xs
xsm
sm
md
lg

หัวใจหล่อมาก! “ม.ล. รังษิธร ภาณุพันธุ์” ผันตัวเป็นจิตอาสาช่วยคนซึมเศร้าช่วงโควิด-19

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



หลังจาก “โก้-ม.ล. รังษิธร ภาณุพันธุ์” ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เดินทางไปเยี่ยมแฟนสาว “อ้อย-ชัชฎาภรณ์ กิมากรณ์” Miss Grand Thailand 2016 ที่ ลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยตั้งใจว่าจะพักเบรค 2-3 อาทิตย์ ค่อยกลับมานับหนึ่งใหม่อีกครั้ง แต่ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ทำให้หลายประเทศประกาศล็อกดาวน์ โก้จึงไม่สามารถเดินทางกลับประเทศไทย เพื่อมาสะสางธุรกรรมหลายอย่างได้ดั่งใจ

แต่แทนที่จะปล่อยให้จิตใจห่อเหี่ยว ในช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับทุกคนนี้ เขายังคิดบวกว่า อย่างน้อยเขายังมีสุขภาพแข็งแรง ไม่ติดโควิด-19 ทั้งที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในประเทศที่มีความเสี่ยงสูง อย่าง สหรัฐอเมริกา แถมยังทำให้ได้ดิสรัปตัวเองครั้งใหญ่ ลองทำในสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสได้ทำมากมาย หนึ่งในนั้น คือ การลุกขึ้นมาเป็นจิตอาสาออนไลน์ สำหรับผู้ที่สภาวะจิตใจเปราะบาง

ใครจะรู้ว่าในช่วงเวลาวิกฤตเช่นนี้ เขาได้ช่วยชีวิตคนที่อยากฆ่าตัวตายไปแล้วถึง 5 คน และช่วยเยียวยาคนที่อยู่ในภาวะ NPL (หนี้เสีย) 3 เคส และช่วยคนด้วยการเป็นที่ปรึกษาด้านจิตเวชถึง 7 เคสด้วยกัน


พักเบรกเยียวยาจิตใจ

ก่อนหน้านี้ หลายคนอาจยังไม่เคยรู้ว่า ภายใต้ลุคสุดเนี้ยบของหนุ่มสังคมคนนี้ เขาคือหนึ่งในผู้ที่มีอาการซึมเศร้า เขารู้ตัวเองเมื่อ 2 ปีก่อน หลังจากพบว่าโลกที่เคยสดใสไม่น่าอภิรมย์เหมือนที่เคย เริ่มเสียโฟกัสในการทำงาน และมีภาวะทางอารมณ์ที่เรื้อรัง จึงไปปรึกษาคุณหมอ และพบว่าตัวเองมีอาการซึมเศร้า วิตกกังวล และย้ำคิดย้ำทำมาหลายปีแล้ว

“อย่างที่รู้ อาการซึมเศร้าไม่ใช่เป็นแล้วแค่ดีดนิ้วก็หาย ผมไปหาหมอต่อเนื่อง และ กินยา แต่ภาวะทางอารมณ์ที่เรื้อรัง ทำให้ผมไม่สามารถโฟกัสกับการคุยงาน ประสานงานกับคนได้เยอะๆ เหมือนเก่า บวกกับช่วงหลังๆ ผมมีเหตุต้องห่างกับแฟน เพราะเขาจำเป็นต้องย้ายมาอยู่แอลเอ ในที่สุด เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผมตัดสินใจลาออกจากงานประจำที่ทำมา 8 ปี ตั้งใจว่าจะไปหาแฟนที่แอลเอ แล้วก็ถือโอกาสพักร้อนไปในตัว ตั้งใจว่าจะอยู่ยาว 2-3 อาทิตย์ค่อยกลับมาเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ แต่สุดท้ายกลายเป็นว่าอยู่ยาวมากว่า 3 เดือนแล้ว”


ช่วงที่โก้ตัดสินใจไปแอลเอ คือประมาณปลายเดือนมกราคม 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่โควิด-19 ระบาดหนักที่อู่ฮั่น แต่ยังไม่ลามไปฝั่งยุโรปและอเมริกา

“จำได้ว่าตอนที่ผมไปเปลี่ยนเครื่องที่โอซาก้า ผมเห็นคนในสนามบินสวมหน้ากากกันหมดแล้ว แต่ตอนนั้นในไทยยังไม่ค่อยมีรายงานผู้ติดเชื้อ รวมถึงฝั่งยุโรปและอเมริกา ดังนั้น ช่วงแรกที่ไปอยู่แอลเอ ผมโอเคมาก ไปช่วยแฟนดูแลกิจการของครอบครัวเขา แล้วก็บริหารสินทรัพย์ของตัวเองที่พอมีอยู่ที่โน่นบ้าง จนสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 เริ่มลามเป็นไฟลามทุ่ง ผมตัดสินใจกักตัวอยู่บ้านตั้งแต่ทางการยังไม่ออกประกาศ ยังไม่มีการรณรงค์เรื่อง Social Distancing ด้วยซ้ำ ทุกวันนี้ผมออกไปซื้อของที่จำเป็นแค่เดือนละ 1-2 ครั้งเท่านั้น ไปทีหมดเป็นหมื่นๆ เพราะต้องซื้อให้ครบ อาหารสด อาหารแห้ง ของจำเป็น อย่าง หน้ากากอนามัย กระดาษทิชชู เป็นของหายาก ถ้าไม่วางแผน ไปช้าก็อาจจะหมด

เวลาไปซูเปอร์มาร์เก็ต ผมจะใส่ทั้งถุงมือและสวมหน้ากาก พอเอาของมาที่รถ ก็ต้องฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อเป็นระยะ กลับถึงบ้าน จะไม่ไปเอนหลังที่โซฟาเด็ดขาด แต่ตรงไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ส่วนของที่ซื้อมาก็จะทำความสะอาดด้วยสเปรย์ฆ่าเชื้อทีละชิ้น หลังจากกักตัวมา 90 กว่าวัน ผมแทบจะอยากมอบโล่ให้ตัวเอง และเรียกตัวเองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการกักตัวเลยครับ(หัวเราะ)”


รอกลับไทยด้วยความหวัง

แม้จะดูเหมือนรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี แต่ลึกๆ แล้ว โก้ยอมรับว่า มีจิตตกบ้าง ท้อบ้าง และอยากกลับเมืองไทยเหลือเกิน เพราะมีธุรกรรม ทั้งด้านกฎหมาย สัญญาขาย สรรพากร ประกันสังคม ธนาคาร ตลอดจนคู่ค้าที่ต้องจัดการ

“ตอนนี้ผมถือวีซ่า B1/B2 10 ปี คืออยู่อเมริกาได้รอบละไม่เกิน 6 เดือน ถ้าอยู่เกิน (Overstay) ต้องไปทำเรื่องและเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งผมก็หวังว่าจะไม่ต้องอยู่ถึงวันนั้น คิดว่า มิ.ย.นี้ ถ้าสถานการณ์ในไทยดีขึ้น น่าจะได้มีโอกาสได้กลับไป ตอนนี้ได้แต่รอ เพราะรัฐบาลไทยปิดน่านฟ้าถึง 31 พ.ค. 63 เครื่องบินที่ไม่มีกรณีพิเศษบินเข้าไม่ได้ ใครที่มีความประสงค์จะกลับต้องไปติดต่อสถานกงสุลใหญ่เข้าคิวไว้ โดยเขาจะเรียงตามลำดับความสำคัญก่อนตามมนุษยธรรม ให้สิทธิ์ผู้สูงวัย ผู้จำเป็นจริงๆ ก่อน”

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางชีวิตที่ไม่ปกติ แทนที่จะปล่อยให้เวลาเดินไปอย่างไร้ประโยชน์ โก้เลือกที่จะ Self-Disruption ในช่วงนี้ ด้วยการเปลี่ยนตัวเองจากคนที่โลว์เทคมาใช้เทคโนโลยีอำนวยความสะดวก ตั้งแต่การสั่งอาหาร ไปจนถึงการหารายได้ จากการลองไปเป็นพนักงานส่งของ ซึ่งเจ้าตัวแอบกระซิบดังๆ ว่า รายได้ดีไม่เบา มาสู่การผันตัวเองมาเป็นบล็อกเกอร์ จัดพ็อดแคสต์ ไปจนถึงเป็นพ่อสื่อออนไลน์ จับคู่ให้คนรอบตัวไปแล้ว 14 คู่ แต่ที่พีคสุดๆ คือ การลุกขึ้นมาเป็นจิตอาสาบนโลกออนไลน์


โก้เล่าถึงแรงบันดาลใจในการเป็นจิตอาสาว่า เพราะเคยอยู่ในจุดที่จิตใจอ่อนแอ แถมยังเคยเจอมรสุมชีวิตมาหลายครั้ง ทั้งการสูญเสียคนที่รัก ชีวิตคู่ที่ไม่สมหวัง ปัญหาหนี้นอกระบบ ทำให้เข้าใจภาวะที่หนักอกนี้ดี เลยอยากเป็นส่วนหนึ่งในการหยิบยื่นความช่วยเหลือให้คนไทย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไทยหรือสหรัฐอเมริกา ด้วยการตั้งสเตตัสในเฟซบุ๊กเชิญชวน ผู้ที่มีอาการซึมเศร้า, ไบโพลาร์, จิตเพศ โรคย้ำคิดย้ำทำ, วิตกกังวล, สิ้นหวังอยากฆ่าตัวตาย, หมดทางใช้หนี้ และการยึดทรัพย์, เจอภาวะถามทวงหนี้โหดนอกระบบ, โดนทิ้ง หย่าร้าง ตัวคนเดียว ไร้ทางออก ต้องการคู่ชีวิต, โดนไล่ออกจากงาน, ไม่มีทางออกเรื่องการสร้างรายได้, น้ำหนักตัวขึ้นอย่างหยุดยั้งไม่ได้ สามารถส่งข้อความมาพูดคุยกับเขา แน่นอนว่าเขาไม่ใช่กูรู หรือผู้เชี่ยวชาญ แต่พร้อมจะพูดคุยในเบื้องต้นและเป็นตัวกลางส่งต่อไปให้ผู้เชี่ยวชาญอาสาโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

“เชื่อมั้ยว่า หลังจากโพสต์เฟซบุ๊กไปมีคนอินบอกซ์มาหาพอสมควร เหตุผลที่เลือกมาเป็นตัวกลางตรงนี้ เพราะทุกเรื่องที่ยกมา 99% ผมเคยเป็นและผ่านมาหมดแล้ว ดังนั้น ผมก็อยากช่วย ซึ่งหลังจากโพสต์นั้นไป ผมได้ช่วยคนอยากฆ่าตัวตายสำเร็จ 5 เคส ช่วยคนด้าน NPL 3 เคส ช่วยคนด้านปรึกษาจิตเวช 7 เคส นอกจากเป็นสื่อกลางช่วยเหลือคนแล้ว ผมยังมีอีกโปรเจกต์เล็กๆ นั่นคือการระดมเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้เดือดร้อนคนไทยในสหรัฐฯ ที่ไม่ได้รับสวัสดิการของรัฐ (เพราะมาอยู่แบบไม่ถูกต้องตามกฎหมาย) ตอนนี้ก็ช่วยระดมเงินบริจาคไปแล้ว 5,000 บาท”


ถอดบทเรียนชีวิต New Normal จากโควิด-19

สุดท้ายนี้ โก้ แชร์มุมมองดีๆ ของการเยียวยาจิตใจในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ว่า ถ้ามองอีกมุม นี่คือช่วงเวลาแห่งการคัดกรองคนในชีวิต

“โควิด-19 ทำให้ผมเห็นว่าชีวิตนี้ใครรักและเป็นห่วงเรา การที่ได้มาอยู่กับคนที่เรารัก และเขาก็รักเรา ได้ปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เพื่อนเก่า ทำให้ได้พลังบวกกลับมาเยอะ ซึ่งมันมีอานุภาพในการสะกดภาวะซึมเศร้าอย่างดี ทำให้ผมเปลี่ยนมุมมองชีวิต ให้ความสำคัญกับเรื่องทุนนิยมและวัตถุนิยมน้อยลง เพราะสุดท้ายไม่ว่าจะเป็นใครมาจากไหน ฐานะไหน วิกฤตครั้งนี้สอนให้รู้ว่า สุดท้ายแล้วถ้าใช้ชีวิตอย่างไม่มีสติ หรือขาดการวางแผน ต่อให้รวยล้นฟ้าแบบ เคนดัล เจนเนอร์ ก็อาจจะหาซื้อทิชชูที่มีค่าราวกับทองคำไม่ได้เหมือนกัน (หัวเราะ)”

ที่ผ่านมา ผมไม่เคยปิดเลยว่าเป็นซึมเศร้า แต่บอกไปแล้วจะเจอฟีดแบคบวกหรือลบกลับมาเป็นอีกเรื่อง แต่ไม่ใช่ปัญหา เพราะมันทำให้ผมเลือกคบคนมากขึ้น เลือกที่จะรับพลังบวกจากคนที่เข้าใจ เมตตาเรา ผมเข้าใจเลยนะว่า ทำไมบางครั้งคนที่เป็นซึมเศร้าถึงมีความรู้สึกอยากฆ่าตัวตาย เพราะเรามักคิดว่า ถ้าอยู่ตรงนี้มันทุกข์ ไปอีกโลกจะทุกข์น้อย ผมเองก็เคยผ่านตรงนั้นมา และเข้าใจว่า ทำไมบางครั้งคนที่ไม่เข้าใจ ถึงทำลายพวกเราได้ โดยเฉพาะ คนพูดที่ว่า “เป็นซึมเศร้าเหรอ อย่าซึมดิ คิดไปเองหรือเปล่า” เขาไม่รู้หรอกว่าคำพูดพวกนี้มันฆ่าคนที่เป็นซึมเศร้าได้เลยนะ สิ่งที่อยากบอกคือ อาการนี้มันเกิดจากการทำงานที่ผิดเพี้ยนของสารเคมีในสมอง เพราะฉะนั้น คนรอบข้างต้องอยู่กับพวกเราด้วยความเข้าใจ แต่ขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้หมายความว่า คนที่เป็นจะไม่ปรับตัว ไม่ทำอะไรนะ

ผมเอง ทุกวันนี้ก็ยังมีวันที่แกว่งๆ บ้าง ไม่มีใครบอกได้หรอกว่า อาการนี้เป็นแล้วจะหายเมื่อไหร่ มันอาจจะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต เคยสังเกตมั้ยว่า ทำไมคนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องโรคซึมเศร้า สุดท้ายแล้วฆ่าตัวตาย นั่นเพราะ เขาก็ไม่รู้ว่าตัวเขาจะหายเมื่อไหร่ หรือวันไหนสารเคมีในสมองจะเหวี่ยง จู่ๆ เจอเรื่องเศร้ามากระทบ มันอาจจะเหมือนเครื่องบินตกหลุมอากาศ ทำให้คิดสั้นได้เลย เพราะอาการซึมเศร้าเปรียบเสมือนมัจจุราชที่อยู่ข้างตัวตลอด ทางที่ดีที่สุดคือ เราต้องคิดบวก และหาทางอยู่ให้ไกลจากมัน” โก้ทิ้งท้าย


กำลังโหลดความคิดเห็น...