xs
xsm
sm
md
lg

วิพากษ์ทีวีดิจิตอล : สงครามยังไม่จบ...อย่าเพิ่งนับศพเจ๊ติ๋ม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: กิตตินันท์ นาคทอง


หลังจากที่ “เจ๊ติ๋ม-พันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย” เจ้าของนิตยสารทีวีพูล ตัดสินใจไม่ชำระเงินค่าใบอนุญาตทีวีดิจิตอล งวดที่ 2 และทำหนังสือขอเลิกใบอนุญาตทีวีดิจิตอลที่ประมูลได้ 2 ช่อง คือ ช่องไทยทีวี และช่องโลก้า นับเป็นความล้มเหลวฉากแรกของทีวีดิจิตอล และทำให้มีคนสงสัยว่า นอกจากช่องเจ๊ติ๋มแล้ว จะมีช่องไหนที่จะเจ๊งตามกันไปอีก

หนึ่งปีที่ผ่านมาของทีวีดิจิตอล ธุรกิจที่ผู้เล่นโดยเฉพาะหน้าใหม่จากทีวีดาวเทียม ต่างคาดหวังอย่างสวยหรูว่า นอกจากจะปลดพันธนาการการรับชมโทรทัศน์ จากฟรีทีวีอนาล็อก 6 ช่องที่มีอยู่เดิมแล้ว ยังฝันหวานที่จะช่วงชิงเม็ดเงินโฆษณาสื่อโทรทัศน์ที่มีอยู่จำนวนมหาศาลราว 6-7 หมื่นล้านบาท และคาดการณ์ว่าจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

แต่พอเอาเข้าจริงภาพของทีวีดิจิตอลไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิด แม้จะมีช่องทีวีดิจิตอลเกิดขึ้นมาเพิ่มขึ้นเป็น 24 ช่อง แต่เม็ดเงินโฆษณามีอยู่เท่าเดิม เอเยนซียังคงเลือกลงโฆษณาเฉพาะฟรีทีวีเดิมอย่างช่อง 3 และช่อง 7 ที่มีฐานผู้ชมและเรตติ้งอย่างต่อเนื่อง อีกส่วนหนึ่งมาจากเศรษฐกิจซบเซาเพราะวิกฤตการเมืองในช่วงที่ผ่านมา

ทำให้เอเยนซีส่วนใหญ่มักกล่าวว่า ลูกค้าไม่มีเงินลงโฆษณา ทั้งๆ ที่ผ่านมาก็ไม่เคยเป็นเช่นนั้น

ที่สุดแล้วเม็ดเงินโฆษณาที่เข้ามาส่วนใหญ่ กลายเป็นเพียงของแถมจากการขายแบบแพ็คเกจ หรือไม่ก็คิดราคาตามการขึ้นลงของเรตติ้ง ซึ่งมีราคา “ถูกกว่า” ฟรีทีวีหลายเท่าตัว บางช่องที่เห็นโฆษณาเข้าจำนวนมาก หรือมีความหลากหลายทั้งที่มองดูแล้วรายการก็ไม่ได้เป็นที่นิยม ก็เพราะเป็นของแถมที่ขายร่วมกับสื่อแขนงอื่น หรือกดราคาเพื่อให้มีโฆษณาเข้าเยอะๆ

เมื่อทีวีดิจิตอลเป็นธุรกิจที่เผาเงินทิ้งทุกวินาที หากทุนไม่หนาพอ สายป่านไม่ยาวพอ หรือใจไม่แกร่งพอ ก็เป็นเรื่องยากที่จะยืนหยัดอยู่ได้ เราจึงได้เห็นผู้ประกอบการบางราย ออกมาเรียกร้องให้ กสทช. เลื่อนชำระค่าใบอนุญาตงวด 2 ออกไปอีก 1 ปี แต่เมื่อทำไม่ได้ก็กัดฟันจ่ายก่อน แล้วไปฟ้องศาลปกครองที่หลัง เรียกร้องเงินเยียวยาโดยอ้างไม่ปฏิบัติตามสัญญา

ความบกพร่องของ กสทช. ที่ทำให้อุตสาหกรรมทีวีดิจิตอลไม่เติบโตตามเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ สาเหตุใหญ่ๆ เกิดจากการขยายโครงข่ายที่พบว่ามีเพียง ททบ.5 และไทยพีบีเอสเท่านั้นที่เป็นไปตามแผน ส่วนกรมประชาสัมพันธ์ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการ และ อสมท. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจยังมีปัญหาเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างเครื่องส่งที่ทำให้ยังไม่สามารถขยายโครงข่ายได้ทัน

อีกด้านหนึ่ง แม้ กสทช. จะนำเงินที่ได้จากการประมูลไปแจกคูปอง 690 บาทต่อครัวเรือน เพื่อแลกซื้ออุปกรณ์เซททอปบอกซ์ ทั้งหมด 14.1 ล้านครัวเรือน แต่พบว่ามีผู้นำคูปองมาใช้สิทธิ์เพียง 4.3 ล้านรายเท่านั้น ขณะที่ร้านค้าส่วนใหญ่ต่างงดรับแลกคูปองกันตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เนื่องจากนำคูปองไปขึ้นเงินแล้วยังไม่ได้รับเงินจาก กสทช.

ขณะที่ผู้ชมทีวีปัจจุบันรับชมผ่านจานดาวเทียมมากกว่า 7.5 ล้านราย เคเบิ้ลทีวีท้องถิ่นมากกว่า 2.4 ล้านราย และทรูวิชั่นส์มากกว่า 2 ล้านราย จึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องแลกกล่องเซ็ททอปบอกซ์ ที่ดูได้เพียง 27 ช่อง เทียบกับทีวีดาวเทียม หรือเคเบิลทีวี ที่มีมากกว่า 200 ช่อง บางครัวเรือนทุกวันนี้แลกเซ็ททอปบอกซ์มาแล้วยังไม่ได้แกะกล่องออกมาซะด้วยซ้ำ

เกิดความรู้สึกว่าทีวีดิจิตอลนั้นไม่มีอะไรใหม่ ไม่ต่างจากทีวีดาวเทียมที่เป็นอยู่



ที่น่ากลัวยิ่งกว่าก็คือ การปรับตัวของทีวีดาวเทียม ที่ยังคงช่วงชิงส่วนแบ่งผู้ชมอย่างไม่ขาดสาย บางช่องมีเรตติ้งแซงหน้าทีวีดิจิตอลหลายขุมด้วยซ้ำ ข้อมูลจาก AGB Nielsen เดือนพฤษภาคม 2558 ที่วัดการรับชมจากโทรทัศน์ทุกระบบ พบว่าช่องดาวเทียมอย่าง บูมเมอร์แรง เอ็ม-แชนแนล และ สบายดีทีวี ติด 1 ใน 10 อันดับที่มีเรตติ้งสูงที่สุด

หากสังเกตกันให้ดี คนที่ทำทีวีดิจิตอลรายใหญ่ๆ ก็ยังคงมีช่องทีวีดาวเทียมอยู่ในมือเอาไว้ เพื่อผลิตรายการเจาะกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเป็นรายได้อีกทาง เช่น ช่อง 7 สี ยังมีช่องมีเดีย แชนแนล, ช่องโมโน 29 ก็ยังมีช่องซ่าส์เน็ตเวิร์ค หรือ อสมท. นอกจากจะมีช่องเอ็มคอท เอชดี และเอ็มคอท แฟมิลี่แล้ว ยังมีช่องเอ็มคอท วัน และเอ็มคอท เวิล์ด

หรือจะเป็นค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อย่าง จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ แม้จะขายกิจการทีวีบอกรับสมาชิกอย่าง จีเอ็มเอ็ม แซด ให้กับซีทีเอช นำช่องวันไปอยู่บนทีวีดิจิตอล และปั้นช่องจีเอ็มเอ็ม 25 โดยยุบช่องกรีนแชนแนลเพื่อย้ายคอนเทนต์ ก็ยังมีช่อง แอคแชนแนล แบงแชนแนล แฟนทีวี และจีทีเอช ออนแอร์ ที่เน้นคอนเทนต์เอ็กซ์คลูซีฟก่อนที่ทีวีดิจิตอลจะนำไปออกอากาศ

ส่วนอาร์เอส นอกจากจะมีทีวีดิจิตอลช่อง 8 ซึ่ง ดร.โด่ง-องอาจ สิงห์ลำพอง ผู้บริหารช่องปั้นมากับมือตั้งแต่อยู่บนดาวเทียมแล้ว ยังมีช่อง 2 ที่เป็นช่องรายการบันเทิง พยายามตั้งเป้าเป็นช่องทีวีดาวเทียมอันดับ 1 รวมทั้งช่องที่เป็นตลาดนีชมาร์เก็ตอย่างเช่น ยูแชนแนล, สบายดีทีวี และล่าสุดได้ทดลองออกอากาศช่องเพลินทีวี เจาะกลุ่มผู้สูงวัยไปเมื่อเร็วๆ นี้

แม้ก่อนหน้านี้ธุรกิจทีวีดาวเทียมจะชะงัก เพราะ คสช. สั่งระงับออกอากาศโดยให้ กสทช. กำหนดมาตรฐานโดยไม่ให้ปล่อยสัญญาณแบบฟรีทูแอร์อีกต่อไป ต้องเข้ารหัส มีโฆษณาไม่เกิน 6 นาทีต่อชั่วโมง รวมทั้งควบคุมเนื้อหา แต่ก็ส่งผลดีที่ช่วยคัดกรองช่องรายการขยะ ช่องทีวีการเมือง และช่องขายของที่สร้างความเสื่อมเสียในภาพรวมแก่ทีวีดาวเทียมออกไปได้

และเมื่อทีวีดาวเทียมเป็นธุรกิจต้นทุนต่ำ มีเพียงแค่ค่าเช่าช่องสัญญาณผ่านดาวเทียมไทยคมต่ำสุดเดือนละ 1 ล้านบาท ต้นทุนบริหารสถานีที่ยืดหยุ่นได้ คอนเทนต์ที่เน้นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ แม้จะเสียเปรียบในเรื่องเวลาโฆษณาที่น้อยกว่ากันเท่าตัว แต่ราคาโฆษณาต่ำกว่าฟรีทีวี รวมถึงทีวีดิจิตอล สามารถเลือกลงโฆษณาได้ตรงกลุ่มเป้าหมายของแต่ละช่องได้ดีกว่า

ก็ยิ่งตอกย้ำว่า ทีวีดาวเทียมจะเป็นคู่แข่งทีวีดิจิตอลที่น่ากลัวมากยิ่งขึ้น



เรตติ้งช่องรายการโทรทัศน์ทุกระบบ (รวมฟรีทีวีและทีวีดาวเทียม) (ที่มา : http://pantip.com/topic/33740879 ข้อมูลจาก AGB Nielsen )

ย้อนกลับมาคำถามที่ว่า ช่องไหนจะเจ๊งตามเจ๊ต็ม เป็นเรื่องที่พูดลำบาก เพราะธุรกิจสื่อแต่ละรายที่เข้ามาทำทีวีดิจิตอลต่างก็มีวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ต่างกัน พูดไปจะกลายเป็นการ “ตีปลาหน้าไซ” มากเกินไป ต่อให้เอาข้อมูลเรตติ้ง ผลประกอบการ และความเคลื่อนไหวในช่วงที่ผ่านมาพิจารณาก็ตาม ก็อาจถูกกล่าวหาว่าไปทำลายทางธุรกิจของเขาก็ได้

นอกจากผู้ประกอบการทีวีอนาล็อกเจ้าเดิม อย่างช่อง 3 ช่อง 7 และช่อง 9 โมเดิร์นไนน์ ที่จำเป็นต้องเข้าสู่ทีวีดิจิตอลเพื่อรองรับการยกเลิกออกอากาศระบบอนาล็อกในห้วงปี 2561-2563 แล้ว ส่วนใหญ่ก็เพื่อต่อยอดจากธุรกิจที่มีอยู่ เช่น ธุรกิจผลิตรายการโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ธุรกิจเพลง รายการวิทยุ ฯลฯ

บ้างก็เพื่อใช้เป็นกระบอกเสียงทางการเมืองหรือธุรกิจของตนเอง อย่างช่องข่าวบางช่องเรตติ้งต่ำที่สุด แต่ที่อยู่ได้เพราะได้ใช้ประโยชน์เผยแพร่แนวคิดทางการเมือง ช่องข่าวบางช่องมีไว้เพื่อประชาสัมพันธ์หรือแก้ข่าวให้กับกลุ่มธุรกิจของตนเอง ช่องข่าวบางช่องยังมีรายได้จากการผลิตรายการให้กับฟรีทีวีอยู่ เมื่อทำทีวีดิจิตอลก็ยังไม่ได้หายไปไหน

ที่เลวร้ายที่สุด คือ บางช่องมีใบอนุญาตไว้เพื่อเก็งกำไร คิดว่าผู้ชมทีวีดิจิตอลจะมากขึ้นแบบก้าวกระโดด จึงประมูลช่องตัดหน้าคนอื่น หวังที่จะให้ผู้ผลิตรายการมาเช่าเวลาเป็นเสือนอนกิน หรือให้นายทุนมาร่วมลงทุน แต่เมื่อคาดการณ์ผิดพลาด เม็ดเงินโฆษณาไม่เป็นไปอย่างที่หวัง ภาพที่สวยหรูก็ย่อมมีวันพังทลายไปตามกาลเวลา

ถึงขนาดคาดการณ์กันว่า อีกปี-สองปีทีวีดิจิตอลจะเหลือรอดในสนามแข่งขันไม่เกิน 10 ราย ที่เหลือม้วนเสื่อกลับบ้าน



ยิ่งมาเจอกรณีไทยทีวีที่ กสทช. ไม่ง้อถ้าจะเลิกทำ แต่ต้องจ่ายค่าใบอนุญาตที่เหลือ ก็ยิ่งทำให้ผู้ประกอบการที่กำลังจะจมน้ำตายตะคริวขึ้น ถึงกับวิ่งเดินสายหาผู้ร่วมทุนรายใหม่ มาช่วยกอบกู้สถานีที่ประมูลมาในราคาแพง วาดฝันว่าจะเติบโต มีรายได้มหาศาลเข้ามาแทนที่ธุรกิจหลัก ทั้งที่มีความเสี่ยงอีกมากทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น

ทุกวันนี้ผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลก็ใช่ว่าจะมีความสุขกันดี ผลประกอบการไตรมาสแรกที่ออกมาขาดทุนแทบจะเกือบทุกบริษัท ตั้งแต่หลักสิบล้านถึงหลักร้อยล้าน บางบริษัทกำไรสุทธิลดลงจากปีก่อน บริษัทแห่งหนึ่งแม้ช่องทีวีดิจิตอลจะเรตติ้งดี โฆษณาเข้าเยอะ แต่ก็ยังขาดทุนเป็นสิบล้าน จะมีก็บางบริษัทที่กำไรจิ๊บจ๊อยแค่ 2-3 ล้าน บางบริษัทได้กำไรจากธุรกิจอื่น

ขึ้นชื่อว่าสื่อโทรทัศน์ ก็เป็นธุรกิจที่ต้องเผาธนบัตรกันเป็นว่าเล่น เพราะต้องลงทุนด้านคอนเทนต์หรือรายการดึงดูดผู้ชม ต้องผลิตรายการอย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงเม็ดเงินโฆษณาเข้ามาหล่อเลี้ยงสถานี เมื่อผลิตออกไปแล้ว ความสดของรายการก็ย่อมมีวันหมดอายุ หากไม่ฉายเป็นรายการรีรัน หรือเพิ่มมูลค่าจากรายการย้อนหลัง ก็ต้องยอมปล่อยไปกับกาลเวลา

ในช่วงครึ่งปีหลังเราคงจะได้เห็นกลยุทธ์หนีตายของทีวีดิจิตอล ทั้งการปรับผังรายการอย่างต่อเนื่อง พยายามเพิ่มรายการประเภทละครไทย ซิทคอม เกมโชว์ หรือวาไรตี้เข้ามาช่วงชิงคนดูในช่วงไพร์มไทม์ บ้างก็จัดกิจกรรมชิงโชค ด้วยของรางวัลมูลค่าสูงล่อใจ เช่น ทองคำ รถยนต์ แต่ละช่องต้องใช้เงินลงทุนกับเรื่องพวกนี้ไม่ต่ำกว่าปีละ 2,000 ล้านบาท

การลงทุนอย่างเอาเป็นเอาตาย ในขณะที่พฤติกรรมคนดูยังไม่เปลี่ยนแปลง หรือให้ความสำคัญกับทีวีดิจิตอลมากกว่าฟรีทีวีทั่วไป หรือทีวีดาวเทียมแล้ว ที่สุดก็คงจะเป็นการผลาญงบการตลาดอย่างหนึ่ง ที่ไม่รู้ว่าจะช่วยให้ทีวีดิจิตอลแต่ละช่องของตัวเองมีอนาคตยืนยาว หรือถ้าผลที่สุดมันแป๊กขึ้นมา จะยิ่งซ้ำเติมให้ยิ่งเจ๊งเร็วขึ้นกันแน่

เพราะในความเป็นจริง ช่องที่มีเรตติ้งรายการดีจริง ได้รับความนิยม เป็นที่พูดถึงผ่านสื่อ หรือผ่านโซเชียลมีเดียก็จริง แต่ในแง่โฆษณาถ้าไม่ได้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ หากสายป่านหรือเงินทุนไม่พอ ก็มีสิทธิ์เจ๊งโดยไม่รู้ตัวได้เหมือนกัน และหนักกว่าถึงขั้นมีการเลย์ออฟพนักงานด้วย ถึงตอนนั้นที่แต่ละฝ่ายต่างซ้ำเติมเจ๊ติ๋มเอาไว้จะกลายเป็นเรื่องเด็กๆ ไปเลย

ที่พูดมาทั้งหมดไม่ได้แช่งใคร หรือจะทำลายธุรกิจทีวีดิจิตอลในภาพรวม แต่ขึ้นอยู่กับว่าผู้บริหารแต่ละช่องจะก้าวเดินอย่างไร ไม่ให้กลับไปสู่จุดล้มเหลวที่ทำลายอุตสาหกรรมโทรทัศน์ในบ้านเรา เช่นกรณีไอทีวี ทีวีเสรี จากเจตนารมณ์หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ก็จบลงเพราะค้างค่าสัมปทานและค่าปรับรวมกันนับแสนล้านบาทก็มีให้เห็นมาแล้ว

เพียงแต่ว่าปัญหาของเจ๊ติ๋มเป็นเพียง “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” ที่ยอมแพ้ต่อสนามทีวีดิจิตอลก่อนถึงเวลาอันควรเท่านั้นเอง.

คำชี้แจงจาก “ศาลาคนเศร้า”



หลังจากที่เขียนบทความในหัวข้อ “จาก ศาลาคนเศร้า ถึง Club Friday : เมื่อความรักเป็นปัญหาระดับชาติ” ไปเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2558 ที่ผ่านมา โดยได้วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเนื้อหาของนิตยสารศาลาคนเศร้าโฉมใหม่ ตามที่นำเสนอไปแล้วนั้น

คอลัมน์ "จดหมายจากบรรณาธิการ" ในนิตยสารศาลาคนเศร้า ปีที่ 51 ฉบับที่ 514 คุณปิยะวัลย์ วงศ์สว่าง บรรณาธิการบริหาร ได้ชี้แจงถึงจุดยืนของนิตยสารฉบับนี้ แม้จะไม่ได้พูดถึงบทความชิ้นนี้โดยตรง จึงขออนุญาตนำบางช่วงบางตอนมาตีพิมพ์เพื่อให้ผู้อ่านพิจารณามุมมองอีกด้าน และขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้


...

“นักวิจารณ์บางท่านหรือผู้อ่านบางคนที่ยังไม่เข้าใจและไม่รู้จักเราจริงๆ ก็คงจะไม่รู้ถึงความตั้งใจอันแน่วแน่ของเรา เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ปรับรูปโฉมใหม่ก็เข้าใจว่าเราได้ล้มจุดยืนของเราไป หรือได้ให้ความสำคัญกับเรื่องราวอื่นๆ มากกว่าเรื่องจริงที่เขียนส่งเข้ามา ซึ่งมันไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด การที่เราปรับโฉมใหม่นั้นก็เพื่อให้ผู้อ่านได้รับอรรถรสมากขึ้น ปรับขนาดให้ใหญ่ขึ้นจากพ็อกเก็ตบุ๊ก ซึ่งสามารถรองรับเรื่องราวจากทางบ้านได้มากขึ้นกว่าเดิมอีกเท่าตัว ไม่ได้ลดทอนลงไปเลยแม้แต่น้อย เรายังคงยีดคอนเซปต์ที่ชัดเจนของหนังสือตั้งแต่หน้าปกจนถึงเนื้อหาในฉบับ และได้ปรับปรุงคุณภาพให้ดีขึ้น น่าอ่าน น่าสนใจมากขึ้น ซึ่งก็เป็นที่ถูกอกถูกใจแฟนๆ ศาลาคนเศร้าเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เราคงปฏิเสธกระแสเทคโนโลยีไม่ได้ แม้ว่าจะมีการรณรงค์ให้คนเขียนจดหมายเข้ามา ในเวลาเดียวกัน เราก็เปิดรับข้อความมาทางโลกออนไลน์ ตามแต่ใครจะต้องการระบายหรือส่งข้อความมาในรูปแบบไหน แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น เรามีการตรวจสอบ ตรวจเช็กว่าเขามีตัวตนจริง และได้บันทึกเข้าเป็นสมาชิกของเรา ชาวศาลาคนเศร้า”

กำลังโหลดความคิดเห็น...