xs
xsm
sm
md
lg

หลังพ้นโทษจำคุก นักวิจัยชั้นนำชาวอเมริกันหันไปช่วยจีนพัฒนาเทคโนโลยีเชื่อมต่อสมองมนุษย์กับคอมพิวเตอร์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ชาร์ลส์ ลีเบอร์ เดินออกจากศาลรัฐบาลกลางในเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2563 หลังจากเขาและชาวจีนอีกสองคนถูกตั้งข้อหาว่าให้การเท็จเกี่ยวกับความเชื่อมโยงกับรัฐบาลจีน - ภาพ : รอยเตอร์
จีนอาจก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเชื่อมต่อสมองมนุษย์กับคอมพิวเตอร์ ( Brain-Computer Interfaces - BCI) เมื่อได้ชาร์ลส์ ลีเบอร์ ชาวอเมริกัน วัย 67 ปี หนึ่งในนักวิจัยชั้นนำของโลกในด้านนี้มาร่วมงาน

การตัดสินใจของลีเบอร์ทำให้ฝ่ายสหรัฐอเมริกาต้องคิ้วขมวดว่า ปล่อยนักวิทยาศาสตร์ระดับหัวกะทิให้หลุดมือไปได้อย่างไร


ลีเบอร์เคยเป็นประธานภาควิชาเคมีของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและผู้บุกเบิกด้านนาโนวิทยา เมื่อเดือนธันวาคม 2564 เขาถูกศาลตัดสินจำคุก 2 วันและถูกกักบริเวณภายในบ้านเป็นเวลา 6 เดือน โทษฐานให้การเท็จต่อเจ้าหน้าที่สอบสวนของรัฐบาลกลางสหรัฐฯเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเขากับโครงการพันคนเก่ง ( Thousand Talents Program) ของรัฐบาลจีน ซึ่งเฟ้นหานักวิจัยมันสมองปราดเปรื่องจากต่างประเทศ และความผิดฐานหลีกเลี่ยงการเสียภาษีกรณีมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจีนได้จ่ายค่าตอบแทนแก่เขา ขณะเป็นอาจารย์ที่ฮาร์วาร์ด 


ในระหว่างการพิจารณาคดี ลีเบอร์แก้ต่างว่าเขาป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดรักษาไม่หาย ซึ่งยังอยู่ในระยะสงบ และเขากำลังต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด


ขณะที่อัยการระบุ เมื่อลีเบอร์ถูกจับกุมในปี 2563 เขาบอกกับเจ้าหน้าที่เอฟบีไอว่าเขา "ต้องการได้รับรางวัลโนเบล" และได้รับการยอมรับในผลงาน


สามปีต่อมา นักวิทยาศาสตร์ผู้นี้ได้ย้ายมาอยู่ที่นครเซินเจิ้น และก่อตั้งสถาบันวิจัยสมอง เทคโนโลยีเชื่อมต่อและประสาทขั้นสูง (i-BRAIN) ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลจีนและเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันวิจัยและแปลผลทางการแพทย์เซินเจิ้น หรือ SMART

ห้องปฏิบัติการที่ลีเบอร์สร้างขึ้นมาใหม่และเขาได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการนี้มุ่งพัฒนาเทคโนโลยี ซึ่งรัฐบาลจีนระบุว่าเป็นวาระสำคัญระดับชาติ นั่นคือการฝังอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เข้าไปในสมองของมนุษย์


ทางเข้าสถาบันวิจัยสมอง เทคโนโลยีเชื่อมต่อและประสาทขั้นสูง (i-BRAIN) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันวิจัยและแปลผลทางการแพทย์เซินเจิ้น (SMART) ในเมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 - ภาพ : รอยเตอร์
ห้องปฏิบัติการ i-BRAIN มีทรัพยากรเหนือกว่าที่ลีเบอร์เคยมีที่ฮาร์วาร์ด เช่น เครื่องพิมพ์ลิโทกราฟีด้วยแสงอัลตราไวโอเลตความละเอียดสูงของบริษัท ASML ซึ่งช่วยให้สามารถผลิตหัววัดสัญญาณประสาทที่มีความหนาแน่นสูง ( High-density neural probe fabrication) และสามารถเข้าถึงลิง 2,000 กรงของศูนย์วิจัยด้านวิทยาศาสตร์สมอง (BSI) แห่งเซินเจิ้น ซึ่งการวิจัยเกี่ยวกับลิงเพื่อใช้เป็นแบบจำลองสำหรับการเชื่อมต่อระหว่างสมองมนุษย์กับคอมพิวเตอร์ ไม่สามารถทำได้ หลังจากศูนย์วิจัยลิงแห่งนิวอิงแลนด์ปิดตัวลงในปี 2558

ในการประชุมของรัฐบาลเซินเจิ้นเมื่อเดือนธันวาคม ลีเบอร์เล่าว่า เขาเดินทางมาถึงเซินเจิ้นเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2568 พร้อมกับความฝันและมีกระเป๋าเสื้อผ้าสองสามใบติดตัวมา

“ส่วนตัวแล้ว เป้าหมายของผมคือการทำให้เซินเจิ้นเป็นผู้นำระดับโลก” เขากล่าว


BCI เป็นเทคโนโลยีแห่งความหวังในการรักษาโรคต่างๆ เช่น โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ( ALS ) และฟื้นฟูการเคลื่อนไหวในผู้ป่วยอัมพาต นอกจากนั้นยังมีศักยภาพในการนำไปใช้ในทางการทหารด้วย


ตามรายงานของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ นักวิทยาศาสตร์ในกองทัพปลดแอกประชาชนจีนมีการศึกษาเทคโนโลยีนี้เพื่อสร้างสุดยอดทหารด้วยการกระตุ้นประสิทธิภาพด้านปัญญา


นักวิเคราะห์ของสหรัฐฯ ระบุว่า ลีเบอร์สร้างห้องปฏิบัติการไฮเทคขึ้นมาใหม่ได้อย่างรวดเร็วในจีนแสดงให้เห็นถึงจุดอ่อนของสหรัฐฯ ในการควบคุมการส่งออกและการใช้เครื่องมือทางกฎหมายปกป้องเทคโนโลยี ซึ่งอาจนำมาใช้ด้านการทหาร


เกลน เกอร์สเตล ที่ปรึกษาอาวุโสประจำศูนย์ยุทธศาสตร์และการศึกษานานาชาติ และอดีตที่ปรึกษาของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ (NSA) กล่าวโทษจีนว่าใช้ความเปิดกว้างและความพยายามในการสร้างนวัตกรรมของสหรัฐฯ มาเป็นอาวุธต่อต้านสหรัฐฯเอง และลีเบอร์เป็น “ตัวอย่างที่ชัดเจน” ในเรื่องนี้


ข้อมูล : รอยเตอร์