xs
xsm
sm
md
lg

เปิดเบื้องหลังมูลนิธิ “หวันโชติ” โมเดลพุทธพาณิชย์ ยักยอกเงินบริจาควัด-ค่าเช่าวัตถุมงคล 92 ล้าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม



เปิดโปงเบื้องหลังมูลนิธิ "หวันโชติ" ใช้โมเดลพุทธพาณิชย์ตามรอย "อลงกต" วัดพระบาทน้ำพุ ยักยอกเงินบริจาควัด-ค่าเช่าวัตถุมงคลเข้ากระเป๋าตัวเอง 92 ล้านบาท

ปฏิบัติการของตำรวจกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ในการจับกุม นายอติโชติ ทังประเสริฐ หรือ "อดีตหลวงพ่อโชติ" อายุ 66 ปี อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ และ น.ส.ปุณยวีร์ รุ่งเรือง หรือ "สีกาเอ๋"วัย 47 ปี ในข้อหาร่วมกันยักยอกเงินวัดเป็นมูลค่ารวมกว่า 300 ล้านบาท ได้เปิดให้เห็นรอยด่างดำอีกดวงในวงการผ้าเหลืองอีกครั้ง พร้อมทลายโครงสร้างการถ่ายโอนทรัพย์สินที่ถูกวางระบบไว้อย่างเป็นขั้นตอน ผ่านการจัดตั้งองค์กรการกุศลบังหน้า

​ศูนย์กลางของขบวนการนี้อยู่ที่ "มูลนิธิหวันโชติ" ซึ่งอดีตหลวงพ่อโชติจัดตั้งขึ้นเมื่อปลายปี 2568 โดยสถาปนาตนเองเป็นประธานกรรมการ พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการรวม 6 คน หนึ่งในนั้นปรากฏชื่อของ นายเสมอ งิ้วงาม หรือ "ป๋อง สุพรรณ" เซียนพระชื่อดังระดับประเทศ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับ "อดีตหลวงพ่อโชติ อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์มาตั้งแต่ยุคจัดสร้างเหรียญวัตถุมงคลรุ่น "เหนือดวง"

หลังตำรวจจับกุม "สมีโชติ-สีกาเอ๋" แล้ว ทางพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม (กก.1 บก.ป.) ได้เรียกกรรมการมูลนิธิหวันโชติ มาสอบปากคำแล้ว 5 คน ซึ่งทั้งหมดให้การที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ส่วน ป๋อง สุพรรณ หนึ่งในกรรมการจะเข้าให้ปากคำในวันที่ 23 กันยายนนี้

ด้าน ป๋อง สุพรรณ ชี้แจงว่า "ตนยอมรับเป็นกรรมการเนื่องจากมีความศรัทธาและฝากตัวเป็นลูกศิษย์อดีตหลวงพ่อโชติ เมื่ออดีตเจ้าอาวาสขอให้ช่วยมาเป็นกรรมการก็เลยตกปากรับคำ แต่มีสถานะเพียง "กรรมการในนาม" ไม่มีอำนาจบริหารหรือรับรู้ระบบการเงินภายใน โดยอำนาจลงนามเบิกจ่ายธุรกรรมทางการเงินทั้งหมด ผูกขาดอยู่กับบุคคล 3 คน คือ อดีตเจ้าอาวาส, เลขานุการ และกรรมการอีก 1 คน โดยคนที่รู้เรื่องมูลนิธิดีที่สุดคือ "คุณหมี" ซึ่งทำหน้าที่เลขาและเหรัญญิกดูแลการเงินส่วนตัวให้อดีตเจ้าอาวาส"

​ฉากหน้าการกุศล ฉากหลัง "กระเป๋าเงินส่วนตัว"

​จากการสืบสวนพฤติการณ์พบว่า มูลนิธิหวันโชติ มีลักษณะซ่อนเร้นและซับซ้อน เบื้องหน้าสร้างภาพลักษณ์องค์กรสาธารณกุศล จัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้โรงพยาบาล มอบทุนการศึกษาให้นักเรียนยากจน หรือบริจาคข้าวสารอาหารแห้งแก่ผู้ยากไร้เป็นต้น

แต่เบื้องหลังกลับถูกใช้เป็น "กระเป๋าเงินลับ" เพื่ออำพรางตัดวงจรเส้นเงินไม่ให้ไหลเข้าวัด ​โดยเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบ 2 เส้นทางหลัก ได้แก่:

1. ​รายได้จากการให้เช่าวัตถุมงคล: มูลค่ากว่า 2.8 ล้านบาท

2. ​เงินบริจาคเพื่อการบำรุงรักษาวัด: มูลค่ากว่า 89 ล้านบาท


​รวมยอดเงินเบื้องต้นกว่า 92 ล้านบาท ซึ่งตามหลักความเป็นจริงเงินจำนวนดังกล่าวจะต้องเข้าบัญชีของวัดพุทไธศวรรย์ แต่กลับถูกเบี่ยงเส้นทางโอนเข้าบัญชี "มูลนิธิหวันโชติ" ก่อนจะถูกทยอยโยกย้ายต่อไปยังบัญชีเงินฝากส่วนตัวของอดีตเจ้าอาวาสและสีกาคนสนิท โดยมีการออก "ใบอนุโมทนาบัตร"ในนามวัดเพื่อตบตาผู้บริจาค

​เจาะช่องโหว่กฎหมาย: เมื่อ "วัด" กับ "มูลนิธิ" แยกนิติบุคคล

​กรณีของมูลนิธิหวันโชติสะท้อนถึงช่องโหว่เชิงโครงสร้างที่กลุ่มพุทธพาณิชย์นิยมใช้ประโยชน์ ดังนี้:

• ​สภาวะสองนิติบุคคล: "วัด" มีสถานะเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ขณะที่ "มูลนิธิ หรือ สมาคม" มีสถานะเป็นนิติบุคคลเอกชนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อวัดจัดตั้งมูลนิธิขึ้นมา ทำให้เกิดช่องว่างในการจัดเก็บและบริหารรายได้ที่หลบเลี่ยงการตรวจสอบของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.)

• ​การเลี่ยงภาษีและการตรวจสอบ: หากมูลนิธิไม่ได้เป็น "องค์กรสาธารณกุศล" รายรับอื่นนอกเหนือจากเงินบริจาคจะต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด. 55 และชำระภาษีตามกฎหมาย แต่หากเกิดการทุจริตภายใน กรมสรรพากรมีอำนาจเพียงตรวจสอบงบการเงินและเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ส่วนการดำเนินคดีอาญาต้องให้คณะกรรมการมูลนิธิเป็นผู้ฟ้องร้อง ซึ่งหากกรรมการเป็นเพียง "นอมินี" ของผู้ก่อตั้ง เรื่องมักถูกปิดเงียบไปในที่สุด

​พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผู้บังคับการปราบปราม (ผบก.ป.)ระบุถึงทิศทางการสืบสวนว่า "แม้เจตนาแรกเริ่มในการตั้งมูลนิธิหวันโชติจะยังอยู่ระหว่างการขยายผล แต่จากพฤติการณ์ถ่ายโอนเงินบริจาคและค่าเช่าวัตถุมงคลเข้าบัญชีมูลนิธิเข้าข่ายรูปแบบการฟอกเงิน ซึ่งมีลักษณะโครงสร้างคล้ายคลึงกับโมเดลที่เคยเกิดขึ้นกับ "วัดพระบาทน้ำพุ"โดยตำรวจกองปราบกำลังเร่งแกะรอยเส้นทางการเงินทั้งหมดเพื่อยึดอายัดทรัพย์สินกลับคืนให้แก่วัดต่อไป"