xs
xsm
sm
md
lg

เส้นทางความรัก 2 วัฒนธรรม “สุวรา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา & รัชกฤต ฮิโระยูกิ วิศวะผลบุญ”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เป็นอีกหนึ่งคู่หวานที่ไม่ค่อยเปิดตัวเรื่องราวความรักออกสื่อซะเท่าไหร่ สำหรับ “หมิง-สุวรา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา” สาวสังคมที่หลายคนคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี โดยเมื่อปลายปีที่ผ่านมาเธอเพิ่งเข้าพิธีวิวาห์กับ “ฮิโระ-รัชกฤต ฮิโระยูกิ วิศวะผลบุญ” หนุ่มลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นการจัดงานวิวาห์ที่บ่าวสาวต้องลุ้นไม่น้อย แต่อย่างน้อยโชคยังเข้าข้าง เพราะวันที่ดูฤกษ์ไว้เป็นวันเดียวกับที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ออกมาประกาศตัวเลขผู้ติดเชื้อที่ขึ้นหลักร้อยเป็นครั้งแรก งานเลยยังดำเนินต่อไปได้ เพราะถ้าฤกษ์มาช้าไปกว่านั้น 2-3 วัน คงต้องเลื่อนยาว​

อย่างไรก็ตาม แม้การเป็นบ่าว-สาวช่วงโควิด-19 จะชวนให้ลุ้นระทึกแล้ว แต่เมื่อเทียบกับเส้นทางความรักของทั้งคู่ กว่าจะ Happy Ending ก็ชวนให้ลุ้นไม่เบา เพราะด้วยความที่ฝ่ายชายเป็นหนุ่มที่ขี้อายหนักมาก จนทำให้ต้องเก็บความในใจไว้หลายปีกว่าจะกล้าจีบฝ่ายหญิง เรื่องราวจะเป็นอย่างไร Celeb online พร้อมแล้วที่จะพาไปสำรวจเส้นทางความรักของทั้งคู่ ที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน


“จริงๆ เรารู้จักกันมานานแล้ว ตั้งแต่ก่อนหมิงจะไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศสอีก เพราะเขาเป็นเพื่อนสนิทกับลูกของเพื่อนสนิทแม่หมิง เพื่อนเขาเลยแนะนำให้รู้จักกับหมิง แต่เจอกันทีไรเขาก็ไม่ค่อยพูด หมิงก็ไม่รู้หรอกว่าจริงๆ เขาแอบชอบเราอยู่ ทั้งๆ ที่เพื่อนเขาก็พยายามช่วยทำตัวเป็นพ่อสื่อ จำได้เลยก่อนไปฝรั่งเศส เพื่อนเขาก็มาถามว่าหมิงว่างมั้ยอยากนัดกินข้าว แต่เพราะเพื่อนๆ จะรู้ว่าปกติหมิงเป็นคนนัดยาก ถ้าไม่มีวาระจะไม่ค่อยไป เขาเลยบอกว่ามีเพื่อนคนหนึ่งอยากทำธุรกิจน้ำหอมหมา ซึ่งถือว่าจับทางถูก เพราะหมิงเป็นคนสนใจเรื่องน้ำหอมถึงไปเรียนต่อด้านนี้ และก็ชอบน้องหมา แต่ปรากฏพอไปเจอกันจริง กลับไม่มีใครพูดถึงน้ำหอมและน้องหมา ตอนนี้ก็โกรธนะ รู้สึกเหมือนโดนหลอกมา”


ได้ยินศรีภรรยาพูดแบบนี้ ฝ่ายชายเลยต้องรีบแก้ตัวโดยพลันว่า “จริงๆ ไม่ได้หลอกครับ คือผมมีไอเดียจะทำแชมพูน้องหมาจริงๆ แต่พอเจอเขาก็เขิน ทั้งที่วันนั้นเราไม่ได้เจอกันสองคนนะ มีเพื่อนๆ มาด้วย แต่ก็ดันไปชวนคุยเรื่องอื่น หลังจากครั้งนั้นเราก็ยังมีโอกาสเจอกันอยู่บ้าง เวลาคุณแม่เพื่อนผมนัดกับคุณแม่หมิง ซึ่งหมิงก็จะมาด้วย ได้เจอเขาก็จริง แต่ก็ไม่ได้คุย”


“หมิงยังเคยแอบคิดเลยว่า หรือเขาเนียนมากินข้าวฟรี (หัวเราะ) หมิงจำได้เลย มีวันเกิดหมิงปีหนึ่ง เขาซื้อกำไลมาให้ แต่หมิงไม่รู้ว่ากล่องเปิดอย่างไร เลยไปถามเขา ทั้งที่เขารู้นะเพราะเป็นคนซื้อมา แต่เพราะอาย เขิน เลยแกล้งบอกว่าไม่รู้”


เพราะความขี้อายนี้เอง ทำให้ฮิโระได้แต่แอบชอบฝ่ายหญิงอยู่ข้างเดียวนานถึง 3 ปี เพราะฝ่ายหญิงตัดสินใจไปเรียนต่อ ระหว่างนั้นถึงจะมีไลน์หรือเฟซบุ๊กหากันบ้าง แต่ก็ในฐานะคนรู้จัก


“เขาเคยแชตมาหาหมิงนะ ซึ่งตอนนั้นหมิงก็โสดและคิดว่าถ้าเขาคุยมาก็พร้อมจะให้โอกาส แต่ปรากฏเขาทักมาแล้วหมิงตอบกลับ เขาดันส่งแต่สติกเกอร์มาไม่ยอมพูดอะไร เราก็เลยไปต่อไม่ถูกเหมือนกัน (หัวเราะ) หรืออย่าง เฟซบุ๊ก ก็อาจจะมีแค่กดไลก์ หรืออวยพรวันเกิดกันเฉยๆ”


จนเมื่อหมิงเรียนจบกลับมาเมืองไทย ต้นรักของทั้งคู่จึงได้รับการรดน้ำและพรวนดินให้งอกงาม “พอรู้ว่าเขากลับมาผมก็ตัดสินใจทักไปหาทางเฟซบุ๊ก แต่คราวนี้ผมอัปเกรดตัวเองเป็นเวอร์ชันใหม่ เพราะรู้สึกว่าการที่ก่อนหน้านี้ไม่คุยกับเขา ทำให้เสียโอกาสไปแล้วครั้งหนึ่ง แถมยังดูเสียมารยาท ครั้งนี้ต่อให้ลองคุยแล้วถึงสุดท้ายจะเป็นแค่เพื่อนก็ไม่เป็นไร เลยได้มีโอกาสศึกษากันมาเรื่อยๆ”


งานนี้หมิงเสริมอย่างติดตลกว่า จากแรกๆ เหมือนเขาจะเป็นคนเงียบ หลังๆ กลายเป็นพูดเยอะ จนหมิงต้องเป็นผู้ฟังแทน


ถามว่าตกหลุกรักหมิงที่ตรงไหน ฮิโระสารภาพแบบไม่กั๊กว่า “ชอบตั้งแต่เห็นเขาในรูปที่ถ่ายกับเพื่อนสนิทผม พอถามว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร เพื่อนเลยเล่าให้ฟังว่าเป็นลูกเพื่อนสนิทของแม่เขา ซึ่งพอเขารู้ว่าผมชอบแล้วก็พยายามเป็นพ่อสื่อให้ หมิงเป็นผู้หญิงในสเปกของผม เพราะผมชอบผู้หญิงผมยาว เรียบร้อย หวานๆ ที่สำคัญหมิงเป็นคนที่มีเสน่ห์เวลาพูด”


ขณะที่หมิงเองถ้าจะบอกว่า ฮิโระตรงสเปกก็ไม่ผิด เพราะอิทธิพลจากวัฒนธรรม J Pop ทำให้เธอมีความฝันว่า อยากได้แฟนเป็นคนญี่ปุ่นตั้งแต่เด็ก เพียงแต่พอมาเจอชายหนุ่มในสเปก เขากลับไม่ค่อยคุยด้วย เลยไปต่อไม่เป็น


“พอได้มาคบกัน หมิงก็ประทับใจเขานะ เขาเป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย ตลอด 4 ปีที่คบกัน เขาไปรับไปส่งหมิงจากบ้านไปที่ทำงานตลอด จนวันหนึ่งหมิงหันไปมองหน้าเขาแล้วรู้สึกว่า มันคงจะดีนะ ถ้าตื่นเช้ามาแล้วหันไปเจอหน้าเขา ทั้งที่ก่อนหน้านี้หมิงไม่เคยมีภาพในหัวว่าอยากจะแต่งงานเลย เพราะชีวิตที่ผ่านมาเรามีเป้าหมายคือ การเรียน การทำงาน พอมาคบกัน ถึงเขาก็จะขอหมิงแต่งงานตั้งแต่ปีแรกที่คบกัน แต่หมิงเองที่ยังรู้สึกว่าไม่พร้อม”


ถามว่า ทำไมรีบขอแต่งงาน ฮิโระตอบว่า “ผมไม่ได้หวังว่าให้เขาเซย์เยสตั้งแต่ปีแรก แต่แค่อยากให้เขารู้ว่าผมจริงจังกับความสัมพันธ์ของเรา อยากให้มั่นใจว่าเราคบกันอย่างมีจุดหมายนะ และเขาคือคนที่ใช่ก็ขอมาเรื่อยๆ ทุกปี จนวันที่เขาตอบตกลง ผมก็ดีใจมาก ตลอดเวลาที่คบกัน เราเจอกันแทบทุกวัน ต่อให้ติดงานก็จะพยายามแบ่งเวลาให้ได้เจอกัน”


อย่างไรก็ตาม แม้จะดูเป็นคู่ที่เข้าใจกัน แต่ก็ยังมีเรื่องให้งอนกันอยู่บ่อยๆ “หมิงอยากให้เขาเป็นฝ่ายตัดสินใจเด็ดขาด แต่เขาจะชอบมาแนวดูเชิง รอดูท่าทีมากกว่า พอทะเลาะกันเราก็จะงอน เขาต้องเป็นฝ่ายง้อ ซึ่งหมิงก็จะเป็นคนตรงๆ มีอะไรก็เคลียร์กันให้จบ บอกไปเลยว่าชอบหรือไม่ชอบอะไร เพราะประสบการณ์สมัยเด็กสอนให้รู้ว่าการงอนแล้วไม่พูด อีกฝ่ายก็ไม่รู้ ทำให้ความสัมพันธ์ไม่เวิร์ก”


หลังจากตกลงปลงใจจะใช้ชีวิตคู่ ก็ถึงด่านวัดใจ เมื่อฮิโระจะต้องมาเจรจาสู่ขอกับคุณพ่อคุณของฝ่ายหญิง “เพราะรู้ว่าเขาเป็นคนไม่กล้า ขี้อาย หมิงเลยเปิดทางให้ไปคุยกับคุณพ่อคุณแม่เอง โดยที่หมิงไม่อยู่ด้วย เขาจะได้กล้าพูดความในใจตัวเอง ปรากฏว่าวันนั้นคุณแม่กลับจากที่ทำงานก่อน ก็เลยนั่งรอคุณพ่อกลับมา ยังไม่ทันขอเลย คุณพ่อก็ชงให้ซะก่อนว่า จะมาขอลูกสาวใช่มั้ย ทุกอย่างเลยผ่านไปด้วยดี”


ส่วนแผนการมีทายาท หมิงบอกชัดว่าอยากมี แต่คงต้องรอโควิด-19 ไปก่อน เพราะถ้าท้องช่วงนี้ก็คงลำบาก ที่สำคัญตอนนี้ยังอยู่ระหว่างปรับตัวในการใช้ชีวิตคู่ โดยเฉพาะเรื่องที่อยู่อาศัย ซึ่งแม้จะย้ายมาอยู่เรือนหอที่สร้างอยู่ในบริเวณบ้านสามี แต่ทุกวันหลังเลิกงาน สาวหมิงก็ยังต้องขอกลับไปกินข้าวเย็น พูดคุยกับคุณพ่อคุณแม่ให้หายคิดถึง ตามสไตล์ลูกสาวที่ติดบ้านมากๆ ถึงขนาดมีแผนว่าถ้าบ้านที่สร้างไว้บริเวณบ้านพ่อแม่หมิงเสร็จเมื่อไหร่จะใช้เป็นเรือนหออีกหลังด้วยเลย


“ตอนนี้หมิงย้ายมาอยู่ที่เอกมัย แต่บ้านคุณพ่อคุณแม่อยู่ที่วิภาวดี คิดว่าถ้าสร้างเสร็จเรียบร้อยอาจจะอยู่ที่วิภาวดี 4 วัน เอกมัย 3 วัน เราจะได้มีโอกาสดูแลผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย”


ถามถึงโมเมนต์หวานๆ โรแมนติกของทั้งคู่ ฝ่ายชายชิงตอบว่า เคยพยายามเซอร์ไพรส์แต่กลายเป็นเจองอน


“ผมรู้ว่าเขาเป็นคนแพ้เกสรดอกไม้ แต่ก็อยากเซอร์ไพรส์ เลยไปซื้อดอกไม้ที่สตาฟไว้ในโหลแก้ว แบบในภาพยนตร์ Beauty and the Beast ที่มันอยู่ได้ประมาณ 5 ปี นึกว่าเขาจะดีใจ ปรากฏหน้าหงิกไม่คุยด้วย 2 วัน โทร.ไปก็ไม่รับสาย เพราะเขารู้สึกว่าบอกเราแต่แรกแล้วว่าไม่เอานะดอกไม้ ทำไมยังซื้อมา แต่เรากลับคิดไปอีกทางว่า ที่ไม่เอาดอกไม้ก็เพราะเขาแพ้ ก็พยายามหาที่ไม่แพ้มาแทน แต่ก็โชคดีอย่างที่คุณแม่เขาชอบ ตอนนี้ดอกไม้นี้เลยอยู่กับคุณแม่แทนครับ ตั้งแต่นั้นมาผมก็เลยไม่ค่อยเซอร์ไพรส์ ถ้าอยากได้อะไรเดี๋ยวเขาบอกเอง อย่างวันเกิด วันวาเลนไทน์ ซื้อมาแล้วจะได้ถูกใจ ซึ่งผมก็ว่าดีนะครับ เพราะบางทีซื้อของขวัญให้ก็ไม่รู้ว่าเขาชอบสิ่งที่ผมซื้อให้หรือเปล่า”


มาถึงอีกหนึ่งเสน่ห์ของฮิโระ ที่ทำให้หมิงตกหลุมรักจนถอนตัวไม่ขึ้น นั่นคือฝีมือการทำอาหารญี่ปุ่นที่ไม่เป็นสองรองใคร


“เขาทำอาหารญี่ปุ่นเก่งมาก จนเดี๋ยวนี้ไม่ไปกินที่ไหน ติดฝีมือเขาไปแล้ว แต่เวลาเขาทำต้องอย่าเข้าไปยุ่ง เขาจะมีขั้นตอนที่เป๊ะ 1-2-3 ใช้วัตถุุชั้นดีจากญี่ปุ่น คิดมาแล้วว่าผักจะใช้แค่ส่วนไหน ไข่จะใช้เฉพาะไข่แดงหรือไข่ขาว หมิงมีหน้าที่รอชิม เมนูที่ชอบก็อย่างเช่น หมี่เย็น ปวยเล้งต้มคลุกกับซอสงาญี่ปุ่น หรือมะเขือม่วงย่างใส่ซอสมิโสะ”


ส่วนกิจกรรมวันว่างของทั้งสองคน จะเน้นเที่ยวในเมือง ใช้เวลาอยู่ด้วยกันเป็นส่วนใหญ่ “เราชอบไปสวนสาธารณะ เดินเล่น อยู่กับธรรมชาติ เพราะด้วยเนื้องานของหมิงซึ่งเป็นรีเทล เทรนเนอร์ ลักชัวรีแบรนด์ คอยดูแลเทรนนิ่งพนักงานในบูติก ต้องทำงานในห้างฯ ทุกวัน เวลาว่างก็ไม่อยากไปห้างฯ แล้ว หรือถ้าเป็นแต่ก่อน ถ้าไม่ไปดูหนัง ก็ไปสปา หาร้านสวยๆ บรรยากาศดีๆ นั่งชิล ซึ่งส่วนใหญ่ฮิโระเขาจะหามา ประมาณว่าอยากเซอร์ไพรส์ แต่ก็จะถามหมิงก่อนว่าโอเคมั้ั้ย (หัวเราะ)”


ถามว่า พอต้องมาเป็นสะใภ้ครอบครัวญี่ปุ่น ต้องปรับตัวเยอะมั้ย หมิงบอกว่าไม่มาก แต่ต้องอาศัยการเรียนรู้ไปเรื่อยๆ อย่าง เรื่องวัฒนธรรมการใช้ตะเกียบ


“ที่ผ่านมาเขาไม่เคยขออะไรจากหมิงเลย แต่ตอนไปกินข้าวกับคุณพ่อเขาครั้งแรก เขาขอให้หมิงฝึกใช้ตะเกียบให้ถูกต้อง คือตะเกียบต้องขนาน อย่าไขว้ เพราะคนญี่ปุ่นถือ เราก็ต้องฝึก เดี๋ยวนี้ทำได้แล้ว แต่ตอนนั้นคงดูเกร็งมากๆ (หัวเราะ) นอกนั้นเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการขอบคุณ หรือการฝึกภาษาญี่ปุ่น ซึ่งหมิงเคยเรียนแต่ลืมแล้วคงต้องกลับไปรื้อฟื้น


แล้วก็รอสถานการณ์ดีขึ้นจะได้เดินทางไปญี่ปุ่น เพื่อไปแสดงตนที่ศาลเจ้าเคนจูอิน เป็นศาลเจ้าของตระกูลฮิโระ ซึ่งบรรพบุรุษเป็นเจ้าเมืองอยู่แถวจังหวัดเอฮิเมะ แถบทางใต้ของประเทศญี่ปุ่น ประมาณว่าเราเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ของครอบครัว หมิงก็เพิ่งมารู้เหมือนกันว่าตระกูลเขามีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายร้อยปีแล้ว ครองเมืองนี้มาตั้งแต่สมัยซามูไรเลย”


ทิ้งท้ายด้วยมุมน่ารักๆ ของหนุ่มลูกครึ่งญี่ปุ่น “ครอบครัวผมทำธุรกิจค้าเหล็กพรีเมียมที่เป็น Foodgrade สำหรับนำไปแปรรูปเป็นบรรจุภัณฑ์อาหารกระป๋อง ผมเป็นลูกคนกลาง มีพี่สาวและน้องชาย ผมเกิดที่เมืองไทย แต่ไปเรียนที่ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น แต่ก็ได้มีโอกาสซึมซับความเป็นไทย อย่างอาหารไทยผมชอบมาก โดยเฉพาะตอนที่คบกับหมิง เวลาไปบ้านคุณตาคุณยายจะตื่นเต้นมาก เพราะได้ชิมเมนูอาหารไทยโบราณครับ”




กำลังโหลดความคิดเห็น...