ปตท.สผ. กำไรงวด 9 เดือนปี69 แตะ 53,742ล้านบาท โตขึ้น 25.65% เมื่อเทียบจากปีก่อน มาจากปริมาณขายปิโตรเลียมเฉลี่ยเพิ่มมาอยู่ที่ 549,020 บาร์เรลต่อวัน และมีราคาเฉลี่ย 50.17 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล พร้อมเดินหน้าเพิ่มการผลิตและการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติทั้งในและต่างประเทศ
นางสาวคณิตา ศาศวัตายุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยผลประกอบการงวด 9 เดือนของปี 2569 ว่า ปตท.สผ. มีรายได้รวม 268,375 ล้านบาท (เทียบเท่า 8,251 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) มีปริมาณขายปิโตรเลียมเฉลี่ยอยู่ที่ 549,020 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 โดยหลักจากโครงการในอ่าวไทยที่ขายก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นและโครงการที่ ปตท.สผ. ได้เข้าร่วมลงทุนในปีที่ผ่านมา ได้แก่ โครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย เอ 18-01 โครงการแอลจีเรีย ทูอัท และโครงการมาเลเซีย เอสเค408 ในขณะที่ราคาขายผลิตภัณฑ์ในช่วง 9 เดือนแรกเฉลี่ยอยู่ที่ 50.17 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ เพิ่มขึ้นร้อยละ 13 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามทิศทางการปรับตัวของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิ 53,742 ล้านบาท (เทียบเท่า 1,653 ล้านดอลลาร์ สรอ.) เพิ่มขึ้น 25.65%เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 42,771ล้านบาท
ทั้งนี้ ปตท.สผ. ได้นำส่งรายได้ให้กับรัฐในรอบ 9 เดือนของปี 2569 ในรูปของภาษีเงินได้ ค่าภาคหลวง และส่วนแบ่งผลประโยชน์อื่น ๆ รวมถึงรัฐยังได้รับส่วนแบ่งจากผลผลิตปิโตรเลียม รวมเป็นจำนวนกว่า 70,100 ล้านบาท เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ เช่น การพัฒนาชุมชน การศึกษา และการวิจัยและพัฒนา เป็นต้น
สำหรับในไตรมาส 3/2569 บริษัทดำเนินธุรกิจตามแผนกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ควบคู่กับการสร้างการเติบโตในต่างประเทศ โดย ปตท.สผ. และ PC JDA ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ PETRONAS Carigali Sdn Bhd. ได้รับสิทธิในสัญญาแบ่งปันผลผลิตในโครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย เอ 18-01 จากองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย เพื่อดำเนินการสำรวจ พัฒนา และผลิตปิโตรเลียมอย่างต่อเนื่องไปอีกเป็นระยะเวลา 35 ปี ปัจจุบันโครงการมีกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติ ประมาณ 300-400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ส่งเข้าไทยและมาเลเซียในสัดส่วนที่เท่ากัน ซึ่งจะช่วยรักษาความต่อเนื่องในการผลิตและจัดหาก๊าซธรรมชาติให้กับทั้งสองประเทศในระยะยาว โดยก๊าซฯ ที่ส่งเข้าประเทศไทยใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าให้กับพื้นที่ภาคใต้ของไทย
ด้านการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติในประเทศ บริษัทได้ตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (Final Investment Decision หรือ FID) เพื่อเดินหน้าการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติบุษบงในโครงการจี 3/65 ในอ่าวไทย โดยจะใช้ระยะเวลาประมาณ 2 ปีในการพัฒนาแหล่ง และคาดว่าจะเริ่มการผลิตก๊าซฯ ได้ในปี 2571 ด้วยอัตราการผลิตประมาณ 30 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 40 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ภายในปี 2573 เพื่อรองรับการใช้พลังงานของประเทศที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต
ในด้านการสำรวจ ปตท.สผ. ได้ชนะการประมูลสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 25 ในแปลงสำรวจบนบก L1/66 และ L3/66 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งอยู่ใกล้กับแหล่งสินภูฮ่อม โดยครอบคลุมพื้นที่กว่า 7,000 ตารางกิโลเมตร การได้รับสัมปทานครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการสำรวจและพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมใหม่ในประเทศ เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
สำหรับความคืบหน้าในการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ บริษัท พีทีทีอีพี มีนา จำกัด (PTTEP MENA) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ ปตท.สผ. ได้ร่วมกับบริษัท Eni Abu Dhabi B.V. (Eni) จัดตั้งบริษัทร่วมทุน Seela Energies B.V. ด้วยสัดส่วนการถือหุ้นฝ่ายละร้อยละ 50 โดย ปตท.สผ. และ Eni ถือสัดส่วนการลงทุนทางอ้อมในโครงการสัมปทานกาชา ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในสัดส่วนเท่ากันที่ร้อยละ 10 ผ่านการถือหุ้นใน Seela Energies B.V. ซึ่งการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนนี้ จะช่วยเสริมสร้างความร่วมมือในการพัฒนาโครงการ และยังเป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การพัฒนาขีดความสามารถ การแลกเปลี่ยนความรู้ความเชี่ยวชาญ รวมทั้งโอกาสในการลงทุนร่วมกันในอนาคต


