xs
xsm
sm
md
lg

ทั่วโลกกดปุ่มฉุกเฉิน อังกฤษแห่ตุนสินค้า 72 ชั่วโมง จับตาค้าปลีก–FMCG เปลี่ยนกระแสเป็นซื้อซ้ำ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการรายวัน- กระแสเตรียมพร้อมรับเหตุฉุกเฉินในอังกฤษดันยอดขายสินค้าจำเป็นพุ่ง พบ อาหารกระป๋องเพิ่ม 40% ไฟฉายเพิ่ม 284% พาวเวอร์แบงก์เพิ่ม 106% และวิทยุเพิ่ม 92% ขณะที่ครัวเรือนอังกฤษเพียง 13% พร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินได้ดี ส่วนประเทศไทย มีผู้บริโภคถึง 75% ยังไม่ได้เริ่มเตรียมพร้อมหรือเห็นว่าสิ่งที่เตรียมไว้ไม่เพียงพอ กระแสนี้มีผลกับยอดขายของค้าปลีกและ FMCG ที่อาจจะเปลี่ยนพฤติกรรมซื้อซ้ำได้

อังกฤษรณรงค์ผุดแคมเปญ “Be Ready”

จากเหตุการณ์ที่รัฐบาลอังกฤษ เปิดตัวแคมเปญ “Be Ready” เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 โดยกำหนดรณรงค์ต่อเนื่อง 3 ปี เพื่อให้ประชาชนเตรียมรับมือเหตุฉุกเฉินที่อาจทำให้ไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ และอินเตอร์เน็ตหยุดชะงัก โดยแนะนำให้สำรองอาหาร น้ำดื่ม ยาจำเป็น และอุปกรณ์พื้นฐานให้เพียงพอสำหรับ 3 วันแรกนั้น แนวทางเตรียมพร้อมไว้ 72 ชั่วโมงนี้ ไม่ใช่มาตรการใหม่ เพราะอังกฤษมีคำแนะนำลักษณะนี้มาตั้งแต่เดือน พฤษภาคม 2567 ดังนั้นแคมเปญล่าสุดนี้ จึงมุ่งสร้างความตระหนัก ไม่ใช่ประกาศว่าจะเกิดสงครามในทันที

ฝรั่งเศส–ไอร์แลนด์–เนเธอร์แลนด์ ใช้แนวทาง 72 ชั่วโมงเช่นกัน

รัฐบาลอังกฤษระบุว่า แนวทางเตรียมพร้อมรับเหตุฉุกเฉินให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างน้อย 3 วัน มีใช้อยู่แล้วในหลายประเทศยุโรป รวมถึงฝรั่งเศส ไอร์แลนด์ และเนเธอร์แลนด์ โดยมุ่งรับมือเหตุที่อาจทำให้บริการพื้นฐานหยุดชะงัก ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศรุนแรง น้ำท่วม หรือปัญหาด้านสาธารณูปโภค จึงสะท้อนว่าการเตรียมเสบียง 72 ชั่วโมง เป็นแนวทางบริหารความเสี่ยงที่หลายประเทศใช้ ไม่ใช่มาตรการเฉพาะของอังกฤษในช่วงนี้

ขณะที่ญี่ปุ่นเอง ก็มีคำแนะนำให้ครัวเรือนสำรองอาหารอย่างน้อย 3 วันเช่นกัน และหากเป็นไปได้ควรเตรียมให้เพียงพอประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อรองรับสถานการณ์ระบบขนส่งและสาธารณูปโภคอาจหยุดชะงักจนการช่วยเหลือเข้าไม่ถึง ขณะที่ทางสวีเดน ก็ได้แนะนำให้ประชาชนเตรียมพร้อมดำรงชีวิตด้วยตนเองอย่างน้อย 1 สัปดาห์เช่นกัน สะท้อนว่าระยะเวลาสำรองสิ่งของของแต่ละประเทศแตกต่างกันตามแนวทางประเมินความเสี่ยงและการรับมือเหตุฉุกเฉินของตน

อย่างไรก็ตาม หลังจากอังกฤษ แคมเปญ “Be Ready” พบว่า มีข้อมูลจาก BBC Newsnight และ The Guardian รายงานเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ว่า Iceland มียอดขายอาหารกระป๋องเพิ่ม 40% ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ Maplin รายงานยอดขายไฟฉายเพิ่ม 284% พาวเวอร์แบงก์เพิ่ม 106% และวิทยุเพิ่ม 92% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของเดือนก่อน ด้าน Robert Dyas มียอดขายวิทยุเพิ่ม 160% จากสัปดาห์ก่อน ส่วน EvaQ8 ขายวิทยุฉุกเฉินแบบหมุนมือได้ราว 300 เครื่องในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จากปกติขายได้ประมาณ 15 เครื่อง ขณะที่ร้านออนไลน์ Sgt Prepper รายงานว่าธุรกิจคึกคักกว่าปกติ ราว 10–15 เท่า

ขณะเดียวกัน IGD องค์กรวิเคราะห์ธุรกิจอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคของอังกฤษ เปิดเผยข้อมูลเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ว่า จากแคมเปญ “Be Ready”สินค้าที่ควรติดตาม ได้แก่ น้ำดื่ม อาหารกระป๋อง อาหารแห้ง นม UHT สินค้าเด็ก อาหารสัตว์เลี้ยง และอุปกรณ์ฉุกเฉิน เช่น ไฟฉาย พาวเวอร์แบงก์ และวิทยุ

เนื่องจากรัฐบาลอังกฤษแนะนำให้เตรียมน้ำดื่ม 3 ลิตรต่อคนต่อวัน หรือ 9 ลิตรต่อคนสำหรับ 3 วัน ขณะที่ผลสำรวจรัฐบาลพบว่า มีเพียง 4% ของผู้ตอบที่มีน้ำดื่มสำรองเพียงพอสำหรับ 3 วันตามเกณฑ์ดังกล่าว และ 82% มีน้ำสำรองไม่ถึง 1 วัน ส่วนอาหารที่ไม่เน่าเสียง่าย กว่า 60% ระบุว่ามีเพียงพอสำหรับประมาณ 3 วัน

นอกจากนี้ GD ชี้เพิ่มเติมว่า น้ำดื่มมีน้ำหนักและใช้พื้นที่ขนส่งสูงเมื่อเทียบกับมูลค่า ขณะที่อาหารกระป๋องและสินค้าเก็บได้นานมีโอกาสได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น แต่ยอดซื้อที่พุ่งในช่วงแรกอาจเป็นการดึงการซื้อจากสัปดาห์ถัดไปมาไว้ก่อน ผู้ประกอบการจึงควรติดตามยอดขายต่อเนื่องและการซื้อซ้ำ ไม่ใช่ใช้ยอดขายช่วงกระแสข่าวเป็นตัวแทนการเติบโตระยะยาว


ครัวเรือนอังกฤษยังมีช่องว่างด้านความพร้อม

นอกจากนี้ ผลสำรวจ UK Public Survey of Risk Perception, Resilience and Preparedness 2026 ของ UK Cabinet Office ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา จากกลุ่มตัวอย่าง 10,791 คน และกลุ่มตัวอย่างเพิ่มเติมอีก 936 คน พบว่า 13% รู้สึกว่าครัวเรือนพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินได้ดีหรือดีมาก 33% พร้อมระดับปานกลาง และ 50% พร้อมเพียงเล็กน้อยหรือแทบไม่พร้อมเลย

ด้านอุปกรณ์ พบว่า 54% มีพาวเวอร์แบงก์ 53% มีไฟฉาย และ 23% มีวิทยุที่ใช้แบตเตอรี่ พลังงานแสงอาทิตย์ หรือระบบหมุนมือ ส่วนอุปสรรคสำคัญ พบว่า 29% ขาดเงินสำหรับค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 25% ไม่ต้องการซื้อสินค้าที่อาจหมดอายุ และ 18% มีพื้นที่จัดเก็บไม่เพียงพอ

ข้อมูลนี้ชี้ว่าการเติบโตของตลาดไม่ได้ขึ้นอยู่กับความกังวลเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นกับกำลังซื้อ อายุสินค้า และความสะดวกในการจัดเก็บด้วย

ไทยตระหนัก แต่ยังขาดข้อมูล

สำหรับประเทศไทย จากผลสำรวจ LY Corporation ที่เผยแพร่เมื่อเดือนกันยายน 2569 โดยสำรวจจากผู้มีอายุ 18–69 ปีในไทย ญี่ปุ่น และไต้หวัน ประเทศละ 420 คน พบว่า ในไทย 75% ตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อม แต่ยังไม่ได้เริ่มหรือรู้สึกว่าสิ่งที่เตรียมไว้ไม่เพียงพอ แบ่งเป็น 30.5% ที่ตั้งใจเตรียมแต่ยังไม่ได้เริ่ม และ 44.5% ที่เริ่มแล้วแต่ยังไม่เพียงพอ

และในกลุ่มคนไทยเริ่มเตรียมพร้อมแล้ว 69.7% ระบุว่า จัดเตรียมน้ำ อาหาร หรือสิ่งของจำเป็น โดยภัยที่กังวลมากที่สุด ได้แก่ น้ำท่วม 76.7% แผ่นดินไหว 70.2% และภัยแล้งหรือการขาดแคลนน้ำ 54.3% ผลสำรวจนี้สะท้อนความตระหนักและพฤติกรรมการเตรียมพร้อมต่อภัยพิบัติ

ส่วนด้านการบริหารสินค้า Central Retail และ TOPS ก่อนหน้านี้ ได้ประกาศมาตรการรับมือน้ำท่วมเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยระบุว่า มีการสำรองสินค้าจำเป็นมากกว่า 20 วัน เพิ่มรถขนส่ง 30–50% และเพิ่มกำลังพนักงานคลังและจัดเตรียมสินค้า 30–40% ผ่านศูนย์กระจายสินค้า 4 แห่ง ได้แก่ บางบัวทอง มหาชัย พระราม 3 และบางนา

ส่วนกรมการค้าภายใน รายงานว่า ณ วันที่ 15 ตุลาคม 2569 พบว่า มีร้านค้าที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม 353 แห่ง กลับมาเปิดแล้ว 324 แห่ง และยังปิดชั่วคราว 29 แห่ง พร้อมติดตามสต็อกสินค้าและการกระจายสินค้าในพื้นที่เสี่ยงต่อไป มาตรการเหล่านี้สะท้อนการบริหารซัพพลายเชนเพื่อรับมือภัยพิบัติในไทย

ขณะเดียวกัน สภาความมั่นคงแห่งชาติชี้แจงเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ว่า ไม่ได้ออกคำสั่งให้ประชาชนกักตุนอาหารหรือยาไว้ 72 ชั่วโมงเพื่อรับมือความขัดแย้งในตะวันออกกลาง


ยุโรปขยับแผนเตรียมพร้อม รับมือวิกฤตหลายรูปแบบ

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ ในระดับภูมิภาค สหภาพยุโรป ได้ประกาศ Preparedness Union Strategy ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 ครอบคลุมความเสี่ยงหลายด้าน ตั้งแต่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การโจมตีทางไซเบอร์ ภัยสุขภาพ ไปจนถึงภัยธรรมชาติ พร้อมผลักดันการเตรียมพร้อมร่วมกันทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชน โดยให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องของบริการจำเป็น รวมถึงอาหาร น้ำ พลังงาน และระบบดิจิทัล แนวทางดังกล่าวจึงเป็นภาพที่กว้างกว่าการสำรองอาหารในครัวเรือน แต่เชื่อมโยงถึงความพร้อมของระบบเศรษฐกิจและซัพพลายเชนด้วย

จับตาซื้อซ้ำ ก่อนสรุปเป็นตลาดใหม่

กระแสเตรียมพร้อมรับเหตุฉุกเฉินทำให้สินค้าบางหมวดในอังกฤษมียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่นั้นยังไม่อาจสรุปได้ว่า เป็นการขยายตัวของตลาด ค้าปลีก และ FMCG เพราะยังต้องมีการติดตามยอดขายรายหมวดหลังพ้นกระแสข่าว อัตราการซื้อซ้ำ และสินค้าคงเหลือ เข้ามาเป็นองค์ประกอบด้วย จึงจะสามารถแยกได้ว่า ยอดขายนี้ เป็นการซื้อสะสมระยะสั้น หรือความต้องการที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นปกติ

ท้ายที่สุด โอกาสของค้าปลีกและ FMCG จึงไม่ได้อยู่ที่การเร่งขายสินค้าเพราะความกลัววิกฤต แต่คือการตอบโจทย์ความพร้อมของครัวเรือนด้วยสินค้าที่จำเป็น ราคาเข้าถึงได้ และสามารถหมุนเวียนใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง สำหรับประเทศไทย แม้ความตระหนักเรื่องการเตรียมพร้อมจะเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาส แต่การจะยืนยันว่ากำลังเกิดตลาดใหม่ ต้องอาศัยข้อมูลยอดขายและการซื้อซ้ำเป็นหลัก เพื่อแยกให้ชัดระหว่างกระแสชั่วคราวกับความต้องการที่เติบโตอย่างยั่งยืน.

⸻

© Original Content (O.C.)
บทความนี้เป็นผลงานต้นฉบับ สงวนสิทธิ์ในเนื้อหา การวิเคราะห์ และการเรียบเรียง ห้ามคัดลอก ดัดแปลง เผยแพร่ซ้ำ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงาน