xs
xsm
sm
md
lg

ป.หอบสำนวน “ลุงบุญช่วย” ฮุบที่ดินมูลนิธิฯ หนากว่า 5 พันหน้า ส่งอัยการสั่งฟ้อง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม



MGR Online - กองปราบปรามหอบสำนวนคดี “ลุงบุญช่วย” น้องชายพระกิตติวุฑโฒ ฮุบที่ดินมูลนิธิฯ หนา 5 พันกว่าหน้าส่งอัยการสั่งฟ้อง มั่นใจหลักฐานแน่นหนาเอาผิดสองพ่อลูกได้

วันนี้ (25 มิ.ย.) ที่กองปราบปราม เมื่อเวลา 10.00 น. พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. พร้อมด้วยพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ป. ได้นำแฟ้มสำนวนการสอบสวนสืบสวนคดียักยอกที่ดินจำนวนกว่า 4,000 ไร่ ของมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย ไปส่งให้พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญาพิจารณาสั่งฟ้องนายบุญช่วย เจริญสถาพร อายุ 80 ปี น้องชายพระกิตติวุฑโฒ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย และนายกิตติพงษ์ เจริญสถาพร อายุ 43 ปี บุตรชายของนายบุญช่วย สองผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ข้อหาร่วมกันยักยอก, ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และร่วมกันเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีแพ่งและคดีอาญา ตามขั้นตอนกฎหมาย

พ.ต.อ.เอนกกล่าวว่า สำหรับพยานหลักฐานในคดีดังกล่าวทางพนักงานสอบสวนกองปราบปรามได้ทำสำนวนค่อนข้างแน่นหนา ที่ผ่านมามีการเรียกสอบปากคำพยานบุคคลต่างๆ จำนวน 122 ปาก จนมีแฟ้มเอกสารหลักฐานต่างๆจำนวน 12 แฟ้ม 5,585 หน้า ซึ่งจากข้อมูลพยานหลักฐานในสำนวนดังกล่าวค่อนข้างชัดเจนว่า นายบุญช่วยและนายกิตติพงษ์ พ่อลูกคู่นี้มีการยักยอกที่ดินของมูลนิธิไปเป็นของตัวเองจริง ทางพนักงานสอบสวนจึงมีความเห็นทางคดีสั่งฟ้อง ก่อนนำสำนวนคดีดังกล่าวส่งมอบให้กับทางพนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา พิจารณาตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป


ขณะที่ นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวภายหลังจากที่พนักงานสอบสวนนำสวนพร้อมความเห็นสมควรสั่งฟ้อง นายบุญช่วยกับลูกชายยักยอกที่ดินมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุ 4,000 ไร่ ให้กับพนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญาในวันนี้ว่าสำนวนดังกล่าวจะถูกจ่ายไปยังอัยการสำนักงานคดีอาญา6เป็นผู้พิจารณาสำนวนซึ่งคดีนี้เป็นคดียักยอกทรัพย์ทางพนักงานอัยการจะมีกรอบในการพิจารณาก่อนครบกำหนดฝากขังครั้งที่ 4 ในวันที่ 27 ก.ค.มิเช่นนั้นศาลจะหมดอำนาจการคุมตัว ซึ่งคดีนี้มีพยานหลักฐานจำนวนมากเเต่เบื้องต้นทางพนักงานอัยการก็จะดำเนินการพิจารณาคดีเพื่อให้ทันกรอบระยะเวลา

สำหรับพฤติการณ์คดี สืบเนื่องจากเมื่อปี พ.ศ. 2510 มูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย ได้จัดตั้งเป็นนิติบุคคล มีพระกิตติวุฑโฒเป็นกรรมการ ผจก.มูลนิธิ ต่อมาปี พ.ศ. 2513-2515 พระกิตติวุฑโฒซื้อที่ดินที่เป็น น.ส.3 (หนังสือรับรองทำประโยชน์ในที่ดินที่มีเพียงสิทธิครอบครองไม่มีกรรมสิทธิ์)และที่ดินมือเปล่า รวมเนื้อที่ 4,000 ไร่ ในราคา 12 ล้านบาท จากนายสมพล โกศลานันท์เจ้าของที่ดิน โดยนำเงินที่เรี่ยไรการทำบุญมาจากพุทธศาสนิกชนที่มีจิตศรัทธาไปชำระให้นายสมพล 8 ล้านบาทแล้ว นายสมพลส่งมอบที่ดินให้ครอบครองเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรม ทำกิจกรรมทางศาสนา ระหว่างนั้นมีการมอบหมายผู้ต้องหาที่ 1 ซึ่งเป็นน้องชายของพระกิตติวุฑโฒมาดูแลและมีผู้ต้องหาที่ 2 มาอยู่ด้วย โดยผู้ต้องหาทั้งสองได้ไปติดต่อหน่วยราชการและเสียภาษีที่ดินในนามมูลนิธิฯ จนมาถึงปี พ.ศ. 2538 นายสมพลเสียชีวิต และปี พ.ศ. 2548 พระกิตติวุฑโฒมรณภาพก็ไม่มีการเปลี่ยนชื่อผู้ครอบครองที่ดิน

ต่อมา ปี 2550 นายบุญช่วย ผู้ต้องหาที่ 1 มีเจตนาทุจริตที่ต้องเอาที่ดินซึ่งเป็นของมูลนิธิที่ตนครอบครองแทนอยู่ให้มาเป็นของตนเอง จึงวางแผนด้วยการทำเอกสารอันเป็นเท็จระบุว่า นายบุญช่วย ผู้ต้องหาที่ 1 เป็นผู้ซื้อที่ดินทั้งหมดจากนายสมพล (ที่เสียชีวิตไปเมื่อปี พ.ศ. 2538) เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดจันทบุรี ต่อมามีการสมยอมกันระหว่างผู้ต้องหาที่ 1 กับนายเรวัติ โกศลานันท์ ทายาทของนายสมพล จนเป็นเหตุให้ศาลจังหวัดจันทบุรีมีคำพิพากษาตามยอม โดยผู้ต้องหาที่ 1 ใช้คำพิพากษาไปยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อเปลี่ยนชื่อทางทะเบียนใน น.ส.3 จากนายสมพล มาเป็นชื่อของนายบุญช่วย ผู้ต้องหาที่ 1 แต่เจ้าพนักงานที่ดินโต้แย้งว่านายเรวัติไม่ใช่ทายาทของนายสมพลเพียงคนเดียว จึงไม่จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อให้ ต่อมาผู้ต้องหาที่ 1 จึงทำเอกสารเท็จขึ้นมาอีกให้ทายาทของนายสมพลอีก 2 คนลงนามว่านายสมพลขายที่ดินให้ผู้ต้องหาที่ 1 แล้วนำไปเสนอต่อศาล แล้วต่อมาศาลจังหวัดจันทบุรีได้มีหนังสือให้เจ้าพนักงานที่ดินโอนเปลี่ยนชื่อใน น.ส.3 จากชื่อนายสมพลเป็นนายบุญช่วย ผู้ต้องหาที่ 1

กระทั่งปี พ.ศ. 2553-2554 ผู้ต้องหาที่ 1-2 มีเจตนาแย่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินของมูลนิธิฯ มาเป็นของตัวเองด้วยการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าตนเป็นเจ้าของที่ดิน น.ส.3 และที่ดินเปล่าทั้งหมด ทำให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดให้ผู้ต้องหาที่ 1-2 รวม 99 ฉบับ ต่อมาทายาทนายสมพลทราบเรื่องดังกล่าวจึงไปยื่นฟ้องศาลเพื่อทวงที่ดินคืนจากผู้ต้องหาที่ 1 และเป็นเหตุให้ฟ้องร้องต่อเนื่องกันไปมาทั้งแพ่ง-อาญาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554-2562 และมีการเบิกความเท็จต่อศาลจังหวัดจันทบุรี 3 คดี ผู้ต้องหาที่ 1 เบิกความเท็จรวม 8 กรรม และผู้ต้องหาที่ 2 เบิกความเท็จ 4 กรรม เป็นเหตุให้มูลนิธิฯ ซึ่งเป็นเจ้าของที่แท้จริง เสียหาย 207,178,580 บาท(ตามราคาซื้อขายในปัจจุบันราคาไร่ละ 700,000 บาท รวมราคาที่ดินประเมิน 2,450 ล้านบาท) มูลนิธิฯ จึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับกองปราบฯเพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งสอง เหตุเกิดที่ จ.จันทบุรี ระหว่างวันที่ 3 พ.ค. 50 - 13 ก.ย. 62 ต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน ชั้นสอบสวนผู้ต้องหาที่ 1-2 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยผู้ต้องหาทั้ง 2 รายไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างฝากขัง

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า คดีนี้ทางมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัยได้เข้าแจ้งความกับตำรวจกองปราบปราม เพื่อให้ดำเนินคดี กับนายบุญช่วยซึ่งเป็นน้องชายของพระกิตติวุฑโฒภิกขุ อดีตประธานมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุยักยอกที่ดินในพื้นที่ตำบลพลวง ตำบลตะเคียนทอง อำเภอเขาคิชฌกูฏ และบางส่วนในอำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ของมูลนิธิฯ จำนวน 3,800 ไร่ ไปเป็นของตนเอง โดยมีการสวมสิทธิการครอบครองและนำไปออกโฉนดโดยมิชอบ ทำให้ น.ส.เขมจิรา บัณฑูรนิพิท และ พล.ต.ต.ธารินทร์ จันทราทิพย์ ทายาทรุ่นหลานของเจ้าของที่ดินเดิม มีการฟ้องร้องเป็นคดีความหลายคดีจนเหตุการณ์ลุกลามบานปลายจนเป็นมูลเหตุทำให้ พล.ต.ต.ธารินทร์ตัดสินใจใช้อาวุธปืนกราดยิงในศาลจันทบุรีเมื่อวันที่ 12 พ.ย. 62 ที่ผ่านมาเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิตหลายราย






กำลังโหลดความคิดเห็น...