xs
xsm
sm
md
lg

รวบหนุ่มจีนอุ้มสาวชาติเดียวกันมัดมือ-เท้า เรียกค่าไถ่ 1 ล้าน จนมุมเพราะซิ่งรถชนท้ายบนทางด่วน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม



หนุ่มชาวจีนวัย 36 ปี ก่อเหตุอุ้มสาวชาติเดียวกัน จับมัดมือมัดเท้าเรียกค่าไถ่ 1 ล้านบาท ก่อนมาจนมุมถูกตำรวจตามจับได้เพราะ ขับรถชนท้ายบนทางด่วน

วันนี้ (14 ก.ย.) พ.ต.ท.ธนาคาร อ่อนจันทร์ หัวหน้างานศูนย์ควบคุมจราจรด่วน 2 กก.2 บก.จร. (สน.ทางด่วน 2) รับแจ้งมีเหตุลักพาตัวสาวขึ้นรถเก๋งโตโยต้า รุ่น ยาริส สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน 6 กฎ 8475 กรุงเทพมหานคร จึงนำกำลังสกัดจับรถยนต์คันดังกล่าวไว้ได้บริเวณหน้า รพ.ปิยะเวท ถนนพระราม 9 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กทม. ใกล้ด่วนศรีรัชช่วงทางลงถนนพระราม 9

ที่เกิดเหตุพบรถเก๋งโตโยต้า รุ่น ยาริส สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน 6 กฎ 8475 กรุงเทพมหานคร กระจังหน้าหลุด ฝากระโปรงบุบ และไฟหน้าด้านซ้ายมือได้รับความเสียหาย พบนายจ้าว วู่ หลิน ชาวจีน อายุ 36 ปี เป็นคนขับ จึงเข้าจับกุมพร้อมช่วยเหลือหญิงสาวจีน ที่ถูกมัดมือมัดเท้า จากการตรวจสอบภายในรถพบเงินสดจำนวนหนึ่ง เชือกไนลอนสีขาว ขวดน้ำส้ม ห่อทิชชู่ และเสื้อผ้าจำนวนหนึ่ง และพบรถคู่กรณีเป็นรถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีขาว ทะเบียน กน 2752 ศรีสะเกษ กันชนด้านหลังถูกชนได้รับความเสียหายเล็กน้อย มีนายสมพงษ์ สีสด อายุ 33 ปี เป็นคนขับ

นายสมพงษ์ กล่าวว่า ขณะตนขับรถบนด่วนศรีรัช รถติดจอดนิ่งอยู่ท้ายแถวบริเวณใกล้ทางลงพระราม 9 ใกล้โรงพยาบาลปิยะเวท ปรากฏว่ามีรถเก๋งโตโยต้ายาริส ขับพุ่งชนท้ายด้วยความเร็วปกติ คาดว่าน่าจะเบรกไม่ทัน ตนลงมาดูสภาพรถพร้อมกับคนขับรถคู่กรณีเป็นชาวจีน พูดภาษาไทยไม่ได้ และพยายามเดินวนดูบริเวณโดยรอบของรถด้วยอาการปกติ ไม่ได้มีท่าทีร้อนรน หรือโมโหแต่อย่างใด ก่อนที่ชายชาวจีนคนดังกล่าว จะใช้ Google Translate แปลภาษาบอกกับตนว่า ขอให้คิดค่าเสียหาย เขาพร้อมจะจ่ายเงินสดให้เพื่อให้เรื่องจบ

แต่ตนบอกไปว่า ขอให้พูดคุยผ่าน บ.ประกันภัย ดีกว่า ตนจะโทรเรียกประกันให้ และให้ฝั่งเขาโทรเรียกประกันมา จากนั้นตนเดินไปกดสัญญาณเรียกเจ้าหน้าที่กู้ภัยทางด่วนที่ตู้ข้างทาง ก่อนจะขึ้นไปนั่งบนรถเพื่อโทรเรียกประกัน ตอนนั้นตนก็ไม่ทราบเหตุการณ์ด้านนอกแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ต่อมาเจ้าหน้าที่กู้ภัยทางด่วนก็เดินทางมาถึง พร้อมกับนำรถของตนและรถของชายชาวจีนลงไปบริเวณด้านล่างทางด่วน เมื่อลงไปได้อีกสักพักหนึ่ง มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทางด่วน 2 เดินทางมาถึง ตนก็เข้าใจว่าน่าจะมาช่วยไกล่เกลี่ยสถานการณ์ และพาตนกับคู่กรณีไปพูดคุยกันที่โรงพัก

นายสมพงษ์ กล่าวต่ออีกว่า ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่มาถึงจับหนุ่มชาวจีนทันที ตนตกใจมากว่าเกิดอะไรขึ้น มาทราบจากเจ้าหน้าที่ตำรวจภายหลังว่า ระหว่างที่ตนนั่งอยู่ในรถเพื่อโทรเรียกประกัน ปรากฏว่ามีหญิงชาวจีนคนหนึ่ง วิ่งลงมาจากรถและเรียกแท็กซี่ที่อยู่บนทางด่วนเพื่อขอความช่วยเหลือ ทำให้ตนยิ่งตกใจเข้าไปใหญ่ว่า รถของชาวจีนพาผู้หญิงมาด้วย เพราะระหว่างที่ตนกับคู่กรณีอยู่บนทางด่วนและกำลังตรวจสอบรถอยู่นั้น ไม่เห็นว่าจะมีพิรุธหรือจะสังเกตเห็นว่ามีผู้หญิงชาวจีนอยู่ภายในรถ แม้กระทั่งจะเปิดกระจกรถออกมา

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทางด่วน 2 ประสานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.มักกะสัน ท้องที่เกิดเหตุ เดินทางไปรับตัวชายชาวจีนผู้ต้องสงสัยและหญิงชาวจีน ผู้ถูกลักพาตัว เดินทางมายัง สน.มักกะสัน เพื่อดำเนินการสอบปากคำถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น โดยขณะนี้ตัวชายชาวจีนผู้ต้องสงสัย อยู่ในระหว่างการควบคุมตัวที่ห้องสืบสวน ส่วนผู้หญิงชาวจีนผู้เสียหาย ได้นำตัวขึ้นไปสอบปากคำที่ชั้น 3 ของสถานีตำรวจ พร้อมได้จัดล่ามมาดำเนินการแปลภาษาให้ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนขึ้นไปบนชั้น 3 ของอาคารสถานีตำรวจแต่อย่างใด

จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า นายจ้าว วู่ หลิน รู้จักกับหญิงสาวผู้เสียหายที่สถานบันเทิงแห่งหนึ่งเมื่อช่วงค่ำวานนี้ จากนั้นพาไปมีเพศสัมพันธ์ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ต่อมาฝ่ายชายรู้ว่าฝ่ายหญิงสาวทางบ้านมีฐานะ จึงเอ่ยปากขอเงินหญิงสาวจำนวน 50,000 หยวน หรือ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 250,000 บาท แต่ฝ่ายหญิงไม่ยินยอม ฝ่ายชายจึงจับมัดมือมัดเท้าพาขึ้นรถ โดยยังไม่ทราบจุดหมายปลายทาง ก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุบนทางด่วน และสุดท้ายถูกตำรวจเข้าจับกุม

จากการตรวจสอบข้อมูลจากพาสปอร์ต พบว่า นายจ้าว วู่ หลิน มาจากมณฑลเหอหนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน และยังพบว่า มีบัตรอนุญาตทำงานของคนต่างด้าวในราชอาณาจักรกัมพูชา บัตรดังกล่าวทำตั้งแต่วันที่ 25 เม.ย.ที่ผ่านมา และบัตรจะหมดอายุในวันที่ 31 ธ.ค.นี้ ซึ่งยังไม่ทราบว่า นายจ้าว วู่ หลิน ประกอบอาชีพอะไร

ในเวลต่อมา พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. ได้เดินทางมาร่วมประชุมความคืบหน้าในคดีนี้ โดยหลังการประชุมได้เปิดเผยว่า แรกเริ่มเดิมทีเรื่องราวเกิดจากผู้ก่อเหตุและผู้เสียหายนั้นได้ไปรู้จักกันทางเทเลแกรม จากการแนะนำให้รู้จักจากเพื่อนของฝ่ายหญิงสาวผู้เสียหาย พูดคุยทำความรู้จักกันได้ 10 กว่าวัน จากนั้นก็ได้นัดกันไปรับประทานอาหารที่ร้านหมูกระทะแห่งหนึ่งในซอยรามคำแหง 65 ก็ได้มีการดื่มเครื่องดื่มสุรากัน จากนั้นฝ่ายหญิงสาวผู้เสียหายก็เกิดอาการเมาจนหมดสติ มารู้ตัวอีกทีก็พบว่ามานอนในสภาพเปลือยเปล่าอยู่ที่ห้องของผู้ก่อเหตุ ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งหนึ่งในซอยลาดพร้าว 81 จากนั้นผู้ก่อเหตุก็ได้ชักชวนว่า จะพาไปเที่ยวพัทยา จึงขับรถไปด้วยกัน ระหว่างทางก็ซื้ออาหารมาให้รับประทาน ก่อนจะพาไปยังที่เปลี่ยวแล้วลงมือกดคอหญิงสาวผู้เสียหาย ใช้เชือกมัดมือมัดเท้าแล้วข่มขู่เรียกค่าไถ่เป็นเงิน 200,000 หยวน หรือประมาณ 1 ล้านบาท แต่หญิงสาวผู้เสียหายบอกว่าไม่มีเงินมากขนาดนั้น จึงโทรศัพท์ไปขอยืมเพื่อน ซึ่งเพื่อนของผู้เสียหายก็โอนเงินเข้าบัญชีผู้เสียหาย มาให้ 50,000 หยวน หรือประมาณ 250,000 บาท จากนั้นระหว่างทางที่ผู้ต้องหาจะพาผู้เสียหายไปกดเงินที่ธนาคาร โดยใช้เส้นทางขึ้นทางด่วนศรีนครินทร์ จนมาเกิดอุบัติเหตุขับรถไปชนคู่กรณีบนทางด่วนศรีรัช

จากนั้นหญิงสาวผู้เสียหายจึงอาศัยจังหวะดังกล่าววิ่งหลบหนีออกจากรถไปขอความช่วยเหลือแท็กซี่ที่ขับผ่านมาพอดี จากนั้นคนขับแท็กซี่ จึงพาผู้เสียหายไปยัง สน.ทางด่วน 2 เพื่อให้ตำรวจช่วยเหลือ ก่อนที่ตำรวจทางด่วน 2 จะตรวจสอบกล้องวงจรปิดแล้วตามไปจับกุมผู้ต้องหาได้ และควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สน. มักกะสัน สอบสวนดำเนินคดี ยึดของกลาง เป็นเชือกที่ใช้ก่อเหตุมัดมือมัดเท้าหญิงสาวผู้เสียหาย และเงินสดกว่า 100,000 บาทและเงินสกุลต่างประเทศอีกหลายสกุล

จากการตรวจสอบเบื้องต้น หญิงสาวผู้เสียหายมีอาชีพเป็นเอเย่นต์พาชาวจีนด้วยกันไปทำศัลยกรรมที่ประเทศเกาหลีใต้ พักอาศัยอยู่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งย่านอโศกมนตรี ส่วนผู้ต้องหามีอาชีพ รับจ้างขับรถอยู่ที่นครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งทั้งสองมักจะเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยอยู่บ่อยครั้ง โดยผู้ต้องหาใช้วีซ่านักท่องเที่ยว อยู่ได้ 15 วัน ส่วนหญิงสาวผู้เสียหายใช้วีซ่านักท่องเที่ยวเช่นกัน อยู่ได้ 2 เดือน โดยหญิงสาวผู้เสียหายเข้าประเทศไทยมาล่าสุดเมื่อวันที่ 2 ก.ย.ที่ผ่านมา ส่วนผู้ต้องหาเคยเดินทางเข้าประเทศไทยมาแล้ว 4 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 ก.ค. 65 ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 65 ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา และครั้งล่าสุดคือเมื่อวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา อยู่ระหว่างประสานกับทางการจีนว่าเคยมีประวัติก่ออาชญากรรม หรือถูกออกหมายจับหรือไม่ โดยเบื้องต้นยังไม่พบว่าผู้ต้องหามีพฤติกรรมตั้งกลุ่มเป็นแก๊ง หรือทำเป็นขบวนการ แต่เชื่อว่ามีพฤติกรรมหลอกลวงเหยื่อไปมอมยาแล้วข่มขู่รีดทรัพย์ ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าเคยก่อเหตุมามากน้อยแล้วเพียงใด ส่วนรถที่ใช้ก่อเหตุนั้นเช่ามาในราคาวันละ 5,000 บาท โดยเช่าเป็นเวลา 4 วัน ตั้งแต่ 11 ถึง 14 ก.ย.นี้ จึงทำให้เชื่อว่ามีการวางแผนก่อเหตุมาเป็นอย่างดี

ซึ่งก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 18 เม.ย.ที่ผ่านมา มีกรณีชายชาวจีนหลอกลวงหญิงชาวจีนด้วยกันจากย่านอาร์ซีเอไปที่โรงแรม ก่อนที่ฝ่ายชายจะขู่บังคับ มัดมือมัดเท้าสาวผู้เสียหาย แล้วเรียกค่าไถ่โดยให้โอนเงินกว่า 8 แสนบาท เหตุเกิดในท้องที่ สน.ห้วยขวาง แต่ผู้ก่อเหตุหลบหนีออกนอกประเทศไปได้ก่อน จากพฤติการณ์ที่คล้ายกันทำให้เห็นว่ามีคนจีนที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย มาก่อเหตุหลอกลวงเหยื่อเรียกค่าไถ่ชาวจีนกันเอง ทางตำรวจนครบาลก็ได้พยายามสอดส่องดูแลเพื่อป้องกันคนร้ายก่อเหตุเช่นนี้ในประเทศไทย เพราะสร้างความเสียหายแก่ภาพลักษณ์ การท่องเที่ยว ถึงฝากประชาสัมพันธ์หากประชาชนพบเห็นความผิดปกติของชาวต่างชาติที่พักอาศัยอยู่ในประเทศไทยให้แจ้งตำรวจทันที

อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวน สน.มักกะสัน ได้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาในข้อหา เรียกค่าไถ่ หน่วงเหนี่ยวกักขัง ทำให้สูญเสียอิสรภาพ และและความผิดทางเพศ โดยเบื้องต้นได้แจ้งข้อหากระทำอนาจารไว้ก่อน หากผลตรวจของแพทย์ ระบุว่ามีการล่วงละเมิดทางเพศก็จะแจ้งข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา โดยหลังจากจับกุมตัวผู้ต้องหา ตำรวจได้พาไปตรวจค้นที่ห้องพักโรงแรมของผู้ต้องหาเพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติม เมื่อการสอบสวนแล้วเสร็จก็จะควบคุมตัวไปขออำนาจศาลฝากขังต่อไป
กำลังโหลดความคิดเห็น