เปิดวิชั่น "เอบีบี" (ABB) เจ้าพ่อเทคโนโลยีไฟฟ้าและระบบอัตโนมัติอายุ 140 ปีสัญชาติสวิสฯ มองประเทศไทยมีศักยภาพโดดเด่นพร้อมก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานในภูมิภาค ชี้ไทยได้รับแรงขับเคลื่อนเข้มข้นจากนโยบายภาครัฐที่เพิ่มเป้าหมายพลังงานหมุนเวียนเป็น 51% ภายในปี 2037 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ประเทศไทยตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าเกือบ 2 เท่าจาก 54 GW เป็น 112 GW ตลอดช่วง 8 ปีนับจากนี้
เป้าหมายนี้แปลว่าไทยต้องการนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง บริษัทอย่าง ABB จึงเห็นโอกาสสดใสในตลาดโซลูชันทรานสฟอร์มพลังงานที่ส่งสัญญาณบูมแรง ที่ผ่านมา ABB ได้โปรเจ็กต์จากโรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งในไทย มีการติดตั้งระบบควบคุมอัตโนมัติ ระบบไฟฟ้า และดิจิทัลโซลูชั่นด้านการจัดหาพลังงาน น้ำ และวัสดุต่าง ๆ ไปจนถึง การผลิตสินค้า การขนส่งสินค้าออกสู่ตลาด และการใช้เทคโนโลยี AI ในการลดการใช้พลังงาน ลดการปล่อยคาร์บอน ซึ่งอาจลดค่า FT ของประชาชนได้ด้วย
ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ผันผวน ABB มั่นใจว่าไทยกำลังเดินหน้าพลิกโฉมพลังงานอย่างแข็งขัน เหตุผลเพราะผลสำรวจล่าสุดของ ABB ชี้ว่า 80% ของผู้นำด้านการใช้พลังงานของไทย พร้อมลุย แผนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานต่อเนื่องแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลกก็ตาม ขณะเดียวกัน ลูกค้ารายใหญ่ของ ABB อย่าง “กัลฟ์” หรือ Gulf Energy Development PCL ยังได้ประกาศการลงทุนมหาศาลถึง 42,000 ล้านบาท ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 11 โครงการ รวมกำลังการผลิต 746.6 เมกะวัตต์ ซึ่งจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในช่วงปี 2569-2570 ด้วย คาดว่าจะนำไปสู่การลงทุนขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมทั้งโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนพื้นดิน โครงการโซลาร์ฟาร์มที่มาพร้อมระบบกักเก็บพลังงาน และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม
***ตลาดเทคโนโลยีพลังงานไทย โมเมนตัมล้น
นายแอนเดอร์ มัลทีเซ็น ประธานฝ่ายอุตสาหกรรมพลังงานของ ABB ในภูมิภาคเอเชีย เล่าถึงเป้าหมายทางธุรกิจในตลาดไทยช่วงปีนี้-ปีหน้า ว่า ABB มีเป้าหมายในการเป็นผู้นำด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานและระบบอัตโนมัติ ซึ่งแทนที่จะกำหนดเป้าหมายการเติบโตเป็นรายประเทศ แต่ ABB มองภาพรวมของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นหนึ่งเดียวกัน และมุ่งเน้นไปที่โอกาสของตลาดในแต่ละประเทศ โดยเฉพาะเทรนด์ที่กำลังเติบโต
"ในประเทศไทย ABB เห็นศักยภาพในการเติบโตอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ที่กำลังมุ่งสู่การผลิตเคมีภัณฑ์ที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ไทยยังโดดเด่นด้านการบริหารจัดการพลังงาน และด้วยความที่ ABB มีแนวทางในการใช้ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศหนึ่งไปสนับสนุนอีกประเทศหนึ่งเพื่อรองรับเทรนด์เทคโนโลยีใหม่ หากอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์เป็นที่นิยมในประเทศอื่น ก็สามารถนำวิศวกรที่มีประสบการณ์จากไทยมาช่วยได้"
แอนเดอร์มั่นใจว่าไทยจะมีความก้าวหน้าด้านพลังงานหมุนเวียนอย่างแข็งแกร่ง จากผลการศึกษาล่าสุดของ ABB ระบุว่า 77% ของผู้นำด้านการใช้พลังงานที่ตอบแบบสำรวจ หวังให้การใช้พลังงานหมุนเวียนของบริษัทเติบโตมากกว่า 20% ในอีก 5 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ 39% ระบุว่า ปัจจุบันองค์กรของตนใช้พลังงานหมุนเวียนมากกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณพลังงานที่ใช้ทั้งหมด และอีก 74% ขององค์กรที่ตอบแบบสำรวจ ได้จัดสรรเงินมากกว่า 10% ของค่าใช้จ่ายในการลงทุน (CAPEX) เพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
ผลสำรวจยังพบว่ากลุ่มตัวอย่างยกให้เทคโนโลยีเป็นหนึ่งในตัวเร่งสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และส่วนใหญ่มีมุมมองเชิงบวกเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์หรือ AI และระบบควบคุมอัตโนมัติ ซึ่งล้วนได้รับการสนับสนุนจากนโยบายการขับเคลื่อนดิจิทัลและการพัฒนา AI ระดับประเทศ รวมถึงกลยุทธ์ AI ที่ล่าสุดมีมูลค่ากว่า 25,000 ล้านบาท
***ใช้ AI ลดค่า FT
นายจตุพร วานิชสุขสมบัติ ผู้อำนวยการธุรกิจโพรเซส ออโตเมชัน บริษัท เอบีบี ออโตเมชั่นประเทศไทย จำกัด กล่าวว่าปัจจุบัน ABB มีบทบาทสำคัญในการนำ AI มาช่วยผู้ผลิตและผู้ใช้พลังงานในไทยเพื่อลดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะ "ค่า FT" หรือค่าไฟฟ้าผันแปร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของค่าไฟฟ้าที่ผู้บริโภคต้องจ่าย และการลดค่า FT นั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับการลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้า
"การใช้ AI เพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพและการลดต้นทุน มีทั้งส่วนผู้ผลิตไฟฟ้า และโรงไฟฟ้าเอกชน ที่ใช้เทคโนโลยีในการช่วยวางแผนการผลิตไฟฟ้า และการบริหารจัดการการใช้ไฟฟ้าให้ดียิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่นในโรงงานอุตสาหกรรมที่ระยอง ได้นำ AI มาใช้ร่วมกับระบบอัตโนมัติ มีการนำ AI เข้ามาช่วยในการจัดการข้อมูลและการสั่งการตัวควบคุม ทำให้สามารถลดความผันผวนของแรงดันไอน้ำ การใช้พลังงานในกระบวนการ และลดพลังงานที่สูญเสียไปได้มากกว่า 50%”
อย่างไรก็ตาม ABB พบว่าพนักงานผู้ปฏิบัติงานในโรงงานอาจมีความกังวลเกี่ยวกับการใช้ AI เพราะกังวลว่าจะตกงาน แต่จากประสบการณ์จริง ABB ย้ำว่าไม่มีใครต้องตกงาน และ AI กลับช่วยให้โรงงานสามารถบริหารจัดการกระบวนการทำงานได้ดีขึ้นอย่างมาก ลดของเสีย เพิ่มความน่าเชื่อถือของโรงงาน และท้ายที่สุดก็เพิ่มรายได้
ABB ยังยกตัวอย่างเพิ่มเรื่องการใช้ AI ในโครงการพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ นั่นคือโครงการโซลาร์ลอยน้ำของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เช่น ที่เขื่อนอุบลรัตน์ ขอนแก่น และเขื่อนสิรินธร เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้ AI
ในโครงการเหล่านี้ แผงโซลาร์เซลล์จะถูกติดตั้งลอยอยู่บนผิวน้ำในเขื่อน ซึ่งเป็นพื้นที่เปิดโล่งที่ได้รับแสงแดดดี จุดนี้ ABB ได้เข้ามามีส่วนร่วมด้วยระบบที่ใช้ AI ในการบริหารจัดการแหล่งพลังงานทั้งโซลาร์เซลล์และพลังงานน้ำ นอกจากนี้ ยังมีโครงการติดตั้งแบตเตอรี่เพิ่มเติมเพื่อกักเก็บพลังงานส่วนเกิน เพื่อใช้ในช่วงที่ไม่มีแสงแดด รักษาสมดุลของระบบ
"การบริหารจัดการที่ชาญฉลาดนี้ ทำให้ กฟผ. สามารถลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าได้ โดยการเลือกใช้พลังงานจากแหล่งที่มีต้นทุนต่ำที่สุด ซึ่งจะส่งผลให้ ค่า FT หรือค่าไฟของเราไม่สูงเกินไป"
***ไทยท้าทาย
การสำรวจพบว่าประเทศไทยยังมีความท้าทายสำคัญที่ต้องแก้ไขเรื่องเป้าหมายองค์กรและแผนความยั่งยืน เพราะ 61% ขององค์กรในไทยยังไม่มีเป้าหมาย Net Zero ของตัวเอง และ 42% ยังไม่มีแผนงานด้านความยั่งยืนที่ชัดเจน
นอกจากนี้ยังมีปัญหาการขาดแคลนบุคลากร โดยไทยยีงขาดผู้มีความสามารถเฉพาะทางด้านพลังงานสีเขียว ซึ่งเป็นปัญหาระดับโลกที่ประเทศไทยก็เผชิญอยู่ จุดนี้ ABB เองก็ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยทั่วโลก รวมถึงในไทย เพื่อพัฒนาทักษะและความรู้ด้านนี้
ที่สำคัญคือนโยบายที่มั่นคงเพื่อนักลงทุน เพราะแม้จะมีเงินทุนจำนวนมากพร้อมลงทุนในโครงการพลังงานสะอาด แต่การขาดนโยบายที่มั่นคงและชัดเจนในระยะยาว ย่อมทำให้การตัดสินใจลงทุนระยะยาว (20-30 ปี) เป็นเรื่องยากสำหรับนักลงทุน.