MGR Online - “ยิ่งลักษณ์” อดีตนายกรัฐมนตรี ขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไต่สวนคดีรับจำนำข้าว มั่นใจชี้แจงต่อศาลได้ทุกข้อกล่าวหา
วันนี้ (5 ส.ค.) เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แจ้งวัฒนะ องค์คณะผู้พิพากษานัดไต่สวนพยานจำเลยนัดแรกคดีการทุจริตโครงการจำนำข้าวที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นจำเลยในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบฯ กรณีละเลยไม่ยับยั้งโครงการจำนำข้าวจนเกิดความเสียหายกว่า 4 แสนล้านบาท
โดยช่วงเช้า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเดินทางมาถึงศาลฎีกา ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า มั่นใจจะสามารถชี้แจงโครงการจำนำข้าวได้ ส่วนคดีแพ่งที่จะให้ชดใช้ค่าเสียหายจากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงโครงการจำนำข้าวคงต้องรอให้การดำเนินคดีอาญาเสร็จสิ้นก่อน และขอความเป็นธรรมว่า เอกสารที่ได้ยื่นคำร้องไปเหตุใดจึงไม่นำพิจารณา รวมถึงหลังจากที่มีเหตุการณ์ปฏิวัติก็ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวเลย เหตุใดจึงนำความเสียหายที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นมารวมด้วย พร้อมกับยืนยันว่าโครงการรับจำนำข้าวข้าวเป็นโครงการที่มีประโยชน์ต่อประชาชน
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวถึงการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 ส.ค.นี้ว่า เชิญชวนประชาชนให้มาใช้สิทธิลงประชามติเพื่อที่จะได้สะท้อนถึงความต้องการของประชาชน และให้พิจารณาข้อดีข้อเสีย ส่วนผลจะออกมาเป็นอย่างไรนั้นไม่ขอวิจารณ์ในเรื่องดังกล่าว แต่ก็ขอให้กระบวนการดำเนินการเป็นไปด้วยความโปร่งใส
ทั้งนี้ก่อนการไต่สวนพยานจำเลยปากแรก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ขออนุญาตศาลใช้เวลา 1 ชั่วโมง ในการแถลงเปิดคดี ซึ่งได้กล่าวตามเอกสารเพาเวอร์พ้อยท์ ที่จัดเตรียมมา สรุปประเด็นสำคัญ 6 ข้อ ให้องค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 พิจารณา
น.ส.ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกฯ ยืนยันว่า ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต และขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาตามฟ้องโจทก์และ สำนวนของ ป.ป.ช.ใน 6 ประเด็น สรุปว่า โครงการจำนำข้าว เป็นนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่มุ่งคุ้มครองรักษาประโยชน์ และแก้ปัญหาหนี้ รวมทั้งพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย และเมื่อแถลงนโยบายต่อสภาฯ แล้ว ก็ย่อมมีผลผูกพัน ที่ ครม.ต้องปฏิบัติตาม และทำแผนบริหาราชการแผ่นดินให้สอดคล้องกับสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เรียกว่า โครงการนี้เป็นโครงการสาธารณะให้ความคุ้มค่า คำนึงถึงผลประโยชน์สภาพเศรษฐกิจโดยรวม ไม่ได้มุ่งแสวงหาผลกำไร หากจะคิดเพียงกำไร-ขาดทุน ทุกโครงการก็มีผลขาดทุนหมดแต่ก็ต้องทำเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยโดยโครงการจำนำข้าวทำมาแล้ว 30 ปีมีปัญหาการทุจริตแต่รัฐบาลจัดสินใจทำโครงการเพื่อยกระดับข้าวไทยและส่งเสริมเศรษฐกิจไทยผ่านการบริโภคของประเทศ ส่วนที่มีการกล่าวหากำหนดราคาข้าวไม่เหมาะสม หรือราคาสูงเกินไป ก็เรียนว่ารัฐบาล จำเป็นต้องกำหนดราคารับจำนำข้าว 15,000 – 20,000 /ตัน เพื่อแก้ปัญหาหนี้เรื้อรัง และมีการคำนวณเพื่อหวังให้เกษตรกรมีรายได้เทียบเท่ารายได้ขั้นต่ำวันละ 300 บาท จึงไม่มากเกินและมีความเหมาะสม กรณีที่ให้รับจำนำข้าวทุกเมล็ดเพื่อให้สิทธิ์ชาวนาทุกรายโดยไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งจะมีผลทั้งเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการและไม่ได้ร่วมโครงการเพราะจะขายข้าวได้ในราคาที่เท่ากัน
ส่วนที่กล่าวหาบิดเบือนกลไกตลาดนั้นไม่เป็นความจริง เพราะปีแรกมีเกษตรกรนำเข้าสู่โครงการ 58 % ส่วนปีถัดมาก็ยังมีถึง 50 % ดังนั้นจำนวนข้าวอีกครึ่งหนึ่ง พ่อค้าคนกลางสามารถซื้อจากเกษตรกรได้ตามปกติ และการระบายข้าวของรัฐบาลก็อ้างอิงจากราคาตลาดโลกในการส่งออก และตามรายงานศึกษาของหน่วยงานทั้งไทย-ต่างประเทศ ระบุว่าโครงการมีความคุ้มค่า ซึ่งจากการสำรวจความเป็นอยู่ของชาวนาพบว่ามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นและหนี้ลดลง โดยสามารถชำนะหนี้ได้เพิ่มขึ้น ทำให้ลดหนี้เสียของธนาคารได้ ดังนั้นการที่ ป.ป.ช. นำรายงานของอนุกรรมการปิดบัญชีมาระบุว่าโครงการได้รับความเสียหายจึงไม่ถูกต้อง ซึ่งอนุกรรมการปิดบัญชี ไม่ได้มีหน้าที่ประเมินความคุ้มค่า แต่เป็นหน้าที่ของสภาพัฒน์ฯ ยิ่งไปกว่านั้น ป.ป.ช.กล่าวหาตนทราบเรื่องปิดบัญชีแล้วแต่ไม่ยกเลิกโครงการนั้นก็ไม่สมเหตุสมผล โดยนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รมว.คลัง ได้ยืนยันกับตนว่า โครงการไม่มีความเสียหายยังอยู่ในกรอบการเงินการคลัง และยังมีประโยชน์โดยรวม
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวอีกว่า โครงการจำนำข้าวมีมาตรการป้องกันการทุจริตที่ดำเนินการอย่างจริงจังโดยมีการตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ ขึ้นมาตรวจสอบและปรับปรุงหลักเกณฑ์ที่บกพร่องของโครงการในอดีต ส่วนที่ ป.ป.ช.กล่าวหาตนนั้นยังไม่มีพบยานชัดเจนว่า มีความเสียหายในพื้นที่ไหน และมีใครเป็นผู้กระทำผิดนอกจากนี้ยังมีการป้องกันความเสียหายด้านการคลังและงบประมาณโดยมีหลักเกณฑ์อย่างเคร่งครัดเพื่อสร้างความั่นคงทางการเงิน และมีมติ ครม. กำหนดวงเงินหมุนเวียนไม่เกิน 500,000 ล้านบาท และเงินกู้ไม่เกิน 20 % ซึ่งสามารถทำได้ตามที่กำหนด รวมทั้งยังมีมาตรการข้าวเน่า ข้าวเสื่อมด้วยการทไประกันภัยข้าวและมีเจ้าของโกดังรับผิดชอบความเสียหายตามสัญญา
“ ตนจึงไม่ได้ละเว้น เพิกเฉย เพื่อให้เกิดความเสียหาย ซึ่งการระบายข้าวมีการตั้งคณะกรรมการระบายข้าว โดย ครม.มีเจตจำนงค์ชัดเจนในการแบ่งอำนาจฝ่ายปฏิบัติและฝ่ายนโยบาย ขอเรียนว่าตนไม่เคยละเลยการตรวจสอบจำนวนข้าว แต่การทำหน้าที่ตนก็มีกรอบ ”
อดีตนายกฯ กล่าวอีกว่า ส่วนที่ช่วงการอภิปรายพูดถึงการระบายข้าวแบบ จีทูจี แต่ข้อมูลยังไม่เป็นที่ยุติ ตนก็ให้มีการตั้งคณะอนุกรรมการมาไต่สวนและมีการปรับ ครม. ซึ่งแทนที่ ป.ป.ช.จะเร่งรีบไต่สวนของนายบุญทรงในฐานะผู้ปฏิบัติงาน กลับกล่าวหาตน ก่อนในฐานะผู้ให้นโยบาย ซึ่งเป็นการเลือกปฏิบัติ และไม่เป็นธรรม ซึ่งการแจ้งข้อกล่าวหากับการไต่สวนของ ป.ป.ช. มีเอกสารเพียง 49 แผ่นโดยไม่มีหลักฐานว่าตนกระทำการไม่ชอบหรือทุจริต แล้วใช้เวลาสรุปสำนวน 2 เดือนเศษ แต่โครงการอื่นใช้เวลา 5 ปี ขณะที่คดีนายบุญทรง 8 เดือนเศษหลังจากสรุปสำนวนตน ถือเป็นการเร่งรัดอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับคดีมาก่อน อีกทั้งสำนวนของอัยการก็เพิ่มข้อกล่าวสมยอมให้เกิดการทุจริต รวมทั้งนำเอกสารที่มีเพิ่มอีก 60,000 แผ่น ที่ไม่ได้ไต่สวนชั้น ป.ป.ช. มาปรักปรำ กับที่จะมีการส่งเอกสารละเมิดคดีแพ่งทั้งที่คดีอาญายังไม่มีข้อยุติ และตั้งข้อสังเกตว่า พยานโจทก์ และ ป.ป.ช.มีแต่ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อโครงการจำนำข้าว และโจทก์ยังนำหลักคิดกำไร-ขาดทุน มาประเมินกับโครงการรัฐที่ช่วยเหลือโดยไม่ยึดความคุ้มค่า อีกทั้งพยานโจทก์ยังให้การแตกต่าง และขัดแย้งกันเองกับเอกาสารด้วย
ส่วนปัญหาข้าวสารถุงภายหลังการอภิปราย ก็ได้มอบหมายนายนิวัติธำรง บุญทรงไพศาล รมว.พาณิชย์ ตรวจสอบ แล้วในที่สุดก็ได้ยกเลิกข้าวถุง ทั้งนี้ตนยืนยันไม่ได้เพิกเฉยหรือยินยอมให้มีการทุจริต โดยตนทำหน้าที่ครบตามรัฐธรรมนูญกำหนด ส่วนที่ สตง.และ ป.ป.ช.ส่งหนังสือข้อแนะนำ มาก็ได้พิจารณาแต่เมื่อได้แถลงนโยบายแล้วไม่สามารถยกเลิกโครงการได้ เพราะไม่ได้ขัดต่อมติ ครม. แต่ได้ส่งให้ฝ่ายปฏิบัติการ ดำเนินการ และปรับหลักเกณฑ์อย่างรัดกุม โดยตนในฐานะนายกรัฐมนตรีและ ประธาน กขช.โดยลำพังไม่มีอำนาจยกเลิก มติ ครม. ซึ่งโครงการทำโดยคณะบุคคล ขณะที่การยกเลิกโครงการใหญ่จะมีผลกระทบหลายด้าน หากจะยกเลิกต้องตรวจสอบข้อดี ข้อเสีย และปัญหาก่อน หากฝ่ายปฏิบัติเกิดปัญหาก็ต้องแก้ที่ฝ่ายปฏิบัติ ไม่ใช่ยกเลิกนโยบาย
นอกจากนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังตั้งข้อสังเกตกรณีที่ ไม่ได้รับความเป็นธรรมเรื่องนี้ว่า ได้พบเอกสารของ นบข.ฉบับหนึ่ง จึงขอตั้งข้อสงสัยว่า ที่กล่าวถึงการทำหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ที่ระบุว่า “ประธาน นบข. ให้ข้อสังเกตว่า หน้าที่ของคณะกรรมการ คือ ประเมินความเสียหาย และนำส่งข้อมูลให้กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ตั้งเรื่อง โดยไม่ต้องพิจารณาประเด็นความยุติธรรม แต่ต้องดำเนินการตามกรอบเวลาให้ทันการส่งฟ้อง มิฉะนั้นจะถือเป็นความบกพร่อง ของ 3 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ ” ดังนั้นตนจึงหวังให้ศาลเป็นที่พึ่งให้ความเป็นธรรมด้วย
ภายหลังอดีตนายกฯ ใช้เวลาแถลงเปิดคดีจนกระทั่งเวลา 10.30 น. แล้ว องค์คณะมีคำสั่งให้พักกระบวนพิจารณา 15 นาที ก่อนจะเริ่มไต่สวน น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นพยานปากแรก ตอบการซักค้านของนายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการสำนักการสอบสวน ฐานะคณะทำงานคดีจำนำข้าว ยืนยันว่า มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเมื่อเกิดปัญหา และเข้าใจหลักการเรื่องการใช้อำนาจในการยับยั้งโครงการว่า ถ้ามีการดำเนินโครงการแล้วขัดต่อ มติ ครม.แล้วขัดนโยบายที่แถลงต่อสภา ก็สามารถยกเลิกได้เพราะถือเป็นเหตุจำเป็น แต่โครงการนี้ไม่ปรากฏว่า ขัดมติ ครม. โดยดำเนินการตามหลักเกณฑ์ซึ่งวงเงินหมุนเวียนไม่เกินกรอบ 500,000 ล้านบาทที่ ครม.กำหนด
เมื่ออัยการถามว่า เหตุใดจึงมีการยุติโครงการบริหารจัดการน้ำ และปรับปรุงเปลี่ยนหลักเกณฑ์เงินที่ส่งเข้ากองทุนน้ำมันได้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า กรณีที่โครงการบริหารจัดการน้ำต้องยุติไป เพราะทำตามคำสั่งของศาลปกครอง ส่วนการจัดการกองทุนน้ำมัน เป็นคนละภารกิจที่ไม่อาจนำมาเทียบเคียงได้
เมื่อถามว่า จำเลย ได้อบรมหลักสูตรวิทยาลัยตลาดทุน รุ่นเดียวกับนายวุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์ อดีตรองอัยการสูงสุด ( ประธานคณะทำงานร่วมอัยการและ ป.ป.ช.) และจำเลยได้รับเลือกเป็นประธานรุ่นด้วย หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบยอมรับว่า ได้เข้าอบรมจริง แต่บุคคลที่ร่วมอบรมก็มีหลากหลายและ ป.ป.ช.ด้วย แต่ไม่สนิทกับใครเป็นพิเศษ และเมื่อได้รับเลือกเป็นนายกฯ ก็ได้ลาออกจากประธานรุ่น
ขณะที่อัยการ พยายามซักถามถึงประเด็นการระบายข้าว ที่ภาครัฐขาย แล้วราคาขายได้น้อยกว่า ภาคเอกชนขายถึง 6 บาทว่าทราบหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบเพียงว่า เปรียบเทียบกันไม่ได้ อยู่ที่รายละเอียดของฝ่ายปฏิบัติ ที่ต้องถามอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เมื่อถามย้ำว่า ได้มีการรายงานส่วนต่างราคาดังกล่าวให้จำเลยทราบหรือไม่ อดีตนายกฯ กล่าวว่า มติ ครม.ระบุว่ามีความละเอียดอ่อนไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ เพราะจะกระทบต่อภาพรวมและการต่อรองราคาข้าว แต่ ครม.ยังได้ติดตามภาพรวมไม่ให้เกินกรอบวงเงิน 500,000 ล้านบาท
ต่อมาในช่วงบ่าย อัยการโจทก์ ได้ถามถึงหนี้และดอกเบี้ยที่รัฐจะต้องจ่ายชดเชยมูลค่าหนี้ของ ธกส.
น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ธกส.อยู่ในฐานะผู้กู้เงิน มีกระทรวงคลังเป็นผู้ค้ำประกัน ซึ่งเงินชำระหนี้ได้มาจากการระบายข้าว โดยรัฐจะชดเชยในส่วนที่ขาด สำหรับดอกเบี้ย ธกส. จะเป็นผู้รับไป ซึ่งยืนยันว่าเงินที่ใช้ในโครงการเป็นไปตามกรอบวงเงินหมุนเวียน 500,000 ล้านบาท
เมื่ออัยการ พยายามซักถึงตัวเลขมูลค่าหนี้ว่าหน่วยงานใดจะเป็นผู้รับผิดชอบ และให้ยืนยันจำนวนตัวเลขที่แน่นอนนั้น
น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีลักษณะท่าทางอึกอัก ก่อนปฏิเสธที่จะตอบให้ชัดเจนในตัวเลข ที่อัยการโจทก์มีลักษณะถามนำให้ยอมรับว่าใช่จำนวนตัวเลขดังกล่าว โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เรื่องของการเงินเป็นเรื่องที่ต้องระวังในการตอบด้วยความรอบคอบเพราะมีความสำคัญกับชีวิต
จากนั้นอัยการถามต่อว่า ตอนจัดโครงการรับจำนำข้าวรัฐบาลได้วางแผนการใช้หนี้ที่เกิดจากโครงการไว้อย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบว่า เป็นการวางแผนที่กระทรวงการคลังซึ่งมีสำนักบริหารหนี้คอยดูแล โดยทุกอย่างเป็นไปตามกรอบที่กำหนดไว้
เมื่ออัยการโจทก์ ถามอีกว่า งบประมาณของโครงการช่วยเหลือการเกษตรในอดีตกับปัจจุบันแตกต่างกันอย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบว่า จะนำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้การใช้จ่ายในโครงการรับจำนำข้าวเป็นไปตามกรอบที่วางไว้โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าเป็นการมองคนละวิธีกัน ส่วนโครงการจำนำข้าวเป็นโครงการสาธารณะที่เป็นการช่วยเหลือชาวนา ถ้าชาวนาชีวิตดีขึ้นแต่กลับไปมองเรื่องขาดทุนกำไรโครงการสาธารณะที่ช่วยเหลือประชาชนคงไม่ได้เปิด ส่วนที่จะตกเป็นหนี้สาธารณะเท่าใดนั้นตนไม่ขอยืนยันในตัวเลขที่โจทก์พูดมาเนื่องจากไม่ทราบว่าโจทก์นำตัวเลขนี้มาจากไหน และถ้ารัฐบาลยังดำเนินโครงการอยู่วงเงินก็จะอยู่ภายใต้กรอบที่ ครม.อนุมัติ
อัยการ ยังถามว่าจำเลยทราบหรือไม่ว่า ปัจจุบันหนี้สาธารณะ มีมูลค่าค้างอยู่กว่า 5 .7ล้านล้านบาท โดยโครงการนี้ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบว่า ทุกอย่างนั้นอยู่ภายใต้กรอบวงเงิน และยังยืนยันว่าโครงการนี้ต้องมองภาพรวม และความคุ้มค่า แต่ยอมรับว่าเงินโครงการมาจากนโยบายและงบประมาณซึ่งเป็นงบประมาณสาธารณะเพื่อประชาชน
เมื่ออัยการถามอีกถึง ลักษณะการจำนำข้าวทุกเมล็ดของโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลจำเลย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบว่า การรับจำนำข้าวใน 1ปี เปิดรับจำนำไม่เกิน 2 ครั้งและอายุของข้าวต้องมีไม่ต่ำกว่า 110 วัน มีการกำหนดข้าวที่รับจำนำ 18 สายพันธุ์ ซึ่งรัฐบาลมีการส่งเสริมปลูกข้าวคุณภาพพิสูจน์ได้เพราะมีการลงชื่อโดยการตรวจสอบตามกฎเกณฑ์ อีกทั้งมีประชาคมในประชาชนตรวจสอบ และมีการออกหนังสือรับรองของเกษตรกร รวมทั้งยังมีสัญญาตรวจสอบคุณภาพด้วย
เมื่อถามอีกว่า จำเลยได้ สั่งห้ามไม่ให้มีการเปิดเผยของโครงการรับจำนำข้าว จำเลย ตอบว่าเป็นไปตามมติ ครม. เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เนื่องจากมีหน่วยงานปฏิบัติร้องขอมา ซึ่งการเปิดเผยข้อมูลอาจทำให้เป็นการสร้างอำนาจการซื้อขายตอรองราคา แต่ตนไม่เคยสั่งการให้มีการปกปิดข้อมูล ส่วนตัวเลขเงินที่ใช้ในโครงการจำนำข้าวสูงขึ้นเรื่อยๆ แล้วจำเลยมีมาตรการอย่างไร
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวย้ำว่า โครงการสาธารณะอื่นๆก็ใช้เงิน อย่ามองว่าการจ่ายเงินให้ชาวนาเป็นการขาดทุน ไม่เช่นนั้นจะเป็นโครงการสาธารณะไม่ได้ และสุดท้ายโครงการก็แสดงให้เห็นว่าใช้วงเงินไม่เกินกรอบ
เมื่อถามว่า การระบายข้าว แบบจีทูจี เป็นลักษณะอย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้ตอบถึงความหมายของการระบายข้าวแบบจีทูจี แต่จำเลยกลับตอบว่าได้มอบอำนาจให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบโดยไม่ได้ไปก้าวล่วงในชั้นปฏิบัติ
ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังได้เบิกความตอบอัยการโจทก์ เรื่องข้าวหาย ระหว่างการระบายแบบจีทูจีด้วยว่า เรื่องนี้ได้ทำการตรวจสอบในวันเดียวกันทั่วประเทศ และมีการเชิญ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือก เพื่อร่วมตรวจสอบ แต่ น.ส.สุภา ไม่ได้ไป จึงยังไม่ได้มีการยอมรับข้อเท็จจริงส่วนนี้ อีกทั้งการตรวจสอบนั้นยังเคยขอให้ ป.ป.ช. เดินเผชิญสืบในพื้นที่ แต่ ป.ป.ช.ก็ไม่ได้ตรวจสอบ แต่ภายหลังก็ได้มีการพิสูจน์แล้วว่าข้าวไม่ได้หาย โดยการตรวจสอบนั้นเป็นการตรวจสอบในวันเดียวกันทั่วประเทศ มีการใช้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบนับหมื่นคน ย่อมแสดงให้เห็นว่า หากข้าวหายไม่สามารถนำข้าวมาเติมให้ครบได้ โดย อคส.เองก็ยังยืนยันว่าข้าวยังอยู่ และรัฐบาลใหม่ชุดนี้ก็ยอมรับข้อเท็จจริงตรงนี้
ส่วนที่มีการปรากฏข่าวตามสื่อมวลชนว่า ตนเห็นหนังสือสัญญาจีทูจีนั้น เป็นเรื่องคลาดเคลื่อนในการให้สัมภาษณ์ เนื่องจากมีนักข่าวถามหลายประเด็น แต่ข้อเท็จจริงคือตนไม่เคยเห็นสัญญาจีทูจี ส่วนที่ได้เห็นและได้รับทราบก็เป็นในตามที่ปรากฏใน ครม.เท่านั้น
เมื่ออัยการ ถามถึงการตรวจสอบความเสียหายการระบายข้าวแบบจีทูจีทั้ง 8 ครั้งในระยะเวลากว่า 2 ปี 8 เดือนที่มีข้าวกว่า 14 ล้านตัน มูลค่ากว่า 1.4 แสนล้านบาทได้มีการตรวจสอบ บ.สยามอินดิก้า ที่เป็นคู่สัญญาหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบว่า มีการตั้งคณะทำงานโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้วจะให้ไม่เชื่อถือในคณะกรรมการฯได้อย่างไร โดยตนก็ไม่รู้จักกับนายอภิชาต หรือ เสียเปี๋ยง จันทรสกุลพร ผู้ก่อตั้งสยามอินดิก้า
โดยอัยการ พยายามนำเอกสารที่มีรูปถ่าย เสี่ยเปี๋ยง คู่กับนายทักษิณ ชินวัตรพี่ชายของจำเลย มาถามจำเลยว่าได้ไปงานเลี้ยงเดียวกันหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวยืนยันว่า ไม่รู้จัดกันเลย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในคำถามนี้ องค์คณะฯ ก็ได้ติงอัยการโจทก์ว่า หากไม่ใช่รูปถ่ายคู่จำเลย ก็ไม่ควรนำมาถาม
เมื่อถามถึงคดีของจำเลย ที่ยังมีอยู่ในชั้นไต่สวนของ ป.ป.ช. อีกหลายคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงได้แถลงกลางศาลว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการไต่สวนของ ป.ป.ช. เพราะภายหลังมีการเปลี่ยนตัวอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงหลายสำนวน โดยมีน.ส.สุภา และนายวิชา มหาคุณ ร่วมเป็นอนุกรรมการ ซึ่งตนได้คัดค้านบุคคลทั้งสอง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างนี้ องค์คณะฯ ได้กล่าวกับจำเลยว่า ไม่ได้ทราบในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากไม่มีการปรากฏในสำนวน
จากนั้นองค์คณะฯ พยายามถามถึงการใช้อำนาจตามมาตรา 11 วรรคหนึ่ง ตาม พ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ที่ว่ากรณีจำเป็น นายกฯ สามารถยกเลิกยับยั้งการปฏิบัติราชการใดๆที่ขัดต่อนโยบาย หรือ มติ ครม.ก็ได้ และมีอำนาจสั่งสอบข้อเท็จจริง ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เคยใช้ระงับโครงการเช่าซื้อรถเมล์ปรับอากาศอีจีวีและระบายข้าวที่ก่อให้เกิดความเสียหาย และพ.ร.บ.ดังกล่าว ยังให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องประเมินโครงการ แล้วพรรคเพื่อไทยมีการศึกษาข้อมูล และราคาตลาดโลกไม่เป็นไปตามการศึกษานโยบายหรือไม่
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบย้ำว่า การจะยับยั้งนโยบายใด ตามอำนาจ ม.11 วรรคหนึ่งนั้น ต้องพบว่าโครงการที่ดำเนินอยู่ขัดกับนโยบายที่แถลง และมติ ครม. แต่โครงการรับจำนำข้าว ไม่ได้ขัดมติ ครม.และนโยบายที่รัฐบาลแถลง
ภายหลังไต่สวนพยานปากนี้เสร็จ ศาลได้แจ้งให้คู่ความทราบว่า หลังจากที่ทนายจำเลยได้ยื่นคำร้องว่ามีมีการเผยแพร่หนังสั้นผ่านทางยูทูบ เรื่อง "ต้นกล้า" โดย ป.ป.ช. และกรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ที่มีเนื้อหาฝ่าฝืนคำสั่งศาล ซึ่งจากการตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่พบมีการเผยแพร่หนังสั้นเรื่องดังกล่าวอีก จึงให้ยกคำร้อง ส่วนที่ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายเรียกหม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจากให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความเสียหายโครงการจำนำข้าว ที่ลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ มาสอบถาม
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การให้สัมภาษณ์เป็นเพียงข้อเท็จจริงในฐานะเป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงโครงการรับจำนำข้าว โดยมีนายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เข้ามารายงานการจัดการบริหารโครงการรับจำนำข้าว ไม่มีลักษณะชี้นำ จึงให้ยกคำร้อง ทั้งนี้ศาลนัดไต่สวนพยานจำเลยครั้งต่อไปวันที่ 19 ส.ค.นี้ เวลา 09.30 น.
นายสมหมาย กู้ทรัพย์ ทนายจำเลย กล่าวว่า วันนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบคำถามอัยการโจทก์ได้ดี ทางเราพอใจ โดยการไต่สวนในครั้งหน้าฝ่ายจำเลยจำนำนายวราเทพ รัตนากร อดีตรมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นพยานเข้าไต่สวน


