“พิพัฒน์ - สิริพงศ์” ปักหมุดหนองคาย ฮับขนส่งทางราง เร่ง”ทางคู่ เสร็จ ปี 71 ดันประมูลสร้างไฮสปีดไทย-จีน เฟส 2 ธ.ค.นี้ เร่งเจรจาสปป.ลาว ผุดสะพานรถไฟข้ามโขงแห่งใหม่ ปั้น “นาทา” ศูนย์โลจิสติกส์ข้ามแดน เชื่อมแหลมฉบัง - ลาว -จีน เปิดประตูการค้าอีสานสู่ตลาดโลก
เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่สถานีรถไฟหนองคาย จังหวัดหนองคาย ติดตามความคืบหน้าโครงการรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูงไทย - จีน การพัฒนาศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้านาทา และแผนก่อสร้างสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำโขงแห่งใหม่ เพื่อยกระดับจังหวัดหนองคายเป็นประตูโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ โดยเฉพาะจังหวัดหนองคาย ซึ่งมีศักยภาพเป็นประตูการค้าสำคัญเชื่อมประเทศไทยกับ สปป.ลาว และจีน กระทรวงคมนาคมจึง มีแผนผลักดันโครงข่ายรถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูง ควบคู่กับการพัฒนาศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าและสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำโขง เพื่อเชื่อมการขนส่งจากท่าเรือแหลมฉบังและมาบตาพุด ผ่านภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปยัง สปป.ลาว และจีนตอนใต้ ลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มโอกาสทางการค้าและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
สำหรับโครงการสำคัญ ประกอบด้วย รถไฟทางคู่ช่วงขอนแก่น - หนองคาย ระยะทาง 167 กิโลเมตร วงเงินค่าก่อสร้าง 28,679 ล้านบาท ประกอบด้วย 14 สถานี และย่านกองเก็บตู้สินค้า (CY) 3 แห่ง ได้แก่ โนนพยอม หนองตะไก้ และนาทา คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนเมษายน 2571 ปัจจุบันมีความก้าวหน้าสะสมอยู่ที่ 12.518% ตั้งเป้าเปิดให้บริการปี 2571
จากนั้น ได้ลงพื้นที่บริเวณลานยกสินค้าสถานีหนองคาย ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 25,000 ตารางเมตร
โดยจะเปิดใช้งานไปจนถึงเดือนกันยายน 2570 ระหว่างรอก่อสร้างย่านกองเก็บตู้สินค้าที่สถานีนาทาตามโครงการก่อสร้างทางคู่และในอนาคตจะมีการก่อสร้างศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าที่สถานีนาทาด้วย เพื่อเป็นการรองรับการขนส่งสินค้าในระยะยาว ซึ่งปัจจุบันมีภาคเอกชนให้ความสนใจใช้บริการขนส่งสินค้าทางรถไฟอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภท อาทิ ปุ๋ยเคมี ยางพารา อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แร่ มอลต์ และผลไม้
@ธ.ค.นี้ ลุยประมูลก่อสร้างไฮสปีดไทย-จีน เฟส2
สำหรับความคืบหน้า โครงการรถไฟความเร็วสูง ช่วงกรุงเทพฯ - หนองคาย แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ระยะ ประกอบด้วย ระยะที่ 1 กรุงเทพฯ - นครราชสีมา ระยะทางรวมประมาณ 250.77 กิโลเมตร แบ่งการดำเนินงานด้านโยธาออกเป็น 14 สัญญา ผลงานสะสมอยู่ที่ 58.301% ปัจจุบันอยู่ระหว่างเร่งรัดการก่อสร้าง คาดว่าจะเปิดให้บริการภายในปี 2574
ระยะที่ 2 นครราชสีมา - หนองคาย ระยะทาง 357.12 กิโลเมตร แบ่งงานโยธา จำนวน 8 สัญญา เตรียมประกวดราคาก่อสร้างภายในเดือนธันวาคม 2569 โดยตั้งเป้าหมายเริ่มก่อสร้างในปี 2570 และแล้วเสร็จภายในปี 2576
โดยจะพัฒนาสถานีหนองคายให้รองรับการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างประเทศ รวมถึงบริเวณลานยกสินค้าสถานีหนองคาย ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 25,000 ตารางเมตร โดยจะเปิดใช้งานไปจนถึงเดือนกันยายน 2570 ระหว่างรอก่อสร้างย่านกองเก็บตู้สินค้าที่สถานีนาทาตามโครงการก่อสร้างทางคู่และในอนาคตจะมีการก่อสร้างศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าที่สถานีนาทาด้วย เพื่อเป็นการรองรับการขนส่งสินค้าในระยะยาว ซึ่งปัจจุบันมีภาคเอกชนให้ความสนใจใช้บริการขนส่งสินค้าทางรถไฟอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภท อาทิ ปุ๋ยเคมี ยางพารา อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แร่ มอลต์ และผลไม้
จากการคาดการณ์ปริมาณผู้โดยสารในปี 2594 ภายหลังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบราง ทั้งโครงการรถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูงแล้วเสร็จ คาดว่าสถานีรถไฟอุดรธานีจะมีผู้โดยสารประมาณ 1,363,250 คนต่อปี หรือเฉลี่ย 3,735 คนต่อวัน สะท้อนถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานี เพื่อรองรับการเติบโตของเมืองและความต้องการเดินทางในอนาคต
นอกจากนี้ ยังมีแผนก่อสร้าง สะพานรถไฟข้ามแม่น้ำโขงแห่งใหม่ ความยาว 735 เมตร รองรับทั้งรถไฟรางขนาด 1 เมตร และรางมาตรฐาน 1.435 เมตร รวม 4 ทาง โดย รฟท. ออกแบบรายละเอียดแล้วเสร็จ และส่งรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่าง สปป.ลาว พิจารณารูปแบบ
สำหรับตัวสะพานมีค่าก่อสร้างประมาณ 3,000 ล้านบาท ซึ่งตามหลักการไทย-ลาวจะรับผิดชอบค่าก่อสร้างคนละครึ่ง ซึ่งกรณีการลงทุนฝั่งลาว อาจจะมีการหารือเพื่อให้ความช่วยเหลือเงินกู้ แก่สปป.ลาว ในรูปแบบการก่อสร้างสะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว และให้สปป.ลาวทยอยใช้คืน ซึ่งจะเร่งหารือเรื่องสรุปทั้งรูปแบบและการลงทุน เพื่อผลักดันการก่อสร้างสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำโขงแห่งใหม่ เพื่อเชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟไทย - ลาว - จีนรองรับการเดินทางและจนส่งสินค้าในอนาคต และบรรเทาความแออัดของสะพานเดิม (สะพานมิตรภาพ) ที่คาดว่าจะรองรับได้อีกประมาณ 5 ปี หากการขนส่งและการเดืนทางเติบโตขึ้น
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมหารือกับฝ่าย สปป.ลาว ทั้งแนวทางการลงทุนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน รวมถึงการบริหารจัดการขนส่งสินค้าข้ามแดน โดยเฉพาะการพิจารณาขยายเวลาเปิด - ปิดด่านจากปัจจุบันปิดด่านเวลา 22.00 น. ให้สอดคล้องกับปริมาณขบวนรถไฟและความต้องการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้น ได้หรือไม่ พร้อมศึกษาแนวทางขยายโครงข่ายรถไฟทางคู่เชื่อมต่อไปยังภาคตะวันออก เพื่อเปิดโอกาสให้สินค้าเกษตร โดยเฉพาะทุเรียนและผลไม้จากพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ สามารถขนส่งทางรางผ่านหนองคายเข้าสู่ตลาดจีนได้สะดวกและมีต้นทุนที่แข่งขันได้มากขึ้น
@เล็งให้ NEDA หนุนเงินกู้ ลงทุนฝั่งสปป.ลาว
นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า สำหรับโครงการก่อสร้างสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำโขงแห่งใหม่ ไทยและ สปป.ลาว มีแนวทางแบ่งขอบเขตความรับผิดชอบการก่อสร้างตามพื้นที่ของแต่ละประเทศ โดยฝ่ายลาวมีแนวทางประสานความร่วมมือกับสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) หรือ NEDA เพื่อสนับสนุนการบริหารโครงการและพิจารณาความช่วยเหลือทางการเงินตามกลไกความร่วมมือที่มีอยู่
อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก สปป.ลาว มีข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและมีโครงการพัฒนาหลายโครงการที่ต้องจัดลำดับความสำคัญในการขอรับความช่วยเหลือทางการเงิน กระทรวงคมนาคมจึงจำเป็นต้องเร่งประสานและผลักดันให้โครงการสะพานรถไฟแห่งนี้ได้รับการพิจารณาจัดลำดับความสำคัญจากฝ่ายลาว เพื่อให้สามารถเดินหน้าการลงทุนและเชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟระหว่างสองประเทศได้ตามเป้าหมาย
@รฟท.เผยปริมาณสินค้าข้ามแดนเพิ่ม-ขนส่งทางรถไฟ หนองคาย-ลาว-จีน เซฟเวลากว่าถนน
ด้านนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวว่า การขนส่งสินค้าข้ามแดนทางรถไฟระหว่างประเทศไทยและ สปป.ลาว ในช่วงเดือนตุลาคม 2568 – กันยายน 2569 มีปริมาณรวม 11,007 TEU หรือ 6,108 แคร่ ประกอบด้วย สินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าอื่น ๆ จำนวน 6,063 TEU ผลไม้ 3,262 TEU ข้าวมอลต์ 1,312 TEU และปุ๋ย 370 TEU สะท้อนถึงศักยภาพของการขนส่งสินค้าทางรางและโอกาสในการขยายการขนส่งสินค้าผ่านโครงข่ายรถไฟเชื่อมโยงไทย–ลาว–จีน
ปัจจุบัน การขนส่งสินค้าทางรถไฟจากหนองคายไปยังเวียงจันทน์และเชื่อมต่อไปยังประเทศจีน แม้จะใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 ชั่วโมง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับการขนส่งทางรถบรรทุกที่ใช้เวลาประมาณ 48 ชั่วโมง ดังนั้น รางมีศักยภาพ ลดระยะเวลาการขนส่งได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่การขนส่งสินค้าจากท่าเรือแหลมฉบังผ่านหนองคายไปยังนครคุนหมิง ประเทศจีน มีระยะเวลาขนส่งประมาณ 50 ชั่วโมง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเส้นทางสำคัญในการเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศไทยกับตลาดจีน และเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้ประกอบการในการบริหารจัดการต้นทุนและระยะเวลาขนส่ง
สำหรับโครงการรถไฟทางคู่ช่วงขอนแก่น–หนองคาย หลังก่อสร้างเสร็จ จะช่วยเพิ่มปริมาณการขนส่งสินค้าจาก 3.5 ล้านตันต่อปี เป็น 4.2 ล้านตันต่อปี ซึ่งจะช่วยรองรับการขยายตัวของภาคการผลิต การค้า และการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


