xs
xsm
sm
md
lg

ชัยชนะของ “โดนัลด์ ทรัมป์” และอนาคตของ “ข่าวปลอม” ที่กำลังไล่ล่าคุณ (ตอนที่ 1)

เผยแพร่:   โดย: พรมแดนสื่อใหม่ (New Media, New Frontier)

ข่าวปลอมที่อ้างว่าโป๊ปฟรานซิสสนับสนุนให้โดนัลด์ ทรัมป์เป็นประธานาธิบดี
วริษฐ์ ลิ้มทองกุล


สิบกว่าปีที่แล้ว บนรถไฟใต้ดินสาย 2 ที่วิ่งวนเป็นวงกลมอยู่รอบเขตชั้นในของกรุงปักกิ่ง สตรีวัยกลางคนผู้หญิงเดินเร่ขายหนังสือพิมพ์เล่มบางในราคาหนึ่งหยวน พร้อมกับตะโกนก้องว่า

“ข่าวใหญ่ ข่าวใหญ่ หลิว เต๋อหัวตายแล้ว ... ซื้อก่อน อ่านก่อน!”

ผมไม่ได้ซื้อหนังสือพิมพ์เล่มนั้น และไม่ได้มีโอกาสอ่านข่าวว่าดาราชื่อก้องของเอเชียตาย หรือ ฟื้นคืนชีพกลับมาได้อย่างไร เพราะความจริงคือ หลิว เต๋อหัว ยังคงมีชีวิตอยู่ ยังคงแสดงหนัง ยังคงมีผลงานอยู่จนทุกวันนี้ หลายปีต่อมาหนังสือพิมพ์ปลอมฉบับดังกล่าว และข่าวปลอมเรื่อง “หลิว เต๋อหัวตายแล้ว” ก็ยังคงถูกหยิบยกมาเร่ขายอยู่บนรถไฟใต้ดินของกรุงปักกิ่งอยู่ไม่ขาด จนกลายเป็นโจ๊กที่คนเคยอยู่ปักกิ่งต้องเคยได้ยิน

นั่นเป็นตัวอย่างเกี่ยวกับ “ข่าวปลอม” ที่เผยแพร่กันในยุคของสื่อกระดาษ ในยุคที่โลกดิจิทัลและสื่อสังคมออนไลน์ยังไม่เข้ามามีอิทธิพลกับมนุษย์เรามากเท่าทุกวันนี้
หนังสือพิมพ์ปลอมกับข่าวปลอมที่กุข่าวว่า หลิว เต๋อหัว ตายแล้ว ที่แพร่ในเมืองจีนเมื่อหลายปีก่อน
ทุกวันนี้โซเชียลมีเดีย หรือ สื่อสังคมออนไลน์ได้เข้ามามีบทบาทกับวิถีชีวิตและความคิดของคนทุกเพศ ทุกวัย จากทั่วทุกมุมโลกไม่ว่าจะอยู่ที่ปักกิ่ง โตเกียว นิวยอร์ก ลอนดอน หรือกรุงเทพฯ เพราะเทคโนโลยีทุกวันนี้ได้ย่อโลกของข้อมูลข่าวสารให้มาอยู่บนฝ่ามือของเราเรียบร้อยแล้ว และการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญก็คือ สื่อสังคมออนไลน์อย่าง เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ไลน์ วอทซ์แอป ยูทูป ฯลฯ ได้กลายเป็น นายประตูข่าวสาร (Gatekeeper) แทนสื่อมืออาชีพไปเสียแล้ว

ปรากฎการณ์ล่าสุดที่ ข่าวปลอม หรือ Fake News สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลกก็คือ ชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2559

หลังนายทรัมป์ ตัวแทนจากพรรครีพลับลิกันคว้าชัยชนะเหนือนางฮิลลารี คลินตัน ตัวแทนจากพรรคเดโมแครต ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 แบบพลิกความคาดหมาย “เฟซบุ๊ก” โซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ที่สุดของโลกก็ตกเป็นเป้าในการโจมตีอย่างหนัก หลังมีผลศึกษาออกมาว่า ข่าวปลอม (จากเว็บไซต์ปลอม) นั้นถูกแชร์ให้ผู้คนเห็นมากกว่าข่าวจริง (จากเว็บไซต์ข่าวจริงๆ) เช่นข่าวดังต่อไปนี้

“สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสช็อกโลก ด้วยการออกแถลงการณ์ยืนยันว่าสนับสนุนนายโดนัลด์ ทรัมป์ให้เป็นประธานาธิบดี”
“ประธานาธิบดีโอบามาปฏิเสธที่จะลงจากตำแหน่งหากทรัมป์ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี”
“วิกิลีกส์ยืนยันแล้วว่า ฮิลลารีขายอาวุธให้กับกลุ่มไอซิส ... ก่อนทิ้งระเบิดใส่!”
ฯลฯ


ขณะที่ในส่วนเมืองไทยก็มี “ข่าวปลอม” ที่เกี่ยวกับนายทรัมป์เช่นกัน โดยในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 มีข่าวแพร่ออกมาจากเว็บไซต์ telegraph-tv.co.uk ซึ่งเป็นเว็บไซต์ปลอมทำเลียนแบบเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์เดอะ เทเลกราฟ telegraph.co.uk ออกมาระบุว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตผู้นำของไทยที่หลบหนีคำพิพากษาจำคุกอยู่ในต่างประเทศเสียชีวิตแล้ว ทั้งยังอ้างอิงข้อมูลจากภาพตัดต่อทวิตเตอร์ปลอมของนายโดนัลด์ ทรัมป์ว่านายทรัมป์ ซึ่งอยู่ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งออกมาทวีตแสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของนายทักษิณด้วย (คลิกอ่านข่าว)
ข่าวปลอม จากเว็บไซต์ telegraph-tv.co.uk  ซึ่งทำเลียนแบบหนังสือพิมพ์เทเลกราฟจากอังกฤษ ที่อ้างว่านายทักษิณ ชินวัตรเสียชีวิตแล้ว ที่มีการเผยแพร่กันช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2559
ข่าวข้างต้นล้วนแล้วแต่เป็น “ข่าวปลอม” จากเว็บไซต์ปลอม ซึ่งถูกเขียนขึ้นมาโดยไม่มีที่มาที่ไป ไม่มีแหล่งข้อมูลอ้างอิงใดๆ และถูกส่งต่อ แชร์ต่อจนแพร่กระจายไปทั่ว แต่จากผลการศึกษาของบัซฟีดนิวส์กลับยืนยันว่า ข่าวปลอมเหล่านี้ได้รับการอ่านและส่งต่อจากผู้คนมากกว่า “ข่าวจริง” โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของการเลือกตั้ง ร้อยละ 85 ของ ข่าวปลอม 20 อันดับแรกที่มีการส่งต่อผ่านเฟซบุ๊กมากที่สุด ส่งผลเสียต่อฮิลลารีและเป็นคุณต่อทรัมป์

เรื่องนี้มิเพียงมีนัยยะเกี่ยวกับการเลือกข้างทางการเมืองระหว่างเดโมแครตหรือรีพับลิกัน (แม้ทางฝ่ายคนเชียร์ฮิลลารีจะออกมาตีโพยตีพาย ตามประสาคนผิดหวังบ้างก็ตาม) แต่ขนาดหน่วยงานวิจัยด้านสื่อในสถาบันการศึกษาชั้นนำของโลก เช่น ฮาร์วาร์ด เอ็มไอที ฯลฯ ต่างก็หยิบยกเรื่องนี้มาศึกษากันยกใหญ่

ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่นักข่าวนำไปจี้ถาม มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารสูงสุดของเฟซบุ๊ก ซึ่งกลายเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลกยิ่งกว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไปเสียแล้ว เพราะอาจกล่าวได้ว่า ระบบอัลกอริธึม (Algorithm; ราชบัณฑิตยสถานบัญญัติคำนี้เป็นภาษาไทยว่า “ขั้นตอนวิธี”) บนนิวส์ฟีด (News Feed) ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าเนื้อหาใดควรขึ้นแสดงบนไทม์ไลน์ของใคร บ่อยแค่ไหน ขึ้นในลักษณะใด ฯลฯ ที่ซัคเกอร์เบิร์กมีส่วนคิดค้นและพัฒนาขึ้นได้กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยชี้ขาดผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีไปเสียแล้ว

ตัวซัคเกอร์เบิร์กเอง เมื่อเจอคำถามดังกล่าวเข้าไปก็ถึงกับอึ้งไปเหมือนกัน โดยครั้งแรกเขาตอบแบบคลุมเครือว่า “ความคิดที่ว่าข่าวปลอมบนเฟซบุ๊ก ... มีผลต่อการเลือกตั้งไม่ว่าจะทางใด ถือเป็นเรื่องที่บ้ามาก” ก่อนที่ในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2559 เขาจะเขียนบันทึกยาวลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัวยอมรับว่า มีข่าวปลอมเผยแพร่บนเฟซบุ๊กจริง ... แต่เพียงแค่ร้อยละ 1 เท่านั้น โดยเฟซบุ๊กได้สร้างระบบแจ้งเตือนกรณีข่าวลวงและปลอม (Hoaxed and Fake News) ขึ้นมาแล้ว และจะพัฒนาให้ดีขึ้นต่อไป อย่างไรก็ตามเจ้าพ่อเฟซบุ๊กยังปฏิเสธอิทธิพลของเฟซบุ๊กที่มีต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ



แม้จะยังปากแข็ง แต่สัปดาห์ต่อมากลับมีรายงานระบุว่า ซัคเกอร์เบิร์กได้กำหนดโครงการออกมา 7 โครงการ เพื่อหยุดยั้งการแพร่กระจายของ “ข่าวปลอม” ที่กำลังแพร่ระบาดราวกับเชื้อไวรัสในหมู่ผู้ใช้เฟซบุ๊กที่มีเกือบ 1,800 ล้านคนดังนี้คือ
1. ปรับปรุงระบบตรวจสอบข่าวปลอม (Improve detection)
2. อำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้ในการแจ้งข่าวปลอมได้ง่ายขึ้น (Make it easier for users to report false news)
3. ใช้วิธีการยืนยันข้อมูลจากพันธมิตรด้านข่าวสารอื่นๆ (Third-party verification)
4. ปักป้ายให้เห็นชัดๆ กรณีตรวจสอบแล้วว่าเรื่องราวชิ้นนั้นๆ เป็นเรื่องเท็จ (Labeling stories as false)
5. สร้างความเชื่อมั่นว่าข่าวคุณภาพจะปรากฎอยู่บนนิวส์ฟีด (Insuring “quality” news appears in the News Feed)
6. ตัดตอนมิให้เว็บข่าวปลอมสร้างรายได้จากโฆษณาของเฟซบุ๊ก (Crack down on ads with misinformation)
7. ทำงานร่วมกับสื่อมืออาชีพในการพัฒนาระบบตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ดีขึ้น (Work with journalists to develop better fact-checking systems)

ในปี 2560 (ค.ศ.2017) ที่กำลังจะมาถึง ประเด็นเรื่อง การจัดการกับ "ข่าวปลอม" จะกลายเป็นวาระสำคัญลำดับต้นๆ ของโลกออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่เป็นต้นตอการแพร่กระจายข้อมูลข่าวสารอย่าง เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ยูทูป ซึ่งในเมืองไทยอาจรวมไปถึง แอปพลิเคชันไลน์ (Line) ซึ่งเป็นโปรแกรมสนทนาเบอร์หนึ่งที่คนไทยนิยมใช้มากที่สุดด้วย

อ่านเพิ่มเติม:
Regardless of Its Influence on the Election, Facebook Needs to Change จาก MIT Technology Review, Nov 14, 2016.
Two new polls try to see how Americans are dealing with fake news (Answer: Not very well!) Nieman Journalism Lab, Dec 7, 2016.
A report that fake news 'outperformed' real news on Facebook suggests the problem is wildly out of control Business Insider, Nov 17, 2016.
How Facebook plans to crack down on fake news USA Today, Nov 20, 2016.

กำลังโหลดความคิดเห็น...