอุตสาหกรรม เช่น ค่า SAR ที่ต่ำกว่ามาตรฐานสากล และการทดสอบการพับหน้าจอมากถึง 200,000 ครั้งก่อนวางจำหน่าย
ห้องปฏิบัติการเหล่านี้ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์รับรองมาตรฐานระดับโลก ได้รับการรับรองจากหน่วยงานอย่าง CNAS และ GCF รวมถึงการทำงานร่วมกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมอย่าง Qualcomm และ Samsung ทำให้คุณภาพสินค้าของ Xiaomi ไม่ได้อาศัยคำโฆษณา แต่ผ่านการตรวจสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนจะส่งถึงมือผู้ใช้จริง


