MGR Online - ACSC-CIB ออกหมายจับ “เบน สมิธ-ยิมเลียก” มหากาพย์ฟอกเงินข้ามโลก ซุกแบงก์-กองทุนนอก ก่อนช้อนซื้อหุ้นใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ ตามอายัดทรัพย์ 3.5 หมื่นล้าน
วันนี้ (27 ต.ค.) ที่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศอตอ.ตร./ACSC) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะรอง ผู้อำนวยการศูนย์ ร่วมกับ ศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต.
นายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการ ปปง. นายชวัชชัย พิทยโสภณ รองเลขาธิการ ก.ล.ต. พล.ต.ทณัฐศักดิ์เชาวนาศัย ผบช.ก. พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.พุฒิพงศ์ มุสิกูล รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ, แถลงผลปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายมหากาฟ ฟอกเงินข้ามโลก ซ่อนเงินผ่านธนาคารและกองทุนต่างประเทศหลายชั้น ก่อนแปรสภาพเป็นหุ้นขนาดใหญ่ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย”
พล.ต.อ.อิทธิพล กล่าวว่า ปฏิบัติการดังกล่าวสืบเนื่องจากการขยายผลเครือข่ายของ นายเบน สมิธ อายุ 48 ปี และ นายยิม เลียก อายุ 40 ปี สัญชาติกัมพูชา เจ้าหน้าที่พบเส้นทางการเงินอันซับซ้อน โดยนำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดส่งผ่านธนาคารและกองทุนในต่างประเทศหลายชั้น ก่อนย้อนกลับเข้ามาในประเทศไทยในรูปแบบ “เงินลงทุนจากต่างประเทศ” เพื่อเข้าถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวว่า จากการสืบสวนเชิงลึกพบว่า นายเบน มีประวัติโชกโชนในต่างประเทศ เคยโทรศัพท์เสนอขายหุ้นนอกตลาดแก่นักลงทุนรายย่อยในประเทศนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย จนถูกทางการนิวซีแลนด์สั่งห้ามประกอบอาชีพนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ 7 ปี และในปี 2559 ได้หลอกลวงนักลงทุนต่างชาติในประเทศไทยจนถูกศาลอาญาออกหมายจับและองค์การตำรวจสากล (Interpol) ออกหมายแดง นอกจากนี้ ยังร่วมกับ นายยิม จัดตั้งธนาคาร B.I.C. ในประเทศกัมพูชา ซึ่งต่อมากลายเป็นท่อส่งเงินสำคัญของเครือข่าย
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวต่อว่า จากการสืบสวน พบว่า ผู้ต้องหาทั้ง 7 ราย มีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจน ได้แก่ 1. นายเบน สมิธ ทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสินใจและสั่งการ, นายยิม เลียก ทำหน้าที่ควบคุมธนาคารและกองทุนที่เป็นช่องทางเงิน, นางสาวแคทรียา อายุ 40 ปี - ทำหน้าที่ถือผลประโยชน์แทน, นางสาวสุภารัตน์ อายุ 45 ปี ทำหน้าที่ถือผลประโยชน์แทน, นายยูจีน อายุ 48 ปี ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารกองทุนในประเทศสิงคโปร์ จัดโครงสร้างผู้ลงทุนและแหล่งเงิน, นายไคปิง อายุ 42 ปี ทำหน้าที่ประสานงานกองทุน ผู้ลงทุน และเอกสาร และ นายณัฐกร อายุ 40 ปี ทำหน้าที่ประสานงานกองทุน ผู้ลงทุน และเอกสาร โดยผู้ต้องหาลำดับที่ 1-6 อยู่ระหว่างการหลบหนีอยู่ต่างประเทศ ส่วนผู้ต้องหาลำดับที่ 7 นายณัฐกร ได้ถูกดำเนินคดีเรียบร้อยแล้ว
ผบก.ปอศ.กล่าวอีกว่า โดยผู้ต้องหาที่ 1-7 กระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฟอกเงิน และสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน, ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการโดยฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด และเป็นผู้มีหน้าที่รายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์แต่ไม่รายงานต่อสำนักงาน ก.ล.ต. ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด”
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวด้วยว่า ขบวนการดังกล่าวมีการแบ่งขั้นตอนและรูปแบบการกระทำความผิดดังนี้ ช่วงที่ 1 (ปี 2556-2554) : ใช้บัญชีส่วนตัว บัญชีครอบครัว และบัญชีนิติบุคคลที่ภรรยาของนายเบนถือหุ้นและเป็นกรรมการ ร่วมกันฟอกเงิน เนื่องจากมีรายได้น้อยแต่ขาดทุนเกือบทุกปี ขณะที่ภรรยาไม่เคยยื่นแบบแสดงรายการภาษีตั้งแต่ปี 2558 และเริ่มพบเงินฉ้อโกงออนไลน์ไหลเข้าบัญชีก่อนจะถ่ายเทต่อไปยังบัญชีบุคคลในครอบครัวและนิติบุคคล
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวต่อว่า ช่วงที่ 2 (ปี 2565-2566) : เปลี่ยนวิธีใช้บัญชีจากประเทศกัมพูชาโอนเงินตรงเข้าบัญชีเครือข่ายในประเทศไทย แล้วส่งต่อไปยังกองทุนในประเทศสิงคโปร์ภายในไม่กี่วัน ช่วงที่ 3 (ปี 2567-2568): ใช้ธนาคาร B.I.C. โอนเงินเข้าบัญชีกองทุน CAI สิงคโปร์ กว่าหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งดูเหมือนเป็นธุรกรรมปกติระหว่างธนาคารกับกองทุน ซึ่งปลายทางของเส้นเงินเหล่านี้คือ หุ้นบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในประเทศไทย โดยจากการตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานสิงคโปร์ (MAS) พบว่า ผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงคือเครือข่ายของนายเบนและนายยิมนั่นเอง
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวอีกว่า จนเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่ได้นำกำลังเข้าตรวจค้นเป้าหมายจำนวน 4 จุด สามารถตรวจยึดของกลางสำคัญที่เชื่อมโยงเส้นทางการเงินได้หลายรายการ อาทิ สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาซื้อขายหุ้น, เอกสารเกี่ยวกับกองทุน 6 แฟ้ม, อุปกรณ์เก็บคริปโตเคอร์เรนซี Ledger พร้อมอุปกรณ์ยืนยันตัวตน (Authenticator) รวม 3 เครื่อง, โทรศัพท์มือถือ 5 เครื่อง, คอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง, แท็บเล็ต 1 เครื่อง และแฟลชไดรฟ์ 1 อัน ด้านทรัพย์สินที่ยึดอายัดไว้ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งยึดและอายัดหุ้นไทยของเครือข่ายไว้ชั่วคราว มูลค่ารวมกว่า 14,808 ล้านบาท นอกจากนี้ยังยึดอายัดเรือยอชต์, รถยนต์, เงินฝาก และที่ดิน มูลค่ารวมกว่า 21,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง โดยปัจจุบันสำนักงาน ปปง. อยู่ระหว่างดำเนินการคืนเงินให้แก่ผู้เสียหาย
ด้าน นายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการ ปปง. เปิดเผยว่า ปปง. มีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินของเครือข่ายรวมกว่า 26,000 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ กว่า 16,000 ล้านบาท ได้แก่ หุ้นบางจาก, VGI, และ MFC ตลอดจนเรือยอชต์ รถยนต์ เงินฝาก และที่ดิน
สำหรับแนวทางการคืนเงินให้แก่ผู้เสียหาย รองเลขาธิการ ปปง. อธิบายเพิ่มเติมว่า ปปง. จะใช้มาตรการทางแพ่งออกประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิ์ และเสนอศาลแพ่งพิจารณาอนุมัติคำสั่งคุ้มครองสิทธิและเฉลี่ยทรัพย์คืนโดยผู้เสียหายไม่จำเป็นต้องรอให้คดีอาญาถึงที่สุด
ขณะที่ ศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. ระบุว่า ทาง ก.ล.ต.ตรวจสอบพบความผิดปกติในหุ้น VGI จากการออกหุ้นเพิ่มทุน Private Placement (PP) ให้แก่กองทุนต่างประเทศ 3 กลุ่ม รวมกว่า 8,850 ล้านบาท โดยผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงคือกลุ่มของนายยิม, นางสาวแคทรียา และนางสาวสุภารัตน์ ภายใต้การวางแผนของนายเบน ถือหุ้นรวมกันเกิน 25% โดยไม่รายงานและไม่ทำ Tender Offer เข้าข่าย Acting in Concert ผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ มาตรา 246 และ 247
เมื่อถามว่า การอายัดหุ้นเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อตัวบริษัทจดทะเบียนและการซื้อขายหุ้นของประชาชนทั่วไปในตลาดหลักทรัพย์หรือไม่นั้น เลขาธิการ ก.ล.ต. ยืนยันว่า บริษัทจดทะเบียนทั้งบางจาก, VGI, และ MFC ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดแต่อย่างใด การยึดอายัดทรัพย์สินดำเนินการเฉพาะตัวบุคคลหรือนิติบุคคลที่กระทำความผิดเท่านั้น ทำให้การดำเนินธุรกิจ สภาพคล่อง ผลประกอบการ และการซื้อขายหุ้นของนักลงทุนทั่วไปยังคงดำเนินไปได้ตามปกติทุกประการ
เลขาธิการ ก.ล.ต. ได้เน้นย้ำสร้างความเชื่อมั่นทิ้งท้ายว่า การบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างจริงจังของทั้งตำรวจ ปปง. และ ก.ล.ต. ในปฏิบัติการครั้งนี้ ถือเป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด โปร่งใส และเป็นอิสระ โดยไม่ว่าผู้กระทำความผิดจะซับซ้อนหรือใหญ่มาจากไหน ก็สามารถดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างจริงจัง ซึ่งการยกระดับมาตรการปราบปรามในครั้งนี้จะช่วยปกป้องตลาดทุนไทย และสร้างความเกรงกลัวไม่ให้เกิดการกระทำความผิดซ้ำรอยขึ้นอีกในระยะยาว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ นายเบนสมิธ และนายยิมเลียกนั้นเคยตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอื่นในเมืองไทยมาก่อน โดย นายยิม เลียก ถูกดำเนินคดีคดีอาญา โดยถูกตำรวจออกหมายจับพร้อมพวกรวม 42 ราย โดยหมายจับสำคัญคือยิม เลียกและนางวิรินยา ยิม ภรรยา ซึ่งทั้งคู่หลบหนีอยู่นอกประเทศ มีเส้นทางการเงินของผู้เสียหายในคดีฉ้อโกงออนไลน์ราว 700 ราย ความเสียหายประมาณ 3 พันกว่าล้านบาท
ทั้งนี้ ปปง.ส่งเรื่องให้อัยการยื่นศาลขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเมื่อ ก.พ. 2569 และ เมื่อ 9 เม.ย. 2569 ยึดอายัดเพิ่มอีก 8,269 ล้านบาท รวมกว่า 2 หมื่นล้านบาท มูลฐานยาเสพติด ค้ามนุษย์ ฉ้อโกงประชาชน และอั้งยี่ ส่วน ก.ล.ต. กล่าวโทษ 2 เรื่อง คือ ไม่รายงานการได้หุ้น VGI ข้ามจุด 5% ตามมาตรา 246 (มิ.ย. 2569) และ ไม่รายงานการจำหน่ายหุ้น MVP ข้ามจุด 5% (ส.ค. 2569) อย่างไรก็ตามปัจจุบันทีมกฎหมายของเขายื่นคำร้องต่อศาลสหรัฐฯ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานไปสู้คดีในไทย โดยให้การปฏิเสธและระบุว่าถูกดำเนินคดีจากข้อมูลเท็จ
ส่วน เบน สมิธ ถูกตำรวจดำเนินคดีอาญาออกหมายจับ พร้อม น.ส.แคทรียา บีเวอร์ สัญชาติไทย อายุ 40 ปี ภรรยาในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงและสมคบฟอกเงิน (ก.พ. 2569) กรณีหลอกนักลงทุนต่างชาติให้ลงทุนหุ้น อสังหาฯ เครื่องบินเจ็ต และพลังงาน เสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท ถูก ปปง. ยึดทรัพย์ในคดีเดียวกับ นายยิม เลียกเบื้องต้นปฏิเสธข้อหาทั้งหมด โดยมอบอำนาจให้ทนายความฟ้อง ส.ส.รังสิมันต์ โรม ฐานหมิ่นประมาท เรียกเงิน 100 ล้านบาท


