โอมิเสะ (Omise) ประกาศกลับมาใช้ชื่อ "Omise" หลังจากเคย รีแบรนด์เป็น "Opn" ไปเมื่อ 2 ปีก่อน รับนอกจากเปลี่ยนชื่อกลับมา ยังลุยปรับโครงสร้างเพื่อลีนองค์กรรับยุคฟินเทคพลังปัญญาประดิษฐ์ (AI) มั่นใจตลาดดิจิทัลวอลเล็ตไทยยังโตต่อรับเทรนด์จ่ายเงินจากบัญชีถึงบัญชีขยายตัว แย้มปั้น Omise AI Assistant จุดพลุปีนี้ช่วยธุรกิจทำระบบชำระเงินออนไลน์ได้เร็วขึ้นด้วยระบบแนะนำโค้ดอัจฉริยะ ลดเวลาการเชื่อมต่อระบบการชำระเงิน
จุน ฮาเซกาวา ผู้ก่อตั้งและ CEO กล่าวว่าการเปลี่ยนชื่อจาก Opn payment มาเป็น Omise ครั้งนี้เป็นมากกว่าการปรับภาพลักษณ์ เพราะตอกย้ำพันธกิจในการสร้างเทคโนโลยีทางการเงินที่ขยายจากการชำระเงินสำหรับทุกคน มาเป็นการชำระเงินที่ไร้รอยต่อ ไร้พรมแดน ล่าสุดบริการของ Omise ครอบคลุม 5 ตลาดได้แก่ ไทย ญี่ปุ่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และสหรัฐอเมริกา โดยแม้ไทยจะเป็นตลาดหลักและมีร้านค้ารองรับมากที่สุดใน 5 ตลาดนี้ แต่ Omise วางเป้าหมายให้ทุกคนเข้าถึงได้ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหน
"เราจะเน้น 3C คือ connectivity, customise ability และ customer experience การเชื่อมต่อที่ง่าย คนที่ไม่มีความรู้เทคโนโลยีจะสามารถเชื่อมเพย์เมนต์เกตเวย์ได้ด้วยการคัดลอกแล้ววางลิงก์ ก็จะรับเงินได้แล้ว ขณะเดียวกันจะให้ความสำคัญกับการปรับแต่งได้ เพื่อให้องค์กรขนาดใหญ่และผู้ให้บริการที่เป็นลูกค้าของ Omise สามารถปรับแต่งเพื่อรองรับลูกค้าของแต่ละองค์กร รวมถึงการให้บริการซัปพอร์ต เพื่อสนับสนุนการใช้บริการ Omise อย่างราบรื่น"
ในฐานะบริษัทด้านการชำระเงินดิจิทัล จุนย้ำว่า 3 สิ่งที่ Omise พร้อมโฟกัสต่อคือกลุ่มลูกค้าผู้ใช้งานดั้งเดิม ขณะเดียวกันจะมุ่งขยายอินฟราสตรักเจอร์ให้ลูกค้าองค์กรรับชำระเงินได้ง่ายขึ้น และอีกส่วนคือ AI ที่ Omise ได้พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้บริการในรูปโซลูชันสำหรับลูกค้าองค์กร คาดว่าจะสามารถให้บริการในช่วงกลางปี 68
สุทธิพร เมฆาอภิรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท Omise กล่าวเสริมว่าบริการกลุ่ม AI ของ Omise ยังอยู่ในช่วงทดลองใช้ และเตรียมให้บริการบนฐานลูกค้าเดิมก่อนจะขยายโครงการนำร่อง โดยยังต้องทดสอบให้แน่ใจบนจุดยืนที่เน้นเรื่องความปลอดภัย ซึ่ง ตัวอย่างน่าสนใจของบริการนี้คือ Omise AI Assistant ระบบเอเยนต์ที่สามารถเขียน API ให้ระบบร้านเข้ากับระบบของ Omise ได้ใน 15 นาที
"ตลาดเพย์เมนต์เกตเวย์ไทยวันนี้ยังเติบโตต่อเนื่อง ในมุมของ Omise เห็นการเติบโตของตลาดมากกว่า 40-50% ช่วงหลังโควิด เห็นมากในเอเชีย เชื่อว่าจะเห็นมากขึ้นอีกในอนาคต นอกจากนี้ยังมีการเติบโตจากผู้ร่วมอุตสาหกรรมอื่น นำไปสู่เม็ดเงินสะพัดที่มากขึ้น"
ไม่เพียง Omise AI Assistant ที่จะแจ้งเกิดเพื่อรองรับการเติบโต แต่ Omise ยังมีแผนให้บริการ Smart Routing ที่ใช้ AI ยกระดับกระบวนการชำระเงินด้วยการตรวจสอบแบบเรียลไทม์ ทำให้ทุกธุรกรรมราบรื่นไร้รอยต่อ และการใช้ AI ในรูป Generative Dashboard กระดานรายงานสถิติที่จะนำ AI มาทำให้ข้อมูลที่ซับซ้อนกลายเป็นข้อมูลเชิงลึกที่เข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้ทันที
ปัจจุบัน Omise มีฐานลูกค้ามากกว่า 23,000 ร้านค้า มูลค่าจับจ่ายบนแพลตฟอร์มรวม 17,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จำนวนพนักงาน 450 คน โดย 50% ของพนักงานเป็นวิศวกรด้านเทคโนโลยี
***ลีนองค์กร ไม่ขยายเพิ่ม
ในขณะที่ Omise ย้ำว่าการกลับมาใช้ชื่อ Omise นั้นโยงกับความไว้วางใจและชื่อเสียงที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ทั้งในไทย ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และตลาดสำคัญทั่วโลก แต่การรีแบรนด์ครั้งนี้ มีความเกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างครั้งล่าสุดอย่างเห็นได้ชัด
อิศราดร หะริณสุต ผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ Opn เคยเล่าไว้เมื่อธันวาคม 2565 ถึงรีแบรนด์จาก Omise เป็น Opn ในกลางปี 2565 โดย Opn ได้เข้าซื้อเมอร์แชนต์อี (MerchantE) แพลตฟอร์มดิจิทัลคอมเมิร์ซของสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นตลาดของโซลูชันด้านการเงิน (embedded payments) ที่ใหญ่ที่สุดและกำลังเติบโต โดยในปี 2565 บริษัทประกาศจำนวนพนักงานที่ 650 คน ซึ่งจากการสอบถามพบว่าจำนวนที่ลดลงไป 200 คนนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงจากฝั่งสหรัฐฯ โดยส่วนใหญ่
ในอีกด้าน การรีแบรนด์ยังอาจลีนส่วนอื่นนอกจากองค์กร Omise ด้วย เห็นได้จากมูลค่าธุรกรรมการชำระเงินที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มของ Opn ในช่วง 2 ปีก่อนนั้นคิดเป็น 1.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ถือว่ามากกว่า 1.7 หมื่นล้านเหรียญที่บริษัทประกาศล่าสุด
ขณะเดียวกัน Opn ยังเคยมีกิจการอยู่ใน 7 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ ไทย ญี่ปุ่น สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย และสหรัฐอเมริกา เวลานั้นบริษัทมีแผนการที่จะพัฒนาทั้งเทคโนโลยีฟรอนต์เอนด์และแบ็กเอนด์เพื่อสร้างแพลตฟอร์มบริการทางการเงินที่ครบวงจรสำหรับลูกค้าทั่วโลก โดยจะขยายจากผลิตภัณฑ์ในปัจจุบันของ Opn ทั้งบริการเกตเวย์การชำระเงิน (payment gateway) บริการด้านการประมวลผลธุรกรรม (processing) บริการออกบัตร (issuing) การให้บริการแก่ผู้รับบัตร (acquiring) การออกใบอนุญาต (licensing) การวางแผนในองค์กร (enterprise resource planning) และบริการให้คำปรึกษา
ซึ่งล่าสุด Omise ชี้ว่าตลาดหลักของบริษัทมีอยู่ที่ 5 ประเทศ และการขยายธุรกิจสู่ประเทศถัดไปนั้นจะไม่มุ่งแค่ขอไลเซนส์ในประเทศนั้นๆ แต่จะเน้นพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อโดยพันธมิตรในท้องถิ่นนั้น โดยจะมุ่งพัฒนาโครงสร้างให้แข็งแรง เพื่อให้พาร์ตเนอร์ในพื้นที่แต่ละประเทศขยายบริการรับชำระเงินดิจิทัลได้ง่ายขึ้น
ในภาพรวม Omise ตั้งเป้าการเติบโตของธุรกิจไว้ที่มากกว่า 40% ซึ่งเป็นตัวเลขที่อิงกับการเติบโตของตลาดดิจิทัลเพย์เมนต์ไทย โดยปัจจุบัน Omise ยังเป็นองค์กรเอกชน มีผู้ถือหุ้นหลักคือโตโยต้าในนาม Toyota Financial Services Corporation ซึ่งเป็นฝ่ายการเงินของ Toyota Motor Corporation และเอสซีบี (SCB10X) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการร่วมทุนภายใต้ธนาคารไทยพาณิชย์.