xs
xsm
sm
md
lg

บุกหลังบ้านนักธุรกิจพันล้านสายฮา “ตัน ภาสกรนที” มาครบทั้งศรีภรรยา และลูกๆ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


>>ได้ชื่อว่าเป็นนักธุรกิจอารมณ์ดีที่ประสบความสำเร็จกับคาแรกเตอร์กวนๆ สบายๆ ที่ใครๆ เข้าถึงได้ สำหรับ “ตัน ภาสกรนที” แต่กว่าจะยืนหยัดสร้างอาณาจักรอิชิตันจนมั่นคงนี้ เจ้าของฉายากัปตัน “ตัน” ยกเครดิตให้กับคู่ชีวิต (อิง) ที่ฟันฝ่ามรสุมกันมาทุกสมรภูมิ และกำลังใจจากครอบครัว ซึ่งเปรียบเสมือนขุมพลังความสุขให้ก้าวต่อไป โดย Celeb Online ได้รับเกียรติบุกถึงบ้าน พร้อมหน้าสมาชิกทุกคน เผยอีกมุมส่วนตัวที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก

ทุกอย่างมาจากทีมที่ดี

เมื่อเอ่ยชื่อ “ตัน ภาสกรนที” คนส่วนใหญ่คุ้นหน้าคุ้นตาเขาดี จากภาพผู้บริหารที่กระโดดลงมาพรีเซนต์ธุรกิจของเขาด้วยตัวเอง ผ่านการปรากฏตัวในภาพยนตร์โฆษณามากมายหลายเวอร์ชั่น ปัจจุบันไม่เพียงเป็นกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่ขับเคลื่อนธุรกิจหลายประเภททั้งกลุ่มเครื่องดื่มอย่างแบรนด์อิชิตัน, แบรนด์อิชิตัน ชิวชิว, แบรนด์เย็นเย็น, แบรนด์ไบเล่ กลุ่มอาหารอย่างแบรนด์เมลท มี, แบรนด์โทคิยะ นิว เจแปนิส ฟูลคอร์ส, แบรนด์ตันตัน อิซากายะ บุฟเฟ่ต์ กลุ่มโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์อย่างวิลล่า มาร็อก ปราณบุรี, อีสติน ตัน เชียงใหม่ ยังรวมถึงการก่อตั้งมูลนิธิตันปัน ตลอดจนการเป็นวิทยากรบรรยายให้กับหน่วยงาน องค์กร และสถานศึกษา เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ อีกบทบาทที่น้อยคนนักจะรู้

“การที่เราทำธุรกิจอย่างหนึ่งให้ดี เราทำคนเดียวไม่ได้หรอก ทุกอย่างมาจากเล็กๆ ค่อยๆ เติบโตจากทีมงานที่ดี หุ้นส่วนที่ดี เพื่อนที่ดี การทุ่มเทของทุกๆ คน เราต้องเป็นตัวอย่างที่ดี สอนให้พนักงานรอบตัวเรารู้จักคุณค่าของเงิน รู้จักเสียสละ ซื่อสัตย์ เราเป็นซีอีโอไม่ต้องทำทุกอย่าง เราแค่ให้วิสัยทัศน์ ถ้าเราเลือกแนวทางที่ดีถูกต้อง บริษัทก็ประสบความสำเร็จ”

“ต้องบอกว่าธุรกิจที่ทำเป็นสิ่งที่ผมไม่ถนัด ผมไม่ได้เรียนอะไรมามากมาย ทุกธุรกิจที่ผมทำก็มาจากหุ้นส่วน จากคนรอบตัวเรา ฉะนั้นบริษัทผมจึงเต็มไปด้วยหุ้นส่วนพนักงาน 15-16% เราอยากให้ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน เพราะผมพูดเสมอว่าอย่าเป็นเจ้าของธุรกิจคนเดียวเลย คนรุ่นใหม่สมัยใหม่ไม่อยากเป็นลูกจ้างและอยากประสบความสำเร็จ วิธีการเราคือให้เขามาเป็นเจ้าของด้วย” ตันเผยถึงกุญแจความสำเร็จของอาณาจักรอิชิตัน ที่ล้วนมาจากน้ำพักน้ำแรงของพนักงานทุกคน

ไขข้อข้องใจ ที่มากัปตัน ‘ตัน’

ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับนักธุรกิจสักคนที่ยกระดับกลายเป็นที่รู้จักในฐานะผู้บริหารควบคู่ไปกับความโด่งดังไม่ต่างจาก “ดารา” แต่ตันทำให้เกิดปรากฏการณ์นั้นขึ้น ฉีกกฎภาพลักษณ์ของผู้บริหารระดับสูงใส่สูทที่เคยเห็นกันจนเจนตา แทนที่ด้วยคาแรกเตอร์ของชายสวมหมวกอารมณ์ดี ในมาดกัปตันเรือ เชื่อว่าความสงสัยที่ใครๆ อยากรู้คือ ไอเดียนี้เริ่มต้นมาจากไหน?

“ผมว่าเกิดขึ้นเพราะธรรมะจัดสรร คือช่วงปี 2553 ผมเปิดอารีน่า เทน ให้ผู้เดือดร้อนจากเหตุประท้วงไฟไหม้ที่เซ็นทรัลเวิลด์มาขายของ ผมก็ไปเจอหมวกกัปตัน พอดีช่วงนั้นผมกำลังมีทอล์กโชว์การกุศล ทำให้ผมนึกถึงประโยคที่คุณโน้ต-อุดม บอกผมว่าวันทอล์กโชว์คุณตันต้องสร้างคาแรกเตอร์ขึ้นมา และใจผมก็อยากอุดหนุนคนขายด้วย สุดท้ายก็ได้หมวกใบนั้นมา และเอาไปให้อุดมดู อุดมบอกใช่เลย นี่ละคุณชื่อตันก็ใส่หมวกเป็นกัปตันไปเลย” ตันย้อนถึงที่มาของลุค ที่ต่อมากลายเป็นภาพจำของเขาไปโดยปริยาย ชนิดว่าปรากฏตัวที่ไหน ถ้าไม่ใส่หมวก ไม่ใช่ตันตัวจริง!

ถึงตอนนี้ตันมีหมวกแบบเดียวกันไม่ต่ำกว่า 100 ใบ ไม่ใช่สั่งทำขายแต่อย่างใด แต่เพราะทุกครั้งที่เขาได้รับเชิญเป็นวิทยากรที่ใด เป็นต้องโดนขอหมวกจากผู้ฟังบรรยายแทบทุกครั้งไป ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้ที่จะแจกให้ครบทุกคน แต่ตามสไตล์หนุ่มอารมณ์ดี ตันมีลูกเล่นแจกหมวกในแบบที่ให้ข้อคิดไปพร้อมกัน ด้วยประโยคที่ว่า “ทุนใหญ่ต้องช่วยทุนเล็ก ทุนแข็งแรงกว่าต้องช่วยทุนที่อ่อนแอกว่า ดังนั้น ผู้ชายทุกคนต้องเสียสละให้ผู้หญิง” เพียงเท่านี้หนุ่มๆ จะหลบฉากไป จากนั้นก็โยนหมวกพร้อมลายเซ็นให้คุณผู้หญิงรับไป แต่บ่อยครั้งความโด่งดังนี้ละ ทำเอานักธุรกิจมุกเยอะคนนี้โดนแฟนคลับรุมขอลายเซ็นจนเกือบพลาดเครื่องบินมาแล้ว

“มันเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ทุกอย่างเหรียญมี 2 ด้าน เราไปไหนก็มีคนขอถ่ายรูป บางคนอาจรู้สึกรำคาญ ผมไม่ได้รู้สึกว่าเป็นดารา ผมถือว่าเขาให้เกียรติเรามากกว่า บางทีเดินในสนามบิน แค่หน้าประตูอย่างน้อยก็มี 10-20 คนมาขอลายเซ็นก็เคยมาแล้ว ครั้งหนึ่งเคยไปงานประจำปีของยโสธร แค่ซอยเดียวใช้เวลา 3 ชั่วโมงครึ่ง จริงๆ เดินปกติครึ่งชั่วโมงก็หมดแล้ว ถ้าไม่มีใครขอถ่ายรูปนะ (หัวเราะ) คือคนต่างจังหวัดไม่ค่อยได้เจอเรา ทั้งที่ปกติอยู่กรุงเทพฯ แถวออฟฟิศ ไม่มีใครสนใจเราด้วยซ้ำ”

ตันเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเหล่าแฟนคลับที่ไม่คาดคิดว่าจะมาถึงจุดนี้ ซึ่งไม่เพียงเขาจะรู้สึกสนุกกับประสบการณ์นี้เท่านั้น แม้แต่ครอบครัวของเขาโดยเฉพาะลูกๆ ก็รู้สึกเอนจอยไปด้วย บางครั้งลูกชาย ถึงกับเอ่ยปากเกรงใจแฟนคลับที่ปล่อยให้รอถ่ายรูปนาน หรือลูกสาวคนเล็ก มักสวมบทตากล้องจำเป็นอยู่เสมอ


บทบาทแฟมิลีแมนต้องมาก่อน

แม้จะมีหลายธุรกิจที่ต้องรับผิดชอบดูแล ตารางการทำงานแน่นเอี้ยดแทบทุกวัน แต่เป็นที่รู้กันในหมู่คนใกล้ชิดว่าตันเป็นผู้ชายที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวมาก จึงมักเห็นเขาหอบหิ้วทั้งครอบครัว นำทีมโดยภรรยา “อิง ภาสกรนที” และลูกๆ ทั้งสาม ได้แก่ กิ๊ฟท์-วริษา, เก็ต-ด.ช.ภาสกร และใกล้ใกล้-ด.ญ.ใกล้นที ภาสกรนที พากันท่องเที่ยว สังสรรค์ และทานข้าวพร้อมหน้ากันบ่อยครั้ง โดยไม่จำเป็นว่าต้องรอโอกาสพิเศษ หรือวันหยุดยาว ความเป็นคนยืดหยุ่นและหัวสมัยใหม่นี้เอง ทำให้การอบรมลูกในสไตล์ของเขา ไม่ยึดติดต้องเรียนเก่ง ขอแค่ทำสิ่งใดแล้วมีความสุข ไม่เบียดเบียนใคร ก็เพียงพอแล้ว

“ทุกครอบครัวลูกใช้เวลาอยู่ที่โรงเรียนหรืออยู่กับเพื่อนครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งอยู่ที่บ้าน ชีวิตประจำวันของเราทำอะไร พูดอะไร ลูกฟังอยู่ทุกวัน เราเป็นพ่อแม่จะสอนอะไรก็สอนไป แต่ต้องทำให้ดูเป็นตัวอย่างด้วย ลูกก็จะเหมือนพ่อแม่ไปโดยปริยาย ผมกับภรรยา (อิง) ไม่ได้ไปตั้งความหวังกับลูก ไม่ได้ตั้งเป้าว่าต้องได้เกรด A แค่สอบผ่านก็พอ”

ท่ามกลางครอบครัวอบอุ่นที่ให้อิสระในการตัดสินใจ ทำให้ลูกๆ ทั้งสามของคุณพ่อตันเติบโตขึ้นมาโดยซึมซับแนวคิดของพ่อแม่ ไปพร้อมกับพัฒนานิสัยของตัวเองที่แตกต่างกันไป อย่างลูกสาวคนโตที่มีอายุทิ้งห่างจากน้องๆ “กิ๊ฟท์-วริษา” เป็นสาวอาร์ทิสต์ รักอิสระ และชื่นชอบงานการกุศล ขณะที่ “เก็ต” ลูกชายคนรองกำลังเข้าสู่วัยรุ่นเริ่มฉายแววนักธุรกิจมากกว่าใคร สนใจเรื่องกฎหมาย การเงิน และมีไอเดียธุรกิจถอดแบบคุณพ่อมาเต็มๆ ปิดท้ายที่ “ใกล้ใกล้” เป็นเด็กว่าง่ายและกำลังอยู่ในวัยติดแม่ แต่ไม่ว่าใครจะมีหน่วยก้านในการเป็นนักธุรกิจหรือไม่ คุณพ่อตันกลับไม่คาดหวังให้ลูกๆ มาสืบทอดธุรกิจที่เขาสร้าง

“ผมไม่มีนโยบายให้สืบทอดตำแหน่งโดยสายเลือด แล้วแต่ความสมัครใจ อย่างน้องกิ๊ฟท์ไปทำธุรกิจส่วนตัวกับร้านส้มตำแซ่บอีลี่ คือบางทีเขาอยากพิสูจน์ว่าเขาสร้างได้ด้วยของตัวเอง ส่วนสองคนยังเด็กอยู่ วันนี้พูดเรื่องนี้ แต่พอพวกเขาโตความคิดอาจจะเปลี่ยนก็ได้”

สร้างแรงบันดาลใจหลังเกษียณ

สำหรับนักธุรกิจเจ้าไอเดียที่มีความสุขกับการทำงาน หลายคนมองไม่ออกเลยว่าตันมีแผนเกษียณตัวเองตอนอายุ 60 แต่อย่าเข้าใจผิดว่าเมื่อถึงเวลานั้นเขาจะวางมือจากการทำงาน เพียงแค่เปลี่ยนบทบาทตัวเองทำงานที่ปรึกษามากขึ้น และลงลึกงานอาสาสมัครเพื่อสังคมและงานการกุศลที่เขาก่อตั้งในส่วนมูลนิธิตันปัน รวมถึงการเป็นวิทยากรสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ๆ ซึ่งเป็นงานที่เขารักและอยากทำมาตลอด

“ชีวิตคนเราไม่ได้อมตะ ไม่ได้อยู่แบบเราตายก่อนแล้วพรุ่งนี้ให้คนอื่นมาแทน เราควรถอยแล้วให้คนอื่นมาแทนและเราเป็นที่ปรึกษาคอยสอนเขาดีกว่า พออายุ 60 ผมอยากทำอะไรที่ไม่ได้หาเงินให้ตัวเองแล้ว ผมตั้งมูลนิธิไว้แล้วก็จะไปบริหารเองให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เน้นไปที่การศึกษา เพราะการนำเงินไปให้อย่างเดียวไม่เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน ช่วงนี้ผมจึงไปบรรยายบ่อย เพราะการให้กำลังใจและข้อคิดดีๆ นี่สำคัญกว่า อยากให้คนฟังเห็นว่าเราเริ่มจากเล็กๆ ก็สามารถประสบความสำเร็จใหญ่ๆ ได้” ตันฉายให้เห็นแผนชีวิตหลังเกษียณ ก่อนเผยให้เห็นอีกฟันเฟืองสำคัญผู้มีส่วนสำคัญที่ทำให้ ‘เขา’ ก้าวมาถึงจุดนี้

คู่ชีวิตสมบูรณ์แบบ

เพราะความสำเร็จของอาณาจักรธุรกิจและการสร้างความสุขในครอบครัวภาสกรนที ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากฝีมือตันเพียงคนเดียว ตลอดการสนทนาอีกหนึ่งคนที่เข้ามามีบทบาทสำคัญมาก นั่นก็คือ อิง ภาสกรนที ภรรยาที่ไม่เพียงเป็นคู่ชีวิต แต่เป็นทั้งคู่คิด คู่ทุกข์ คู่ยาก เป็นส่วนเติมเต็มกันและกัน จนกล้าพูดได้ว่าเป็น ‘เพอร์เฟกต์แมตช์’ ที่หาได้ยากยิ่ง เปรียบเสมือนหลังบ้านที่ซีอีโอตันขาดไม่ได้ โดยปัจจุบันอิงช่วยธุรกิจสามี ในตำแหน่งรองกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ดูแลตารางการทำงานของสามี บัญชี การเงิน และเอกสารทั้งหมดก่อนไปถึงมือตัน

“หัวใจของครอบครัวอยู่ที่คู่ชีวิต ถ้าเราได้คู่ชีวิตดีก็มีโอกาสทำให้ครอบครัว ธุรกิจประสบความสำเร็จ ที่สำคัญกว่าคือเป็นกำลังใจเมื่อเราเจออุปสรรค สำหรับผมประทับใจทุกอย่างในตัวคุณอิง ตอนปี 2540 ผมเป็นหนี้ 100 ล้าน ตอนนั้นคุณอิงทั้งสวย ทั้งเรียนเก่ง ฐานะทางบ้านก็รวย เขาหาแฟนได้ดีกว่าผมเยอะ จุดนี้เป็นบทพิสูจน์จริงๆ และไม่ได้มีครั้งเดียว แต่ครั้งนั้นเป็นครั้งสำคัญของผม ผมมีวันนี้ส่วนหนึ่งมาจากคุณอิง คุณอิงออกจากบ้านไม่ได้เอาเงินครอบครัวมา เรามาสร้างทุกอย่างจากศูนย์ด้วยกัน”
ย้อนไปในช่วงวิกฤตชีวิตของตันเมื่อครั้งเริ่มสร้างธุรกิจ คงไม่มีใครไขข้อสงสัยนี้ได้ดีไปกว่าคู่ชีวิตของเขาเองว่าเหตุใดเธอจึงไม่หันหลังให้กับผู้ชายที่มีหนี้สินติดตัวมากมาย

“อุปสรรคในชีวิตคือโจทย์ที่เราต้องแก้ ถามว่าในเวลาที่คนที่เรารักมีปัญหา สิ่งที่เราควรทำคือต้องอยู่ช่วยเขาแก้ปัญหา จูงกันไปให้ได้ อิงไม่เคยคิดเรื่องเงินว่ามากหรือน้อย สำคัญอยู่ที่เราต้องอยู่ด้วยแล้วมีความสุข และอิงรู้สึกว่าคนที่เราอยู่ด้วยแล้วเขามีปัญหา นั่นคือช่วงที่เขาต้องการกำลังใจ ต้องการเพื่อนคู่คิด เขาจะเป็นหนี้ 100 ล้าน หรือ 1,000 ล้าน ไม่เกี่ยว ถึงแม้จะมากกว่านี้ อิงก็ยิ่งต้องอยู่กับเขา” อิง เผยถึงนาทีสำคัญที่ตัดสินใจเลือกตันเป็นคู่ชีวิต แม้ในช่วงที่ยากลำบาก

สุดยอดภรรยามือบริหาร

เพียงแต่ไม่กี่ประโยคข้างต้น คงสะท้อนให้เห็นแล้วว่า ผู้หญิงที่ชื่อ “อิง” คนนี้ คือผู้ที่ไม่ย่อท้อต่อปัญหาเบื้องหน้า เป็นนักแก้ปัญหาตัวจริง ที่มีสิ่งหนึ่งเหมือนกับสามี คือ ความเป็นคนมองโลกในแง่ดี

พื้นเพของ “อิง” เป็นคนเมืองชล มีชื่อเดิมว่า “สุนิสา สุขพันธ์ถาวร” ก่อนจะเปลี่ยนเป็นชื่อนี้โดยอิงจากชื่อภาษาจีนกลางของเธอที่คุณพ่อเคยตั้งให้ อาจเพราะสำเร็จการศึกษาในคณะบริหารธุรกิจ เอกวิชาการเงิน ทำให้เธอมีความเชี่ยวชาญในการจัดการ จึงเป็นที่ปรึกษาที่ดีในการทำธุรกิจให้กับสามี ทุกวันนี้นอกจากหน้าที่ CFO ประหนึ่งมือขวาของตันแล้ว ยังเป็นคุณแม่ของน้องเก็ตและน้องใกล้ใกล้ได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง แม้เธอจะถ่อมตัวว่าไม่ได้เป็นแม่บ้านที่ดีนัก

“ทุกวันนี้เวลาไปบริษัทอิงไม่ได้ไปทำงานรูทีน แต่คือแก้ปัญหาให้น้องๆ ตัวคุณตันจะเป็นคนริเริ่มโปรเจกต์ใหม่ๆ ส่วนเราอยู่หลังบ้านเก็บรายละเอียด ส่วนที่บ้านบอกตรงๆ อิงไม่ได้เป็นแม่บ้านที่ดี แต่อิงมีระบบ ที่บ้านจะมีทีมแม่บ้านคอยดูแล ทุกคนอยู่กับเรามานานตั้งแต่อิงแต่งงาน ทุกคนรู้หน้าที่ เรามีหน้าที่บริหาร คงเพราะอิงเป็นคนแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้น้อยกว่าคุณตัน อิงเลยใช้การวางแผนก่อน เพราะถ้าวางแผนไม่ดี ปัญหาเฉพาะหน้าก็จะเยอะ ทุกอย่างจึงต้องเตรียมให้พร้อมไว้ก่อน”

อิงเล่าถึงกิจวัตรประจำวัน สะท้อนให้เห็นสไตล์การทำงานของเธอที่แตกต่างจากตันชนิดคนละขั้ว ในแบบที่อิงเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างเธอและสามีว่าเหมือนตะเกียบคนละข้าง

“เวลาคุณตันเจอโปรเจกต์น่าสนใจ เขาจะมาถามเรา เราทำงานเหมือนเพื่อนคู่คิดกัน จริงๆ เราเหมือนเป็นหยินกับหยาง อิงว่าขาดคนใดคนหนึ่งไปไม่ได้ เหมือนตะเกียบคนละข้างมากกว่า ไม่ใช่ช้อนกับส้อมนะ เพราะช้อนส้อมอาจทำหน้าที่กันคนละอย่าง แต่สำหรับเราในบางอารมณ์เหมือนรวมกันแล้วมีพลัง”

เกือบ 20 ปีที่อยู่เคียงข้างกัน จากชีวิตที่เริ่มต้นจากศูนย์จนร่วมสร้างครอบครัวอบอุ่นและธุรกิจเป็นปึกแผ่นอย่างวันนี้ ระยะทางที่ผ่านมาย่อมไม่ได้ราบรื่น ทุกเส้นทางย่อมมีหินขวางทางเป็นอุปสรรค บ้างก็เล็ก บ้างก็ใหญ่ ในฐานะคู่ชีวิตอิงมีวิธีฟันฝ่าอุปสรรค โดยถือคติว่า ก่อนจะให้กำลังใจคนอื่น ต้องรู้จักให้กำลังใจตัวเองก่อน

“ไม่เคยรู้สึกว่าทุกข์จัง ไม่มีทางออก อย่างแรกคือเราต้องมีสติและมองหาทางออก เพราะถ้าเรามีสติ คนข้างๆ จะได้ไม่ต้องมาพะวงกับเรา อย่างน้อยถ้าคนข้างๆ เห็นว่าเรามีสติ เขาก็รู้สึกว่าเราเป็นเพื่อนคู่คิดในทุกเวลา ทุกคนในครอบครัวเราจะตั้งมั่นและระวังกันอยู่แล้ว แต่อิงรู้สึกว่าเป็นของคู่กันสำหรับคนที่มีชื่อเสียง เราไม่สามารถจัดการความรู้สึกของทุกคนได้ แต่เรารู้ว่าสิ่งที่เราทำคืออะไร และพื้นฐานในสิ่งที่เราเป็นและมีกรอบในการเดินไปข้างหน้า”

เลี้ยงลูกแบบคุณแม่สายชิล

นอกจากบทบาทคู่คิดแล้ว บทบาทของคุณแม่ อิงก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน แถมยังเป็นแนวคุณแม่สายชิล ไม่คาดหวังกับลูกแนวเดียวกับคุณพ่อตันเลยทีเดียว เพียงแต่มีการจัดการเป็นระบบมากกว่าตามสไตล์ของเธอนั่นเอง เพราะด้วยตารางงานที่มีมากมายในแต่ละวัน ขณะที่ลูกสองคนกำลังอยู่ในช่วงวัยเรียน อิงจึงจัดเวลาช่วงเช้าและเย็นทุ่มเทให้กับลูกๆ ขณะที่ช่วงกลางวันหมดไปกับการประชุม และช่วงดึกหมดไปกับการตอบอีเมลถึงตี 1-2 จนลูกๆ แซวอยู่บ่อยๆ ว่า “หม่าม้าเวิร์กอะฮอลิก” โดยเช้าเตรียมตัวให้ลูกไปโรงเรียนและช่วงเย็นสอนการบ้านหรือว่ายน้ำด้วยกัน โดยเฉพาะความใส่ใจในตัวน้องเก็ตลูกชายคนรองที่คิดอ่านไม่เหมือนใคร

“น้องเก็ตเป็นคนมีไอเดีย มองในมุมที่เรามองไม่เห็นเหมือนคุณตัน แต่บางทีก็ล้น (หัวเราะ) อิงว่าเขาเป็นคนมีความกดดัน เพราะพ่อทำกำแพงไว้สูง ทำให้อิงบอกเขาเสมอว่าตรงนี้ไม่สำคัญ คนเราความสุขต้องมาก่อน อิงจะแบ่งเวลาให้ลูกๆ ไว้พอสมควร เพราะวัยนี้เป็นช่วงเวลาที่เราต้องไขว่คว้า ต้องให้เขามากที่สุด เพราะอีกหน่อยเขาจะเริ่มมีเพื่อน มีชีวิตเป็นของตัวเอง”

“อิงรู้สึกว่าถ้าคนเราคาดหวังจะผิดหวัง เพราะฉะนั้นอิงไม่คาดหวังกับลูกๆ เลย คือเรามีหน้าที่เลี้ยงเขาดีที่สุด ที่เหลือเป็นชีวิตของเขา เราเลี้ยงเขาได้ประมาณหนึ่ง เขามีความคิดที่ดีสามารถไปเจริญเติบโตอยู่ได้โดยไม่มีเรา แค่นี้พอใจแล้ว”

ด้วยนิสัยเป็นคนสบายๆ กันทั้งครอบครัว กิจกรรมวันหยุดจึงมักเดินทางไปต่างจังหวัด เยี่ยมคุณยายบ้าง ดูกิจการที่ลพบุรี ปรานบุรี เชียงใหม่บ้าง อาศัยเวลาเดินทางพูดคุยเฮฮาหยอกล้อกันในรถ แต่อย่างน้อยทุกปีจะมีทริปครอบครัวยกโขยงมารวมกันทั้งตระกูลกว่า 20 คน เที่ยวต่างประเทศด้วยกัน รวมถึงทริปย่อยอีก 2-3 ทริปที่กระเตงเฉพาะ 5 สมาชิก เรียกว่าเป็นกิจกรรมกระชับมิตรระหว่างเครือญาติ ทำกันเป็นกิจวัตรประจำปีเลยทีเดียว


ลูกสาวหล่นไม่ไกลต้น

ขณะที่ลูกสองคนเล็กกำลังอยู่ในวัยประคบประหงม ลูกสาวคนโตของตัน “กิ๊ฟท์-วริษา” กำลังอยู่ในวัยก้าวหน้าในหน้าที่การงาน โดยเธอเป็นลูกสาวที่เกิดจากภรรยาคนแรกของคุณพ่อตัน และแม้จบการศึกษาด้านศิลปะสาขาออกแบบละครเวที จาก Central Saint Martin College of Art Design ประเทศอังกฤษ แต่เธอเลือกมาบุกเบิกธุรกิจร้านอาหารอีสานสไตล์เทรนดี้ “แซ่บอีลี่” ที่ขยายมาถึง 7 สาขา นอกจากนี้ กำลังเตรียมเข้ามาเรียนรู้งานของครอบครัวในส่วน วิลล่า มาร็อก รีสอร์ต และโรงแรมที่เชียงใหม่ นับเป็นหนึ่งผู้บริหารรุ่นใหม่ “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น”

“สำหรับวิลล่า มาร็อก รีสอร์ต ปีหน้ากิ๊ฟท์จะเข้าไปทำในส่วนของเซลและโอเปอเรชัน ส่วนร้านแซ่บอีลี่ก็ขยายไปเรื่อยๆ เท่าที่เราทำไหว กิ๊ฟท์คงไม่ได้มองว่าต้องขยายรวดเร็ว อยากทำงานในส่วนที่เรายังรู้สึกสนุกและมีความสุขอยู่ ไม่ได้ทะเยอทะยานมาก คือกิ๊ฟท์คิดว่าที่บ้านทุกคนทำงานหนักอยู่แล้ว เราไม่จำเป็นต้องเป็นอีกคนหนึ่งในบ้านที่ต้องทำงานเก่ง (หัวเราะ) ถ้ามีเวลาอยากอยู่กับน้องๆ” กิ๊ฟท์เล่าสไตล์การทำงานที่ต่างไปจากคนในบ้าน

ในหลายครอบครัวลูกสาวคนโต มักถูกวางตัวให้เป็นหลักของธุรกิจ แต่คงไม่ใช่สำหรับครอบครัวภาสกรนที กิ๊ฟท์สามารถเลือกเส้นทางของตัวเองได้อิสระอย่างความสนใจด้านศิลปะ และเธอก็เลือกใส่ส่วนผสมของศิลปะลงในธุรกิจที่เธอบุกเบิก พร้อมกับซึมซับสิ่งที่คุณพ่อสอนมาใช้ในการบริหารธุรกิจ

“เขาให้เราเป็นเราเต็มที่ ไม่เคยถามเลยว่าเรียนศิลปะแล้วโตมาจะทำอาชีพอะไร ขณะเดียวกันเราก็ได้รับไอเดียในการทำงานมากมายโดยไม่รู้ตัว ส่วนใหญ่ป๊าสอนให้กิ๊ฟท์ยอมคน ขาดทุนคือกำไร แพ้คือชนะ ชนะคือแพ้ คือการดีลธุรกิจ ไม่จำเป็นต้องดีลดีตลอด แปลกไหมล่ะ”

จากคำสอนที่แปลกแหวกแนวนี้ กิ๊ฟท์อธิบายเสริมว่า ยกตัวอย่างเมื่อครั้งเปิดแซ่บอีลี่ คุณพ่อจะสอนว่า ทำคุณภาพอาหารให้ดีๆ เวลาดีลกับคนยอมเสียเปรียบบ้างก็ได้ บางครั้งมันอาจจะเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่กว่า เพราะถ้าเราเสียเปรียบบางเรื่อง แต่โดยรวมแล้วทุกคนแฮปปี้และทำให้ไปต่อได้ ถือว่าโอเค

สัมพันธ์พี่น้องแนบแน่น

แม้กิ๊ฟท์เป็นพี่สาวที่มีอายุห่างจากน้องๆ ทั้งสองค่อนข้างมาก ก็ไม่ใช่อุปสรรคในความสัมพันธ์ เพราะเธอไม่ได้วางตัวเป็นพี่สอนน้อง แต่เหมือนเพื่อนคุยกันได้ทุกเรื่องที่มีเรื่องให้แกล้งกันได้ทุกวัน อาจเพราะตัวกิ๊ฟท์เป็นคนชอบอยู่กับเด็กอยู่แล้ว จนบางครั้งเธอแอบทำตัวเป็นเด็กเล่นไปพร้อมกับน้องแบบเนียนๆ ไปเลย

“บางช่วงเราชอบทำกับข้าวด้วยกัน กิ๊ฟท์จะไปดูคลิปทำกับข้าว ทำเค้กตามยูทูปมาเล่นด้วย ใกล้ใกล้เป็นคนความจำดีมาก ทุกอย่างที่เราเล่นด้วยกัน ไม่ว่าผ่านไปกี่ปีเขาจำได้ มีช่วงหนึ่งเราอินงานแซ่บอีลี่มาก กลับมาอีกที เรารู้สึกว่าเก็ตโตเป็นหนุ่มแล้ว โตเร็วจนเราใจหาย สมัยก่อนยังชวนพี่กิ๊ฟท์ไปทำนู่นทำนี่กัน มาตอนนี้เขามีโลกส่วนตัว เริ่มแต่งตัวจากกางเกงขาก๊วยลากไปมาเดี๋ยวนี้แต่งหล่อ ทำให้เรารู้สึกว่าไม่ได้แล้ว ถ้ามีเวลาก็จะกลับบ้าน ส่วนเรื่องงานให้ทีมพร้อมค่อยขยายก็ได้ ไม่ให้มาเบียดสิ่งที่เรารู้แล้วว่าสำคัญต่อชีวิตเรา คือการได้ใช้เวลากับน้อง”

ถึงกิ๊ฟท์จะเป็นพี่สาวแอบห่วงน้อง และต้องการใช้เวลาร่วมกัน แต่ก็ยอมรับว่าเธอไม่ใช่คนติดบ้านตลอดเวลา หากมีช่วงเวลาหยุดยาวมักจะจัดทริปออกไปเดินทางท่องเที่ยว ชนิดที่ว่าเที่ยวได้ทุกแนว ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากมาย ไม่ว่าจะเป็นทัวร์ธรรมชาติ เดินป่า ชมพิพิธภัณฑ์ตามประสาสาวอาร์ต โดยสิ่งที่ทำให้กิ๊ฟท์แปลกใจมากคือความเป็นนักเดินทางในตัวเธอ คุณพ่อตันที่ได้ชื่อว่าเป็นคนรักการทำงาน กลับเข้าใจจุดยืนของเธอตรงนี้ “คุณพ่อเข้าใจจนเราตกใจ คือคุณพ่อเป็นคนสู้งานและสอนเราให้อดทน แต่พอถึงจุดหนึ่งคุณพ่อพูดกับเราว่า ‘อย่าทำงานหนักมากนะลูก ทำงานให้มีความสุข’ ทำให้เราทรัสต์มากว่าพ่อเข้าใจชีวิตคนว่ามีหลายแบบ เข้าใจโลกว่าเราไม่จำเป็นต้องเป็นคนทำงานเก่งที่สุด ไม่ได้คาดหวังว่ากิ๊ฟท์ต้องทำได้เหมือนเขา ทำให้กิ๊ฟท์รู้สึกว่าก็ขอบคุณเขา” ลูกสาวเผยถึงความประทับใจที่มีในตัวคุณพ่อตัน

ในยามที่ธุรกิจถือได้ว่ารุ่งโรจน์และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั้งประเทศ ดูเหมือนว่ามาตรวัดความสำเร็จของครอบครัวภาสกรนทีไม่ได้มาจากยอดขายของธุรกิจ หรือสิ่งภายนอกเหล่านั้น หากแต่วัดจากความสุขของสมาชิกในครอบครัวที่ได้ทำในสิ่งที่รัก และได้ใช้เวลาร่วมกับครอบครัวที่รักต่างหาก :: Text by FLASH

Credit
แต่งหน้า : สุพัตรา ซัทคลิฟฟ์, พิชญาภา ธนวิทิตชัย จากสถาบัน International Makeup Fashion Academy (IMFA)
ทำผม : วาสนา บัวศรี จากสถาบัน International Makeup Fashion Academy (IMFA)
กำลังโหลดความคิดเห็น...