บนหอคอยสูงราวตึก 5 ชั้น ลมจากทะเลญี่ปุ่น พัดเอื่อยเข้ามาปะทะเป็นระยะ
จากฝั่งขวา เขตภูเขาพื้นที่ในปกครองของเกาหลีเหนือต่อกับทางรถไฟเหล็กทอดข้ามแม่น้ำถูเหมินที่ยาวไปจรดทะเลญี่ปุ่นไกลสุดตา เชื่อมไปยังฝั่งซ้ายอันเป็นผืนปฐพีที่ราบลุ่มในปกครองของรัสเซีย
...... ทว่า ณ จุดที่ผมยืนอยู่คือสุดเขตแดนดินของประเทศจีน ทางรถไฟเหล็กตรงหน้า คือ ทางรถไฟมิตรภาพเกาหลี-รัสเซีย (Korean-Russian Friendship Bridge) พื้นที่ทางฝั่งขวาคือ ชุมชนคนงานถูเหมินกัง (Tumangang) ในเขตเศรษฐกิจพิเศษราซอน (Rason) ของเกาหลีเหนือ ดินแดนทางฝั่งซ้ายนั้นคือเมืองคาซาน (Khasan) รัฐพรีมอสกี ไคร (Primorsky Krai) ของรัสเซีย ใกล้กับทะเลสาบคาซาน จุดที่เคยเป็นสมรภูมิรบ ระหว่างกองทัพรัสเซียและญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปี ค.ศ.1938
ส่วนผืนแผ่นดินที่ผมยืนอยู่นั้นคือ “ฝังชวน” จุดที่ได้ชื่อว่า “เหลือบตาเดียวมองเห็นสามประเทศ (一眼望三国)” ซึ่งจากจุดเด่นทางด้านภูมิศาสตร์นี้เอง คนท้องถิ่นชาวจีนจึงให้คำเปรียบเปรยไว้ว่า ณ ดินแดนแห่งนี้
“ไก่ขันร้อง ก้องสามก๊ก
หมาเห่าลั่น สนั่นสามแดน
บุปผาบาน ฟุ้งสี่บ้าน
เสียงหัวเราะ เสนาะสามรัฐ”
ในฝั่งประเทศจีน หมู่บ้านฝังชวน (防川村) หรือ หมู่บ้านพิทักษ์ลำน้ำ ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของ “หุนชุน (珲春)” เมืองใหญ่ระดับอำเภอของเขตปกครองตัวเองชนชาติเกาหลีเหยียนเปียน มณฑลจี๋หลิน ไปประมาณ 65 กิโลเมตร
ในภาษาโบราณของชาวแมนจู “หุนชุน” มีความหมายว่า “ชายแดน” ด้วยเหตุนี้ “ฝังชวน” จึงเป็น “ชายแดนของชายแดน” อีกที ทว่า เป็นชายแดนที่มีลักษณะพิเศษคือ เป็นชายแดนของสามชาติในลักษณะเดียวกับ “สามเหลี่ยมทองคำ” ของประเทศไทย พม่า และลาว โดยฝังชวนเป็นชายแดนระหว่าง ประเทศจีน เกาหลีเหนือ และรัสเซีย
จากหมู่บ้านฝังชวน หากล่องเรือตามแม่น้ำไปเรื่อยๆ ผ่านเขตการปกครองของรัสเซียและเกาหลีเหนือ อีกเพียง 15 กิโลเมตร เราก็จะสามารถเดินทางออกสู่ทะเลญี่ปุ่นได้อย่างง่ายดาย ทั้งจุดนี้ยังอยู่ห่างจากวลาดิวอสต็อก (Vladivostok) เมืองท่าและฐานทัพเรือที่ใหญ่ที่สุดของรัสเซียในแถบเอเชียแปซิฟิกเพียง 180 กิโลเมตร และห่างจากเมืองท่าในจังหวัดนีงะตะ (Niigata) ทางตะวันตกของประเทศญี่ปุ่นราว 800 กิโลเมตร
แม้จุดเชื่อมต่อของดินแดนระหว่าง 3 ชาติแห่งนี้จะไม่ได้มีชื่อเสียงระบือโลกในการเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนและค้าขายยาเสพติดแบบสามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งเป็นพรมแดนระหว่างไทย-พม่า-ลาว แต่ด้วยความสำคัญในการเป็นจุดสำคัญในการออกสู่ทะเล จึงทำให้พื้นที่แห่งนี้ถูกนักประวัติศาสตร์บางส่วนขนานนามว่าเป็น “เส้นทางสายไหมทางทะเลญี่ปุ่น”
จุดชมทิวทัศน์ฝังชวนประเทศจีน โดยกล้องแพนจากฝั่งซ้ายดินแดนของรัสเซีย ผ่านสะพานข้ามแม่น้ำถูเหมินไปยังฝั่งขวา อันเป็นดินแดนของประเทศเกาหลีเหนือ
1,400 กว่าปีก่อน นับแต่สมัยราชวงศ์สุย (ค.ศ.581-618) และราชวงศ์ถัง (ค.ศ.618–907) อันเป็นยุคสมัยหนึ่งที่เศรษฐกิจ การเมือง การทหาร และวัฒนธรรมของจีนรุ่งเรืองถึงขีดสุด “ฝังชวน” ก็ถือเป็นจุดผ่านทางทางทะเลสำคัญที่ชาวจีนและชาวญี่ปุ่นใช้แวะพักเพื่อไปมาหาสู่ทำการค้าและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกัน
ในช่วงปลายศตวรรษที่ 16 ประเทศรัสเซียในสมัยพระเจ้าซาร์ได้มีนโยบายในการแผ่ขยายอาณาจักรมาทางทิศตะวันออก โดยทัพรัสเซียได้ฉวยโอกาสที่ทัพแมนจูกำลังทำศึกอยู่กับของราชวงศ์หมิงบุกเข้ายึดดินแดนในลุ่มแม่น้ำอามูร์ (Amur) หรือที่รู้จักในภาษาจีนคือ แม่น้ำเฮยหลง (黑龙江; แม่น้ำมังกรดำ) โดยทัพของพระเจ้าซาร์ยึดครองเขตยาคึซา (Yakutsk) เขตเนอร์ชินส์ก (Nerchinsk) และดินแดนส่วนอื่นๆ ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงฝังชวนด้วย กระทั่งต่อมาเมื่อชาวแมนจูได้ชัยเหนือชาวฮั่น ล้มล้างราชวงศ์หมิงได้สำเร็จ และสถาปนาราชวงศ์ชิงขึ้น (ค.ศ.1644-1911) ทางราชวงศ์ชิงจึงได้ดำเนินการทักท้วงและทำสงครามเรียกร้องดินแดนคืน
ในช่วงปี ค.ศ.1685-1686 ฮ่องเต้เซิ่งจู่ หรือ ฮ่องเต้คังซีแห่งราชวงศ์ชิงได้ยกทัพไปโจมตีรัสเซียที่เขตยาคึซาและบังคับให้รัสเซียเข้าร่วมการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาในการปักปันเขตแดนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน โดยในที่สุดการเจรจาก็ได้ข้อสรุปเป็น สนธิสัญญาเนอร์ชินส์ก (Treaty of Nerchinsk) ในปี ค.ศ.1689 อันเป็นสนธิสัญญาว่าด้วยการปักปันเขตแดนฉบับแรกระหว่างประเทศจีนกับรัสเซีย โดยหลังจากนั้นอีกหลายศตวรรษระหว่างจีนกับรัสเซียก็เกิดความขัดแย้งซึ่งนำมาสู่สนธิสัญญาและข้อตกลงว่าด้วยเขตแดนอีกหลายฉบับ
ทั้งนี้ทั้งนั้น ข้อตกลงด้านเขตแดนระหว่างจีนกับรัสเซียที่ถือว่าเป็นผลพวงจาก “รอยร้าวทางประวัติศาสตร์” ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 150 ปีของชาวจีนทั้งมวล และทำให้จีนต้องสูญเสียดินแดนทางตะวันออกเฉียงเหนือนับแสนตารางกิโลเมตร อันรวมไปถึงเส้นทางในการออกทะเลญี่ปุ่นให้กับรัสเซียก็คือ “ข้อตกลงปักกิ่ง” ที่จีนถูกบีบคั้นให้ลงนามกับสามชาติตะวันตกคือ อังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซียในปี ค.ศ.1860
“ข้อตกลงปักกิ่ง (Convention of Peking)” ถือเป็นหนึ่งในสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมที่รัฐบาลจีนภายใต้การปกครองของราชสำนักชิงต้องกล้ำกลืนฝืนกินมาจากผลกระทบของการแพ้สงครามฝิ่นครั้งที่ 1 (ค.ศ.1834-1843) สงครามฝิ่นครั้งที่ 2 (ค.ศ.1856-1860) และเป็นผลพวงต่อเนื่องมาจากสนธิสัญญานานกิงและสนธิสัญญาเทียนจินในปี ค.ศ.1842 ซึ่งบังคับให้จีนต้องเปิดประเทศ และเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตให้กับชาติตะวันตกผู้ชนะสงคราม
โดยในปี ค.ศ.1859 เมื่อราชสำนักชิงปฏิเสธที่จะให้อังกฤษตั้งสถานทูตในกรุงปักกิ่งตามข้อตกลงที่ระบุไว้ในสนธิสัญญาเทียนจิน จึงเกิดการสู้รบกันขึ้นทั้งในสมรภูมิกรุงปักกิ่งและสมรภูมิเกาะฮ่องกง (ที่ถูกยกให้เป็นเขตเช่าของอังกฤษ) กระทั่งกำลังทหารของชาติตะวันตกสามารถบุกเข้าไปเผาพระราชวังฤดูร้อน ณ บริเวณชานกรุงปักกิ่งทั้ง 2 แห่งของฮ่องเต้แมนจู อีกทั้งทหารฝรั่งยังกระทำการอุกอาจปล้นวัตถุโบราณและของมีค่าจากในพระราชวังเป็นจำนวนมาก ทางราชสำนักชิงจึงยอมจำนนด้วยความหวั่นเกรงว่ากำลังของชาติตะวันตกจะบุกเข้ายึดพระราชวังต้องห้ามใจกลางกรุงปักกิ่ง โดยตัวแทนของราชสำนักชิงลงนามยุติการสู้รบกับอังกฤษ และฝรั่งเศสในวันที่ 24 และ 25 ตุลาคม ค.ศ.1860 ตามลำดับ
ในส่วนของข้อตกลงปักกิ่งที่จีนลงนามกับรัสเซียในเดือนถัดมา คือ วันที่ 14 พฤศจิกายน ค.ศ.1860 ราชสำนักชิงซึ่งกำลังอ่อนแรงจากการรุกรานของชาติตะวันตกได้ตกลงยกดินแดนในเขตลุ่มแม่น้ำอุสซูรี (Ussuri หรือ ในภาษาจีนคือแม่น้ำอูซูหลี่) ตั้งแต่แนวของแม่น้ำถูเหมิน ยาวไปจรดแม่น้ำอามูร์ รวมถึงพื้นที่ในเขตชายฝั่งทะเลที่ติดกับทะเลญี่ปุ่น คิดเป็นพื้นที่นับแสนตารางกิโลเมตรเพื่อเป็นการตอบแทนให้กับความช่วยเหลือของรัสเซียเพื่อยุติสงครามดังกล่าว
การฉวยโอกาสผนวกดินแดนแมนจูเรียนอกอันกว้างใหญ่ไพศาลเข้ามาเป็นของตนครั้งนั้นของรัสเซีย ยังคงส่งผลถึงปัจจุบัน และเป็นคำตอบของคำถามที่หลายคนสงสัยว่า เหตุใดอีกเพียง 15 กิโลเมตรเท่านั้น ชาวจีนจึงออกสู่ทะเลผ่านดินแดนของตนเองไม่ได้?
ขณะที่เมื่อเร็วๆ นี้ ในช่วงทศวรรษที่ 1990 หลังการริเริ่มก่อตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำถูเหมินระหว่าง 4 ชาติคือ จีน มองโกเลีย รัสเซียและเกาหลีใต้ รัฐบาลท้องถิ่นของมณฑลจี๋หลินเคยมีความพยายามหาทางออกทะเลให้กับตัวเอง ด้วยการวางแผนพัฒนาหมู่บ้านฝังชวนให้กลายเป็นท่าเรือขนสินค้าที่เข้าและออกผ่านไปยังทะเลญี่ปุ่น ทว่าแผนดังกล่าวกลับถูกนักเคลื่อนไหวและนักการเมืองในรัสเซียคัดค้าน โดยอ้างว่าจะทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศของพื้นที่ชุ่มน้ำในบริเวณดังกล่าว ทั้งยังส่งผลกระทบต่อการวางไข่ของปลาที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำถูเหมิน กระทั่งรัฐบาลจี๋หลินต้องพับโครงการดังกล่าวไปจนถึงปัจจุบัน
...............................
จากการพลิกหน้าประวัติศาสตร์ของพื้นที่แห่งนี้เพียงสั้นๆ ยกเหตุการณ์ความขัดแย้งขึ้นมาเพียงบางช่วงบางตอน ผมจึงเห็นภาพชัดขึ้นว่าเหตุใดบรรพบุรุษของเราถึงย้ำนักย้ำหนาว่า “ผืนแผ่นดินมีค่ายิ่งกว่าทองคำ” และ “ดินแดนแม้แต่หนึ่งตารางนิ้วก็ไม่ยอมเสียให้ใคร”
แม้วันนี้ “ฝังชวน” จะกลายสภาพจากสนามรบเป็นเขตอุทยานแห่งชาติที่เปิดรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติเพื่อให้เข้ามาชมทิวทัศน์ของสามประเทศแล้ว แต่ผมเชื่อว่า ลึกๆ ในใจของชาวจีนทุกคนที่เดินทางมาถึงที่นี่ยังคงจารึกบาดแผลที่ลบเลือนไม่ออก ซึ่งคอยย้ำเตือนว่า ความขัดแย้ง ความเหลวแหลก ความอ่อนแอของการเมืองและการปกครองภายในประเทศ ทำให้ตนเองและลูกหลานต้องสูญเสียดินแดนไปอย่างไม่มีวันได้กลับคืน
บนหอสังเกตการณ์ของกองทัพปลดแอกประชาชนจีน ณ จุดชมทิวทัศน์ฝังชวนมีอักษรจีนปรากฏอักษรจารึกข้อความระบุว่า “ผลประโยชน์ของชาติอยู่สูงเหนือสิ่งอื่นใด (祖国利益高于一切)”
...... ผมเหลือบมองอักษรดังกล่าว และก้มหน้าก้าวเดินขึ้นรถบัสที่มารอรับ
ข้อความ “ผลประโยชน์ของชาติอยู่สูงเหนือสิ่งอื่นใด” บนหอสังเกตการณ์ของกองทัพปลดแอกประชาชนจีน ณ จุดชมทิวทัศน์ฝังชวน



