xs
xsm
sm
md
lg

คดีขโมยลูกชิ้นยืนกิน บทพิสูจน์เหรียญ 2 ด้าน กฎหมายกับเมตตาธรรม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม



รายการ “ถอนหมุดข่าว”เผยแพร่ทางแอปพลิเคชั่น SONDHI APP สถานีโทรทัศน์ NEWS1 ช่องยูทูป NEWS1 และเฟซบุ๊กแฟนเพจ NEWS1 วันอังคารที่ 23 กรกฎาคม 2567 นำเสนอรายงานพิเศษ คดีขโมยลูกชิ้นยืนกิน บทพิสูจน์เหรียญ 2 ด้าน กฎหมายกับเมตตาธรรม



จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมนายบุญเที่ยงหรือ ธง ชายวัย 50 ปี ชาวจังหวัดบุรีรัมย์ ในความผิดฐานลักทรัพย์ ซึ่งเป็นลูกชิ้น 1 ถุง มูลค่าประมาณ 300 บาท ตามหลักฐานจากกล้องวงจรปิด ซึ่งเจ้าของร้านนำมาแจ้งความ ตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม และนายบุญเที่ยง ผู้ต้องหาถูกฝากขังมาครบ 48 วัน โดยไม่ได้รับการประกันตัวเนื่องจากฐานะยากจน

แต่เมื่อเรื่องที่เกิดขึ้นปรากฏเป็นข่าวออกไปกับกลายเป็นดราม่าที่ผู้คนให้ความสนใจและจับตามองว่าบทสรุปสุดท้ายจะเป็นอย่างไร

เมื่อมีการเปิดเผยข้อมูลในเวลาต่อมาว่า

นายบุญเที่ยงซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีนี้ มีฐานะยากจน และนำลูกชิ้น ที่ขโมยไป 1 ถุง จากจำนวนทั้งหมด 2 ถุง ไปแบ่งทอดให้ลูกเมียกิน โดยนายบุญเที่ยง มีลูกถึง 4 คน คนเล็กอายุเพียง 5 ขวบ ส่วนลูกชิ้นที่เหลือ นำไปทำอาหารให้พ่อแม่วัยชรา

โดยพ่อของนายบุญเที่ยงอายุ 88 ปี ขณะที่แม่ อายุ 89 ปี เป็นผู้ป่วยโรคไตและพักอาศัยอยู่ในบ้านผุพัง ชั้นเดียว โดยมีพี่สาวอีกคนหนึ่งที่ชื่อพิมพรช่วยดูแล ซึ่งนางพิมพรเล่าว่า น้องชายเป็นผู้นำอาหารมาส่งให้พ่อแม่ทุกวัน ครั้งสุดท้ายนำลูกชิ้นมาให้ และสารภาพว่าไปขโมยเขามา จากนั้นน้องชายก็ไม่ได้กลับบ้านมาอีกเลย โดยที่ในตอนนั้นพ่อแม่ยังไม่รู้ว่าลูกชายถูกจับ และพ่อยังคงนั่งคอยลูกทุกวันว่าจะเอาอาหารมาให้

อย่างไรก็ตาม หลังจากครบกำหนดฝากขัง และเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ได้ส่งสำนวนให้อัยการพิจารณา ว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ ชมรมทนายความจังหวัดบุรีรัมย์ได้ยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือ ในเบื้องต้นจนกระทั่งนายบุญช่วย ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำจังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อเวลา 19.00 น วันที่ 12 กรกฎาคม โดยมีพี่สาวไปรอรับ และสวมกอดด้วยความดีใจ หลั่งน้ำตาด้วยกันทั้งสองคน

ในส่วนของ นางณิชชาวีณ์ เจ้าของร้านซึ่งเป็นเจ้าทุกข์ ได้ออกมาเปิดใจว่า ในตอนแรกที่ไปแจ้งความ เพราะไม่ทราบว่า ผู้ก่อเหตุที่ขโมยไปเป็นใคร ส่วนลูกชิ้นที่วางไว้หน้าร้านมีลูกค้าสั่งไว้ 2 ถุง แต่เมื่อมารับของปรากฏว่า ลูกชิ้นหายไป 1 ถุง จึงได้ตรวจสอบจากกล้องวงจรปิด และไปแจ้งความตามขั้นตอนของกฎหมาย

แต่เมื่อทราบข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า ผู้ที่ขโมยไปมีฐานะยากจน และขโมยไปเพียง 1 ถุง ทั้งที่สามารถขโมยได้ทั้งหมด จึงได้บอกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ขอถอนแจ้งความไม่ต้องการเอาเรื่องเพราะสงสารคู่กรณี

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่า การลักทรัพย์เป็นคดีอาญาไม่สามารถยอมความได้ เมื่อแจ้งความแล้วต้องดำเนินคดีจนถึงที่สุด มิฉะนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจมีความผิด ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ

เจ้าของร้านลูกชิ้น ยังบอกด้วยว่าหลังปรากฏเป็นข่าว ตนเองได้รับผลกระทบอย่างมากถูกทัวร์ลงว่า เป็นคนใจร้าย เห็นแก่เงิน มีการชักชวนให้เลิกซื้อของจากร้านนี้จนทำให้ยอดขายลดลง

ในท้ายที่สุด นางณิชชาวีน์ ได้ขอความเป็นธรรมจากสังคม ว่าตนเองเป็นผู้เสียหาย และไม่ได้มีเจตนา จะทำให้ผู้ยากไร้ต้องติดคุกติดตาราง และโดยปกติทางร้านของตนก็มีการบริจาคอาหารให้ผู้ยากไร้ มาโดยตลอด

คดีขโมยลูกชิ้นยืนกินที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ อาจเทียบเคียงได้กับคดีลูกจ้างขโมยซาลาเปา ที่เหลือทิ้งจากร้าน ในห้างสรรพสินค้า ไปให้คนในครอบครัวกินและถูกแจ้งความดำเนินคดี ซึ่งเป็นคดีโด่งดัง เมื่อ 20 กว่าปีที่ผ่านมา

ซึ่งในครั้งนั้น อัยการพิจารณาว่า ไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะชนจึงสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทำให้ลูกจ้างผู้ยากจน ซึ่งเป็นผู้หญิงรอดพ้นจากการถูกจองจำ

และคดีดังกล่าว ได้ถูกนำมาเป็นบทเรียนที่สำคัญบทหนึ่ง ในหลักสูตรต่างๆ ของอัยการเพื่อให้ผู้ที่ทำหน้าที่ อัยการของแผ่นดิน ตระหนักในความจริง ประการหนึ่งว่า อัยการที่เที่ยงธรรมจะต้องเป็นเสมือน “เหรียญที่มีสองด้าน” อัยการต้องมีจิตวิญญาณว่า ตนเองมิได้มีหน้าที่เพียงสั่งฟ้องผู้ต้องหา เพื่อให้ได้รับโทษทางกฎหมายเท่านั้น

แต่ยังต้องมีหน้าที่ ไตร่ตรองกลั่นกรอง มิให้มีการสั่งฟ้องในคดีที่ ไม่เกิดประโยชน์แก่สาธารณะชน หรือเป็นคดีที่ผู้กระทำความผิดมิได้มีเจตนาร้าย หรือเกิดจากกมลสันดาน แต่มีองค์ประกอบอื่นๆที่เป็นปัจจัยแวดล้อม ที่ผลักดันให้ต้องกระทำในสิ่งที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าเป็นความผิด

คดีขโมยลูกชิ้นยืนกิน ที่เกิดขึ้นในปีนี้ อันเป็นปีที่รัฐบาลประกาศว่า เศรษฐกิจกำลังเติบโต คนไทย จะได้อยู่ดีกินดี จากผลงานของรัฐบาล จึงได้รับการคาดหมายว่า

อัยการน่าจะมีเมตตา สั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาเช่นเดียวกับคดีซาลาเปา ที่เกิดขึ้นในอดีตโดยพิจารณา จากเจตนาหลักของผู้ต้องหาที่ขโมยลูกชิ้นเพียงถุงเดียวไปเลี้ยงครอบครัวและกตัญญูต่อบุพการี ผิดวิสัยของขโมย ทั่วไป ซึ่งจะต้องลักทรัพย์ในจำนวนที่มากกว่า 1 ชิ้น หากสามารถกระทำได้

กระนั้นก็ตามสำหรับคนไทยที่เป็นชาวพุทธ ย่อมรู้อยู่แก่ใจว่า หนึ่งในศีล 5 ที่ต้องยึดถือก็คือ ไม่ลักทรัพย์ และความยากจนอดอยาก ก็ไม่ได้หมายความว่า จะเป็นสิ่งที่อนุญาตให้กระทำผิดศีลในข้อนี้ได้

จึงต้องย้อนกลับไปยังรัฐบาลพรรคเพื่อไทยว่า เกือบ 1 ปีที่ผ่านมา ได้สร้างผลงานให้พี่น้องประชาชนอยู่ดีกินดีจริงหรือไม่
เหตุใดประเทศไทยในวันนี้ จึงยังมีคนจนข้นแค้นถึงขนาดต้องขโมยลูกชิ้น 1 ถุง ไปแบ่งกันกินในครอบครัว

--------------------------------
**หมายเหตุ
แอป Sondhi App ดาวโหลดได้แล้ว
ระบบ iOS ไปที่ AppStore :https://apps.apple.com/th/app/sondhi-app/id1588046647
ระบบ android ไปที่ Google Play :https://play.google.com/store/apps/details?id=com.sondhitalk.asia.android


กำลังโหลดความคิดเห็น