xs
xsm
sm
md
lg

ลูกเทพ : รักแล้วรักเลย ห้ามสงสัย...

เผยแพร่:   โดย: โลกนี้มีคนอื่น

แฟ้มภาพ
>> ถ้าขี้เกียจอ่านยาว คลิกบทความนี้ในรูปแบบ lite version <<

ตุ๊กตาลูกเทพกำลังเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ก่อนหน้านี้ผมเองได้ยินข่าวเรื่องลูกเทพมาสักระยะหนึ่งแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมากมายนัก จนล่าสุดเกิดปรากฏการณ์ย่อยๆ เกี่ยวกับตุ๊กตาลูกเทพขึ้นสองเหตุการณ์ที่สะกิดให้ผมมาจับจ้องเรื่องราวของลูกเทพกันอีกครั้ง เรื่องแรกก็คือเรื่องของการถกเถียงว่า ลูกเทพควรจะจ่ายค่าหัวบุฟเฟ่ต์ให้กับร้านอาหารหรือไม่ และล่าสุดนี่ก็คือ สายการบินสายหนึ่งเปิดรับบริการผู้โดยสารลูกเทพบนเครื่องไปเรียบร้อยแล้ว

แต่ก่อนที่จะชวนคุยถึงเรื่องของลูกเทพ ผมมีเรื่องจะสารภาพก่อนสองเรื่อง เรื่องแรกคือ แรกทีเดียวที่ก่อนหน้าโน้นผมได้ยินข่าวลูกเทพแล้วผมเข้าใจว่าเป็นเรื่องของลูกของป๋าเทพ หรือคุณเทพ โพธิ์งาม แต่มาค้นพบภายหลังว่าไม่ใช่นี่หว่า

เรื่องที่สองคือ นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ผมเขียนเรื่องเพื่อโพสต์ลงเฟซบุ๊ก ด้วยโปรแกรมเวิร์ดโพรเซสเซอร์ ทั้งนี้ก็เพราะรอบแรกที่จะโพสลงเฟสบุ๊กผมพิมพ์อยู่ในช่องสำหรับเขียนในเฟซบุ๊กผมอยู่ดีๆ เขียนไปได้สักประมาณหนึ่ง ปรากฏว่าไฟที่บ้านดับ ดับไปประมาณห้าวินาทีแล้วก็ติดขึ้นมาใหม่ ทั้งนี้อย่างที่ทุกคนทราบว่า เวลาไฟดับ เบราเซอร์ในคอมฯของเราจะสามารถกู้หน้าต่างๆ ขึ้นมาได้ครบ เปิดหน้าต่างอะไรดูอยู่บ้างก็มาหมด รวมถึงหน้าเฟซบุ๊ก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไอ้ที่เขียนต่างๆ คาไว้ในช่องที่ให้กรอกสำหรับจะโพสมันจะไม่มาด้วย เรื่องลูกเทพเวอร์ชั่นแรกของผมจึงหายเกลี้ยง ผมขนลุกอยู่สักครู่ก่อนที่จะเดินลงไปชงกาแฟหนึ่งถ้วย (ตอนนั้นตีห้า) แล้วจึงขึ้นมาเปิดโปรแกรมเวิร์ดโปรเซสเซอร์ขึ้นมาเพื่อตั้งสติและสร้างกำลังใจที่จะเขียนลูกเทพอีกรอบ ทั้งนี้ก็เพราะโปรแกรมเวิร์ดมันเซฟได้ถ้าไฟดับอีก (อนึ่ง ผมเขียนลงเฟซบุ๊กส่วนตัวก่อนจะลงในเว็บ)

และขณะที่กำลังเขียนอยู่นี่เอง ผมก็ต้องหยุดและเดินไปดูที่หน้าต่างอีกครั้งเพราะได้ยินเสียงเด็กร้อง ...อ่า เมื่อชะโงกหน้าดูปรากฎว่าเป็นลูกแมว รอดตัวไป อิอิ (ก่อนหน้าผมเคยเล่าไปแล้วในเฟซบุ๊กผมว่ามีแมวมาคลอดลูกที่ข้างบ้าน ตอนนี้มันมาตั้งครอบครัวที่ระเบียงข้างบนผม และตอนนี้ก็กดเซฟอยู่เรื่อยๆ กลัวไฟดับอีก)

มาเข้าเรื่องลูกเทพกันดีกว่า ลูกเทพในสังคมไทยถือเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติ คือ (ว่ากันว่า) เอาวิญญาณที่ล่องลอยอยู่เอามาลงร่างในตุ๊กตาลูกเทพ และเลี้ยงดูให้เหมือนเด็กจริงๆ กระบวนการนี้คือ โมเดินไนซ์เซชั่นของรักยมและกุมารทองในอดีต ซึ่งอาจกล่าวได้ว่ามีการโมเดิร์นไนเซชั่นจากกระบวนการลูกเทพเพราะปัจจัยสามเรื่องด้วยกัน ผมจะสรุปสั้นๆ ให้ฟังก็คือ หนึ่ง กระบวนการทำกุมารทองและรักยมค่อนข้างยุ่งยาก ส่วนลูกเทพนั้นหาซื้อง่ายในอินเทอร์เน็ต รวมทั้งสามารถส่งลูกเทพได้ทางโลยิสติกทั่วไป ส่วนกุมารทองนั้นส่วนใหญ่ไม่ส่งกันทางไปรษณีย์ สอง ลูกเทพมีรูปลักษณะที่น่ารักไม่สร้างความหวาดวิตกกับคนรอบข้างหากเราจะติดตัวลูกเทพไปไหนต่อไหน และสาม การบูชากุมารทองและรักยมนั้นเป็นกระบวนการอยู่กับที่ แต่กระบวนการบูชาลูกเทพนั้นมีมูฟเมนท์ ซึ่งถือว่าสร้างไดนามิกและอิมแพคมากกว่า เหมาะกับยุคสมัยกว่า มันให้ความรู้สึก ...โซคูลลล

ลูกเทพนั้นแต่เดิมคือตุ๊กตาที่เรียกกันในต่างประเทศว่า “รีบอนด์เบบี้” มีความนิยมกันมาก่อนในอเมริกาและยุโรป ทำจากซอฟท์ไวนิล วัสดุนิ่มสามารถทำออกมาแล้วคล้ายผิวสัมผัสมนุษย์ ก่อเกิดกันมาช่วงรอยต่อปลาย1900 ต่อยุค 2000 โดยกลุ่มศิลปินที่รวมตัวกันเป็นองค์กร ทั้งนี้ก็เพราะรูปแบบของลูกเทพคือการเอาตุ๊กตารูปร่างเด็กที่ทำมาจากโรงงานโดยตั้งใจให้นำมาใช้อุปกรณ์ต่อเนื่องลงเส้นและลงสีหน้าตาและรายละเอียดต่างๆ ให้เหมือนเด็ก โดยตุ๊กตาที่ออกมาจากโรงงานที่ว่า และมารวมกับกระบวนการดังกล่าว จะเรียกตุ๊กตานี้เรียกว่ารีบอนด์เบบี้

ตุ๊กตารีบอร์นเบบี้ก่อนจะมาเป็นลูกเทพในเมืองไทยนั้น อยู่ในระบบขององค์กรศิลปิน ทั้งนี้ก็เนื่องจากจุดประสงค์ที่ต้องการสร้างให้รีบอร์นเบบี้แต่ละตัวไม่เหมือนกัน สร้างคาแรกเตอร์เฉพาะในกับเจ้าสิ่งนี้ตามคอนเซ็ปที่เด็กลูกของคนแต่ละคนย่อมหน้าตาไม่เหมือนกันนั่นเอง

เรื่องราวของรีบอร์นเบบี้จริงจังมากขึ้นในช่วงกลางทศวรรษแรกของยุค 2000 นั่นคือหลังปี 2000 ได้มีการเอาจริงเอาจังกันในหมู่สมาชิกสมาคมศิลปินผู้ผลิตตุ๊กตารีบอร์น จนเกิดการก่อตั้งสมาคมตุ๊กตารีบอร์นนานาชาติขึ้นในปี 2005 และจัดการประชุมขึ้นที่ออร์ลานโด ประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากนั้นอีกสามปี ตุ๊กตารีบอร์นจึงเริ่มนิยมกันในวงกว้างเพราะได้ออกทีวีหลายรายการ

ส่วนในเมืองไทยนั้นเพิ่งจะดังขึ้นมาไม่กี่ปีมานี้เอง ตุ๊กตาลูกเทพให้ถูกผสมผสานกับพิธีกรรมความเชื่อเฉกเช่นเดียวกับกุมารทองหรือรักยม มีผู้ที่อ้างว่าสามารถนำวิญญาณมาประทับในตุ๊กตารีบอร์นเบบี้นี้ได้

...กลายเป็นลูกเทพที่ในความคิดของผมนั้น ถือว่ามีสองสถานภาพซ้อนกันนั่นก็คือ เครื่องลางให้โชคลาภ และแง่มุมเทรนด์แฟชั่นไปพร้อมๆ กัน

ในปีที่ผ่านมาจนถึงปีนี้ ปรากฏการณ์ฮิตของตุ๊กตาลูกเทพมีองค์ประกอบสำคัญสามประการ ข้อแรกคือ เริ่มมีคนพูดถึงทำนองว่าลูกเทพเลี้ยงแล้วให้โชคลาภ ข้อที่สอง เป็นแฟชั่นฮิตในหมู่ดารากลุ่มหนึ่ง จนสร้างกระแสให้ในกลุ่มคนธรรมดาที่มีแนวโน้มทางสังคมอยู่แล้วที่จะเลียนแบบดารา และสาม ประเทศจีนเริ่มผลิตตุ๊กตารีบอร์นเบบี้(ก็อป)เข้ามาให้คนไทยซื้อหา ต้นทุนตุ๊กตาลูกเทพจึงถูกลงกว่าแต่ก่อนซึ่งบางครั้งพอผ่านกระบวนการต่างๆ ทั้งค่าใช้จ่ายด้านการส่งสินค้าตลอดจนภาษี ไปจนถึงค่าเรียกวิญญาณมาประทับ ค่าใช้จ่ายจะเหยียบหมื่นหรือหลายหมื่นก็มี ตอนนี้พอมีตุ๊กตาจีน ประชาชนคนทั่วไปจึงสามารถมองหาตุ๊กตาลูกเทพในตัวเลขหลักพันกลางๆ ได้ไม่ยากนัก

จะว่าไปแล้วตุ๊กตาลูกเทพเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ เนื่องจากสิ่งนี้ก่อเกิดและมีกระบวนการผ่านขั้นตอนในประเทศตะวันตก เป็นกระบวนการพัฒนารูปแบบการเล่นตุ๊กตาแบบเก่าให้มีความทันสมัยให้เหมาะกับยุคที่เปลี่ยนแปลงไปในสังคม เช่นวัสดุที่พัฒนาให้เหมือนจริงมากขึ้น ตลอดจนการขายและทำการตลาดผ่านอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะการขายผ่านระบบอีเบย์ และมีการสร้างคอมมิวนิตี้ต่างๆ ในโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้ยังถือเป็นการสร้างงานให้กับศิลปินให้มีรายได้ โดยที่ศิลปินบางกลุ่มนั้นผันตัวเองมาจากศิลปินผู้ผลิตตุ๊กตาหมีที่กำลังเสื่อมถอยความนิยมในหมู่เด็กๆ

ไทยเราก็นำเอาทั้งหมดที่ว่ามาข้างต้นนี้จากตะวันตกมากลายเป็นลูกเทพแบบไทยๆ เป็นการเอาสิ่งของที่คนใช้แล้วชอบ ใช้แล้วว่าดี นำมาผสมผสานให้เข้ากับวัฒนธรรมไทย เป็นรูปแบบของความเชื่อ ตุ๊กตารีบอร์นที่ฝรั่งเล่นกัน กลายเป็นมาลูกเทพที่มีวิญญาณสถิต เลี้ยงแล้วดีให้ลาภ นี่คือ “ความเชื่อ” ล้วนๆ เราสะกดจิตตัวเองให้เชื่อและศรัทธาตามนั้น

ว่ากันตามจริงเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่นะครับ เป็นเรื่องที่สังคมไทยเราทำกันมานานแล้วในทุกพื้นที่ ในทุกเพศทุกวัยไม่ว่าเด็กไม่ว่าผู้ใหญ่ ไม่เว้นแม้แต่เรื่องใหญ่ๆ อย่างเรื่องการเมืองการปกครองของเราเลยหล่ะ

ไม่เชื่อลองนึกภาพตามนะครับ หลับตานึกถึงหน้า อ.มีชัยก็ได้เพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์ เรานำเอารูปแบบการปกครองประชาธิปไตยมาจากฝรั่งเพราะเราคิดว่ามันน่าใช้งานเอามาร่างสร้างรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องมีอะไรมากครับ เอารูปแบบมาแล้วเรียกดวงวิญญาณประชาธิปไตยมาประทับทรงในรัฐธรรมนูญ แล้วสะกดจิตให้ประชาชนเชื่อว่ามันมี มันเป็น มันสถิตอยู่ ณ ตรงนั้น เป็นอย่างนี้มาทุกยุคทุกสมัย ผมไม่ได้พูดเล่นนะครับ เรื่องอย่างนี้ยังมีที่รวมไปถึงเรื่องอื่นๆ อีกมากมายไม่ว่าจะในมุมของเศรษฐกิจ หรือสังคมก็ตาม

พูดถึงความเชื่อ คนไทยเราชอบเอาความเชื่อ-ความชอบ-ความศรัทธาไปใส่ในคนหรือสิ่งของต่างๆ ในชีวิตประจำวันของเรากันเป็นประจำ และพอเอาไปใส่ก็เริ่มกระบวนการสะกดจิตตัวเอง พอสะกดจิตตัวเองให้เชื่อก็ลืมมองถึงองค์ประกอบอื่นๆ ลืมมองถึงรายละเอียด ลืมมองถึงมิติด้านอื่นที่อาจจะทาบซ้อนกันมา รวมถึงลืมที่จะตั้งคำถามเมื่อเกิดความงงกับความเชื่อ ความชอบ หรือศรัทธาที่ตั้งเอาไว้ เรียกว่าพอมีคำถามหรือข้อสงสัยแทนที่จะชะงักคิดถาม กลายเป็นว่าย้ำสะกดจิตตัวเองให้เชื่อ-ให้ชอบ-ให้ศรัทธาหนักขึ้น ประมาณว่ารักพี่ตู่จนใครแตะพี่ตู่ไม่ได้ก็มี (อ้าว เฮ้ย ลูกเทพพิมพ์นะ)

อย่างเรื่องลูกเทพนี่ พอเป็นลูกเทพแล้วผมนี่ไม่กล้าตั้งคำถามเลยนะครับ

ไม่กล้าถามว่า วิญญาณนั้นมาจากไหนอะไรยังไง คนที่เรียกมาประทับนั้นแก่กล้าอาคม(ตามหลักอ่ะนะ) พอหรือไม่ที่จะเรียกอะไรแบบไหนให้มาสถิต มีความดีงามตามเนื้อผ้ามากน้อยอย่างไร

ไม่กล้าถามต่อว่า แล้วในกรณีที่เชื่อว่ามาจริง คนเลี้ยงลูกเทพรู้หรือว่า เค้าเรียกวิญญาณอะไรมาอยู่ในลูกเทพที่เราอุ้มอยู่ วิญญาณเค้าจะนิสัยยังไง ใจดีมั้ย ขี้หงุดหงิดมั้ย สมมุติว่า ลองนึกภาพตุ๊กตารีบอร์นหน้าตาหน้ารัก แต่ข้างในอาจจะมีภาพผู้หญิงผมยาวเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นราวกับซาดาโกะในหนังริง ตาเหลือกเลือดไหลแหม่ะๆ อยู่ข้างใน หรือไม่ก็นึกภาพตุ๊กตารีบอร์นน่ารักที่กอดอยู่ แต่วิญญาณที่ทาบซ้อนอยู่ข้างในเป็นเด็กจูออนขี้หงุดหงิดที่กอดแรงๆ ต้องระวังคอน้องเขาอาจจะหลุดแล้วเค้าอาจจะโกรธเราน๊า

ไม่กล้าถามว่า ถ้าเขาให้ลาภแล้ว เขาจะเอาอะไรคืนจากเราบ้างไหม และจะเอาคืนเป็นอะไร มากน้อยขนาดไหน ขนาดคนทำงานให้ เถ้าแก่ยังต้องจ่ายเงินเดือนนี่นะ และถ้าเป็นวิญญาณมาประทับจริง ตามที่เคยได้ยินมา ผมว่าไม่น่าจะพอใจแค่บุปเฟ่ต์หรืออาหารบนเครื่องบินหรอกนะ อ้อ ได้ลาภมาเยอะมั้ย อืม เค้าจะเรียกคืนเป็นอะไรหล่ะเนี่ย

ไม่กล้าถามว่า พอเลี้ยงลูกเทพแล้วสักวันคุณจะเบื่อมั้ย อย่างเราเลี้ยงหมาเลี้ยงแมวมันตายจากเราก่อนนะ คนเราอยู่ยาวกว่าหมาแมว แต่ลูกเทพนี่ไม่น่าจะตาย (เพราะตายมาแล้ว) เราเลี้ยงลูกคนธรรมดา วันหนึ่งลูกก็โตไปมีชีวิตตัวเอง ถ้าเราเบื่อเมียเบื่อผัวก็แยกทางกันได้ ถ้าฝ่ายใดไม่ยอมอีกฝ่ายก็ฟ้องหย่า เอ๊ะ แล้วถ้าวันหนึ่งเราเบื่อที่จะเลี้ยงลูกเทพหล่ะ เราจะทำอย่างไรกับเค้า (ระวังเค้าโกรธนะ)

และนี่ผมยังไม่ได้สงสัยว่าถ้าลูกเทพโกรธเรานะ ลูกเทพจะเอายังไงกับเราได้บ้าง หุ หุ (แค่หงุดหงิดเรากรนดังแล้วโผล่หน้ามาเกาะขอบเตียงสะกิดเรากลางดึกเราก็หนาวแร้ววว)

เอาเป็นว่าเชื่อต่อไปดีกว่า ศรัทธาต่อไปดีกว่า อย่าไปถามกวนน้ำให้ขุ่นเลย

เรื่องนี้เป็นเรื่องคุ้นชินของสังคมไทยไปแล้วครับ ไอ้เรื่องที่เอาความเชื่อ-ความชอบ-ความศรัทธามาประทับทรงแล้วสะกดจิตตัวเองให้เชื่อ-ให้ชอบ-ให้ศรัทธา จนลืมตั้งคำถาม หรือลืมที่จะใส่ใจในภาพรวมหรือองค์ประกอบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ลูกเทพนี่เป็นอะไรที่ไทยแท้ๆ มากถึงมากที่สุด

+++++++++
และส่งท้ายบทความนี้ ผมขออนุญาตเล่าเรื่องศักดิ์สิทธิ์ของลูกเทพที่เจอมากับตัว นอกเหนือจากที่เล่าตอนต้นว่าเขียนเรื่องลูกเทพดราฟแรกแล้วไฟดับ

เรื่องมีดังนี้...
มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาในลิฟท์ มีแค่ผมกับเธอ ระหว่างลิฟท์เลื่อนขึ้น เธออยู่ฝั่งด้านหน้า ผมอยู่ด้านหลัง ทันใด มีเสียงดังป๊าดดด ดังไม่มากแต่ยาวพอประมาณ ไม่ใช่ผม ผมจึงเงยขึ้นมองไปที่เธอ หญิงสาวที่ยืนหันหลังอยู่ด้านหน้าหันควับมาหาผม ในอ้อมแขนเธอมีลูกเทพ เธอยิ้มให้และพูดว่า "ขอโทษค่ะ ลูกเทพตด..." #โอเคนะครับ

+++++++++
หมายเหตุ : ในเวอร์ชั่นสั้นจะเน้นเฉพาะประเด็นตามหัวเรื่อง เหมาะสำหรับคนขี้เกียจอ่านยาว และเหมาะสำหรับการแชร์ให้เพื่อนอ่าน
กำลังโหลดความคิดเห็น...