xs
xsm
sm
md
lg

CIB ทลายแก๊งฟอกเงินผ่านแอปเทรดหุ้น- โรงเรียนสอนภาษาทำวีซ่า นร. เงินหมุนเวียนนับพันล้าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม



ตำรวจสอบสวนกลางทลายขบวนการ “ฟอกเงิน–ฟอกคน” ให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ฟอกเงินผ่านแอปเทรดหุ้น ใช้โรงเรียนสอนภาษาบังหน้าทำวีซ่านักเรียน พบเงินหมุนเวียนเดือนละพันล้านบาท

วันนี้( 11 มี.ค.) ที่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พร้อมด้วย พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.ทล. พ.ต.อ.แมน เม่นแย้ม รอง ผบก.บก.ทล. พ.ต.อ.ภคพล สุชล ผกก.2 บก.ทล. พ.ต.ท.ณัฐพงศ์ อำไพจิตร์ สวญ.ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล., พ.ต.ท.กฤตย์ ธีรเวศย์สุวรรณ สวญ.ส.ทล.2 กก.2 บก.ทล. พ.ต.ท.กล้า สมบัติพิบูลย์ สว.ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล.ร่วมแถลงผลทลายขบวนการ “ฟอกเงิน–ฟอกคน” ให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด 8 ราย ประกอบด้วย นายรัตนชัย อายุ 30 ปี,น.ส.วรลักษณ์ อายุ 29 ปี ,นายเจษฎาพร อายุ 24 ปี,น.ส.ชนกนันท์ อายุ 21 ปี ,น.ส.สรณ์สิริ (สงวนนามสกุล) อายุ 22 ปี,น.ส.สุกัญญา อายุ 49 ปี ,น.ส.ชิตาภา อายุ 40 ปี และMr. Zhen อายุ 35 ปี สัญชาติจีนตามหมายจับศาลจังหวัดปทุมธานี ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น,ร่วมกันเป็นอั้งยี่ ,ร่วมกันเป็นซ่องโจร ,ร่วมกันฟอกเงินและสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้ทีการสมคบกัน” ได้ในพื้นที่จับกุมที่ จ.ชลบุรี ,จ.ปทุมธานีกรุงเทพมหานคร และ จ.แม่ฮ่องสอน

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวว่าสืบเนื่องจากเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 แก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงข้าราชการเกษียณรายหนึ่งในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี จนทำให้ผู้เสียหายสูญเสียเงินเก็บเป็นจำนวนกว่า 1.4 ล้านบาท ต่อมาภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร.สั่งการเจ้าหน้าที่สืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่อง จนพบว่าขบวนการดังกล่าวได้ก่อเหตุหลอกลวงประชาชนชาวไทยในลักษณะเดียวกันอีกกว่า 30 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 30 ล้านบาท

พล.ต.ต.พรศักดิ์ กล่าวว่า จากการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาในเครือข่ายได้จำนวน 9 ราย ซึ่งทำหน้าที่จัดหาบัญชีม้าและทำหน้าที่เป็นบัญชีม้ารับโอนเงินที่ได้จากการหลอกลวง ก่อนจะถอนเงินสดเพื่อนำส่งให้แก่ชายสัญชาติจีนที่เดินทางเข้ามารับเงินสดภายในประเทศไทย ที่จับกุมได้ก่อนหน้านี้ ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนเส้นทางการเงินเพิ่มเติม พบว่ากลุ่มมิจฉาชีพมีการนำเงินที่ได้จากการหลอกลวงผู้เสียหาย โอนเข้าสู่แพลตฟอร์มเทรดหุ้นต่างประเทศ ก่อนจะโอนต่อไปยังกลุ่มบัญชีม้า เพื่ออำพรางเส้นทางการเงินให้มีลักษณะเสมือนเป็นเงินที่ได้จากการลงทุนหรือการเทรดหุ้น ซึ่งการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐาน “ฟอกเงิน”

พล.ต.ต.พรศักดิ์ กล่าวต่อว่า จากการสืบสวน เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ร่วมขบวนการซึ่งทำหน้าที่เปิดบัญชีม้ารับเงินที่ผ่านการฟอกเงินในแพลตฟอร์มเทรดหุ้นได้ 3 ราย ได้แก่ นายรัตนชัย, น.ส.วรลักษณ์ และนายเจษฎาพร โดยจากการตรวจสอบพบว่า ผู้ต้องหาทั้งสามได้เดินทางข้ามไปยังเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา และพำนักอยู่เป็นระยะเวลานานถึง 25 วัน เพื่อทำหน้าที่สแกนใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตนในการทำธุรกรรมทางการเงิน เพื่อหลบเลี่ยงมาตรการควบคุมของสถาบันการเงินในประเทศไทย จากการตรวจสอบยอดเงินหมุนเวียนของบัญชีม้าจำนวน 3 บัญชี พบว่ามูลค่าความเสียหายที่เกิดจากการฉ้อโกงออนไลน์รวมกว่ากว่า 100 ล้านบาทต่อเดือน โดยผู้ต้องหาที่เป็นบัญชีม้าทั้งสามรายยังให้การเพิ่มเติมว่า ในจุดเดียวกับที่เดินทางไปทำงานฝั่งเมืองปอยเปต มีผู้ที่ทำหน้าที่สแกนใบหน้าในลักษณะเดียวกันนี้ ไม่น้อยกว่า 30 คน โดยจะผลัดเปลี่ยนกันเดินทางไปพำนักฝั่งประเทศเพื่อนบ้านครั้งละประมาณ 25 วัน และหากบัญชีใดถูกธนาคารระงับการใช้งาน บุคคลที่เกี่ยวข้องจะถูกส่งตัวกลับประเทศไทยทันที จึงเชื่อได้ว่าความเสียหายจากการฉ้อโกงออนไลน์ที่เกิดจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์รายนี้ น่าจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทต่อเดือน

พล.ต.ต.พรศักดิ์ กล่าวอีกว่า จากการสืบสวนเชิงลึกยังพบว่า บัญชีม้าส่วนใหญ่ที่ถูกส่งข้ามไปทำงานให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ดังกล่าว มี น.ส.ชนกนันท์ และ น.ส.สรณ์ศิริ เป็นผู้ทำหน้าที่ชักชวนบุคคลมาเปิดบัญชีม้าให้กับเครือข่าย แก๊งคอลเซ็นเตอร์ พร้อมทั้งเป็นผู้ควบคุมสั่งการให้กลุ่มบัญชีม้านำเงินที่ได้มาจากการฉ้อโกงออนไลน์เข้าไปลงทุนผ่านแพลตฟอร์มเทรดหุ้นเพื่อเป็นการฟอกเงิน ทั้งนี้พบหลักฐานว่าผู้ต้องหาทั้งสองรายได้รับคำสั่งโดยตรงจาก ชายสัญชาติจีนซึ่งเป็นระดับผู้สั่งการของเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ในประเทศกัมพูชา

พ.ต.อ.ภคพล กล่าวว่า จากการจับกุม น.ส.ชนกนันท์ เจ้าหน้าที่พบว่าได้พักอาศัยอยู่ใน คอนโดมิเนียมหรูย่านห้วยขวาง กทม. จำนวน 2 ห้อง เพื่อใช้เป็นเซฟเฮาส์สำหรับดำเนินการเกี่ยวกับการจัดหาบัญชีม้าและการฟอกเงินผ่านแพลตฟอร์มเทรดหุ้น โดยจากการตรวจค้นภายในที่พัก พบบัตเครดิต บัตรเอทีเอ็ม และปลอกรัดธนบัตรเป็น จำนวนมาก พบเอกสารนิติบุคคลของบริษัทจำหน่ายสินค้าแบรนด์เนม รวมถึงหลักฐานการซื้อทองคำจำนวนมากผ่านแพลตฟอร์มการซื้อขายทองคำในประเทศ และยังพบว่ามีการโอนเงินที่ได้มาจากการฉ้อโกงออนไลน์จำนวนมากเข้าไปที่บริษัทขายสินค้าออนไลน์แห่งหนึ่งที่มี นาย Zhen สัญชาติจีน เป็นเจ้าของกิจการ ซึ่งทั้งหมดเป็นวิธีที่กลุ่มคนร้ายกลุ่มนี้ใช้เป็นช่องทางฟอกเงินที่ได้มาจากการฉ้อโกงออนไลน์

พ.ต.อ.ภคพล กล่าวต่อว่านอกจากนี้ จากการสืบสวนเส้นทางการเงินยังพบการโอนเงินจำนวนมากไปยัง บริษัทนายหน้ารับทำวีซ่าให้กับบุคคลต่างชาติ ซึ่งมี น.ส.สุกัญญา เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ โดยพบว่าบริษัทดังกล่าวได้ใช้ โรงเรียนสอนภาษาแห่งหนึ่งในพื้นที่เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร เป็นสถานที่บังหน้าในการดำเนินการให้บุคคลต่างชาติเข้ามาทำวีซ่าเพื่อพำนักอยู่ในราชอาณาจักร โดยใช้สถานะ วีซ่านักศึกษา โดยมี น.ส.ชิตาภา เป็นเจ้าของโรงเรียนสอนภาษาดังกล่าวจากการตรวจสอบพบว่ามีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการดำเนินการขอวีซ่าประมาณ คนละ 50,000 บาท และตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 เป็นต้นมา น.ส.สุกัญญา และ น.ส.ชิตาภา ได้ดำเนินการส่งบุคคลต่างชาติให้มาดำเนินการทำวีซ่าผ่านโรงเรียนสอนภาษาดังกล่าวแล้ว ประมาณ 600 คน พบเงินหมุนเวียนกว่า 30 ล้านบาท โดยกลุ่มบุคคลต่างชาติดังกล่าวประกอบด้วยหลายสัญชาติ ได้แก่ จีน จำนวนมากที่สุด, เวียดนาม, เมียนมา, อินโดนีเซีย และไต้หวัน

พ.ต.อ.ภคพล กล่าวต่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจยังพบหลักฐานว่า กลุ่มบุคคลต่างชาติที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยใช้วีซ่านักเรียนบางส่วน มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งมีการดำเนินการทั้งภายในประเทศไทยและในประเทศเพื่อนบ้าน โดยจากการสืบสวนและปฏิบัติการเข้าตรวจค้นฐานปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 13 พ.ย.2568 โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนนครบาล สามารถจับกุมบุคคลต่างชาติบางส่วนที่เคยยื่นขอวีซ่านักเรียนผ่านบริษัทดังกล่าวได้ พฤติการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทรับดำเนินการด้านวีซ่ามีการใช้โรงเรียนสอนภาษาเป็นฉากบังหน้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้บุคคลต่างชาติเข้ามาพำนักในประเทศโดยมิชอบ ซึ่งมีลักษณะเข้าข่ายเป็นการ “ฟอกคน” ให้กับเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์

พ.ต.อ.ภคพล กล่าวด้วยว่า จากพฤติการณ์ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นว่าการกระทำของเครือข่ายดังกล่าวมีลักษณะเป็นการรวมตัวกันอย่างเป็นระบบเพื่อกระทำความผิดร้ายแรง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนด้านการเงินให้กับเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และจัดหาคนทั้งที่เพื่อเปิดบัญชีม้าและที่เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาทำงานให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเข้าข่ายการกระทำความผิดในลักษณะของการเป็น “อั้งยี่ซ่องโจร” เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขออนุมัติหมายจับและดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้ง 8 ราย ดังกล่าว ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองปทุมธานี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป