ผู้จัดการรายวัน – ไมเนอร์ ฟู้ด เร่งเครื่องขยายอาณาจักรร้านอาหาร ส่ง “บอนชอน” หัวหอกบุกต่างประเทศ เตรียมเปิดตลาดสิงคโปร์ต่อยอดจากมาเลเซีย พร้อมเดินหน้าเจรจาพันธมิตรใหม่ในเอเชีย ตะวันออกกลาง และตลาดศักยภาพสูง ส่วนในไทยเร่งโตผ่านแฟรนไชส์และพันธมิตรระดับองค์กร ทั้ง OR และ CP Axtra ตั้งเป้าเพิ่มเครือข่ายจาก 3,000 สาขา สู่ 4,500 สาขา ภายในปี 2572 ดันสัดส่วนแฟรนไชส์จาก 50% เป็น 54–55% ล่าสุดเปิดตัว “CHIHO RAMEN” แบรนด์ราเมงใหม่ เสริมพอร์ต ตั้งเป้า 90–100 สาขาใน 3 ปี
นายธันยเชษฐ์ เอกเวชวิท ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบันไมเนอร์ ฟู้ด มีเครือข่ายร้านอาหารกว่า 3,000 สาขา ใน 27 ประเทศทั่วโลก จากแบรนด์ในพอร์ตกว่า 40 แบรนด์ โดยสัดส่วนร้านแฟรนไชส์อยู่ที่ประมาณ 50% หรือราว 1,500 สาขา หลังรวมเครือข่ายบอนชอนเข้ามาในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จากก่อนหน้านี้มีเครือข่ายประมาณ 2,700–2,800 สาขา
ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้าขยายเครือข่ายร้านอาหารและเครื่องดื่มเพิ่มเป็น 4,500 สาขา ภายในปี 2572 หรือเพิ่มขึ้นอีก 1,500 สาขาใน 3 ปี เฉลี่ยปีละประมาณ 500 สาขา หรือราว 1.4 สาขาต่อวัน โดยจะให้น้ำหนักกับการขยายผ่านแฟรนไชส์มากขึ้น เพื่อจำกัดภาระเงินลงทุนของบริษัทและผลักดันกลยุทธ์ Asset-Light ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
และจากแผนขยายสาขาดังกล่าว ในส่วนของจำนวนสาขาแฟรนไชส์จาก 1,500 สาขา จะเพิ่มเป็น 2,400–2,500 สาขาในอีก 3 ปี คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 54–55% ของเครือข่ายทั้งหมด จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 50% สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการเติบโตด้วยการลงทุนเปิดร้านเอง ไปสู่การขยายผ่านพันธมิตรที่มีเงินทุน ทำเล และเครือข่ายรองรับอยู่แล้ว
นายธันยเชษฐ์ กล่าวว่า แผนการเติบโตของบริษัทจากนี้ จะให้ความสำคัญในสองส่วนหลัก คือ 1.การเติบโตในต่างประเทศ และ2.การเติบโตในประเทศ โดยการเติบโตในต่างประเทศ ถือเป็นเป้าหมายสำคัญ เพราะปัจจุบันสาขาเกือบ 2 ใน 3 ของบริษัทอยู่ในประเทศไทย จึงยังมีโอกาสขยายตลาดต่างประเทศได้อีกมาก และต้องการยกระดับจากผู้ประกอบการร้านอาหารระดับภูมิภาคสู่การเป็น Global Franchisor of Choice หรือผู้ให้สิทธิแฟรนไชส์ที่พันธมิตรทั่วโลกเลือกทำธุรกิจด้วย
“บอนชอน” หัวหอกบุกตลาดโลก
นายธันยเชษฐ์ กล่าวต่อว่า กลยุทธ์สำคัญในการโกอินเตอร์คือการใช้ “บอนชอน” เป็นแบรนด์นำร่องสร้างเครือข่ายพันธมิตรในตลาดใหม่ หลังไมเนอร์ ฟู้ด จับมือพันธมิตรจากแคนาดาเข้าซื้อกิจการ Bonchon International โดยไมเนอร์ถือสิทธิ์ขยายธุรกิจทั่วโลก ยกเว้นทวีปอเมริกา ขณะที่พันธมิตรรับผิดชอบตลาดอเมริกา
ปัจจุบันบอนชอนมีร้านอาหารทั่วโลกมากกว่า 500 สาขา แบ่งเป็นในสหรัฐอเมริกาประมาณ 150 สาขา และนอกสหรัฐฯ ราว 350 สาขา กระจายอยู่ใน 9 ประเทศ โดยตลาดสำคัญประกอบด้วยประเทศไทยเกือบ 140 สาขา ฟิลิปปินส์ประมาณ 160 สาขา และเวียดนามประมาณ 30 สาขา นอกจากนี้ยังมีไต้หวันที่เปิดดำเนินการมาแล้วประมาณ 2 ปี มีสาขามากกว่า 10 แห่ง
”ไมเนอร์ ฟู้ด มองว่าความแข็งแกร่งของบอนชอนไม่ได้อยู่ที่ไก่ทอดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการต่อยอดกระแส Korean Wave หรือ K-Culture ซึ่งสามารถสร้างความแตกต่างให้แบรนด์ในตลาดต่างประเทศ โดยวางตำแหน่งบอนชอนให้เป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์และร้านอาหารแบบ Casual Dining มากกว่าการแข่งขันตรงกับร้านไก่ทอดฟาสต์ฟู้ดทั่วไป“ นายธันยเชษฐ์ กล่าว
แนวทางดังกล่าวสะท้อนผ่านการพัฒนาเมนูที่หลากหลาย ทั้งไก่ทอด รามยอน ข้าว และหมูย่าง เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคและสร้างความถี่ในการใช้บริการ แทนการพึ่งพาผลิตภัณฑ์หลักเพียงประเภทเดียว เชื่อว่ารูปแบบร้านอาหารและความหลากหลายของเมนูจะช่วยให้การขยายสู่ตลาดใหม่มีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้น
ล่าสุดในการขยายตลาด บอนชอนเพิ่งเปิดสาขาแรกในมาเลเซียเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และเตรียมเปิดที่สิงคโปร์ในเดือนพฤศจิกายน 2569 นี้ ที่ห้างไอออน ออร์ชาร์ด (ION Orchard) ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์การค้าระดับพรีเมียมของสิงคโปร์ นับเป็นตลาดที่ 10 ของแบรนด์
ทั้งนี้บริษัทพร้อมขยายตลาดต่อเนื่อง ขนาดนี้อยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตรที่มีศักยภาพในตลาดใหม่ โดยเฉพาะเอเชีย ตะวันออกกลาง และประเทศที่มีแนวโน้มเติบโตสูง อาศัยกระแสความนิยมวัฒนธรรมเกาหลีเป็นแรงหนุน พร้อมใช้บอนชอนเป็นประตูเปิดการเจรจา ก่อนนำเสนอแบรนด์อื่นในพอร์ตให้พันธมิตรพิจารณาลงทุนเพิ่มเติม
นอกจากบอนชอนแล้ว ไมเนอร์ ฟู้ดยังมองโอกาสขยายแบรนด์เครื่องดื่ม GAGA ซึ่งมีจุดเด่นด้านบุคลิกแบรนด์และการออกแบบร้าน โดยเฉพาะตลาดที่ผู้บริโภคยังมีโอกาสเปิดรับเครื่องดื่มรูปแบบใหม่ รวมถึง The Pizza Company และ Sizzler ในบางตลาด ซึ่งการเลือกแบรนด์จะพิจารณาความเหมาะสมของผู้บริโภคและสภาพการแข่งขันในแต่ละประเทศ ไม่ใช้รูปแบบเดียวกันทุกตลาด
ผนึก OR–CP Axtra ขยายแฟรนไชส์ไทย
นายธันยเชษฐ์ กล่าวต่อว่า สำหรับตลาดประเทศไทย ไมเนอร์ ฟู้ด ยืนยันยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง แม้การแข่งขันและภาวะเศรษฐกิจจะเป็นความท้าทาย โดยจะปรับวิธีขยายสาขาให้หลากหลายขึ้น ทั้งร้านรูปแบบใหม่ การขยายทำเลนอกศูนย์การค้า และการใช้พันธมิตรที่มีเครือข่ายพื้นที่ค้าปลีกอยู่แล้ว
หนึ่งในหมากสำคัญ คือ การขยายความร่วมมือกับบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR และบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจโลตัสและแม็คโคร ในรูปแบบ Corporate Franchisee หรือพันธมิตรแฟรนไชส์ระดับองค์กร ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถใช้พื้นที่และระบบปฏิบัติการของพันธมิตรเพื่อเร่งขยายเครือข่ายได้รวดเร็วกว่าการหาผู้ประกอบการแฟรนไชส์รายย่อยทีละราย
”บริษัทได้ตกลงความร่วมมือกับ OR และ CP Axtra ในปีนี้ โดยการคัดเลือกแบรนด์จะพิจารณาความเหมาะสมกับพื้นที่และรูปแบบธุรกิจของแต่ละพันธมิตร สำหรับ OR แบรนด์ที่อยู่ในแผนความร่วมมือ ได้แก่ Dairy Queen, The Pizza Company, Steak & More และ GAGA ซึ่งเป็นแบรนด์ใหม่ที่บริษัทเตรียมผลักดันผ่านเครือข่ายพันธมิตร ส่วน CP Axtra มีความร่วมมือกับ Dairy Queen, Swensen’s, Bonchon, Steak & More และ GAGA รวม 5 แบรนด์ โดยมีโลตัสและแม็คโครเป็นช่องทางสำคัญในการขยายพื้นที่ให้บริการ“
อย่างไรก็ตาม การร่วมมือดังกล่าวไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนเจ้าของสาขาเดิมโดยอัตโนมัติ สาขาที่มีผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจอยู่แล้วจะยังคงเป็นไปตามสิทธิและข้อตกลงเดิม หากผู้ประกอบการไม่ต่อสัญญาหรือไม่ประสงค์ดำเนินธุรกิจต่อ บริษัทจึงจะพิจารณาความเหมาะสมในการให้พันธมิตรเข้ามารับช่วงตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง
นายธันยเชษฐ์ มองว่า การมีพันธมิตรระดับองค์กรจะช่วยเพิ่มความเร็วในการขยายสาขา เนื่องจากมีพื้นที่ค้าปลีกและระบบบริหารจัดการพร้อมอยู่แล้ว ทั้งสถานีบริการน้ำมัน พื้นที่ค้าปลีกของ OR และเครือข่ายไฮเปอร์มาร์เก็ตของ CP Axtra โดยปัจจุบันบริษัทมีเครือข่ายในประเทศไทยรวมประมาณ 1,900 สาขา ครอบคลุมทั้งร้านที่บริษัทบริหารเองและร้านแฟรนไชส์
ดันร้านเล็ก ลงทุนต่ำ เพิ่มโอกาสเปิดสาขา
อีกหนึ่งกลยุทธ์คือการพัฒนารูปแบบร้านขนาดเล็กและร้าน Standalone Modular เพื่อเปิดตลาดในทำเลที่ร้านขนาดใหญ่ไม่ตอบโจทย์ รวมถึงพื้นที่นอกศูนย์การค้าและชุมชนที่มีโอกาสเติบโต เช่น
1.Dairy Queen เป็นตัวอย่างของโมเดลร้านขนาดเล็กที่บริษัทนำไปขยายในพื้นที่ใกล้ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven มองว่าทำเลลักษณะดังกล่าวช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงลูกค้าช่วงกลางคืน หลังร้านในศูนย์การค้าต้องปิดให้บริการตามเวลาของห้างตั้งเป้ามีสาขา Dairy Queen รวม 600 แห่งภายในสิ้นปี 2569
2. The Pizza Company เริ่มทดลองรูปแบบร้าน Modular เช่นเดียวกัน เพื่อเจาะพื้นที่รองและเพิ่มโอกาสเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเดลิเวอรี ปัจจุบันมีสาขาประมาณ 430 แห่ง การใช้ร้านขนาดเล็กช่วยลดเงินลงทุนต่อจุดขายและเปิดโอกาสให้บริษัทขยายไปยังพื้นที่ใหม่ได้มากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้างร้านขนาดใหญ่ทุกแห่ง
3. Swensen’s ปัจจุบันมีประมาณ 370 สาขา บริษัทยังมองหาโอกาสในทำเลท่องเที่ยวและพื้นที่ริมชายหาด เช่น บางแสนและเขาหลัก เพื่อเพิ่มช่องทางเติบโตนอกเหนือจากศูนย์การค้า
ส่วน GAGA ตั้งเป้าสาขาในประเทศไทยช่วงสิ้นปี 2569 ที่ประมาณ 110–118 แห่ง และ Steak & More คาดว่าจะมีประมาณ 38–39 สาขาเมื่อสิ้นปี
สำหรับบอนชอนในประเทศไทย บริษัทเริ่มขยายผ่านระบบแฟรนไชส์มาแล้วประมาณ 2 ปี ปัจจุบันมีสาขาแฟรนไชส์เกือบ 30 แห่ง โดยอาศัยเครือข่ายผู้ประกอบการเดิมที่มีประสบการณ์กับแบรนด์อื่นของไมเนอร์ ฟู้ด เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จและลดระยะเวลาในการขยายสาขา
ปัจจุบันบริษัทมีแบรนด์ที่เปิดให้แฟรนไชส์ในประเทศไทย 6 แบรนด์ ได้แก่ The Pizza Company, Dairy Queen, Swensen’s, Bonchon, GAGA และ Steak & More และเตรียมเพิ่มแบรนด์ที่ 7 คือ CHIHO RAMEN ซึ่งจะเปิดโอกาสให้พันธมิตรเข้าร่วมลงทุนตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น แทนรูปแบบเดิมที่บริษัทเปิดร้านเองก่อนแล้วจึงค่อยขยายแฟรนไชส์ในภายหลัง
เปิด “CHIHO RAMEN” ราคา 99 บาท ปักธง 100 สาขา
ล่าสุดปีนี้ ไมเนอร์ ฟู้ด พร้อมเปิดตัว CHIHO RAMEN แบรนด์ราเมงใหม่ในวันที่ 30 ตุลาคม 2569 ที่โลตัส สุขุมวิท 50 วางตำแหน่งเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นระดับแมสที่เข้าถึงง่าย ราคาเมนูเริ่มต้น 99 บาท และมีระดับราคาโดยประมาณ 99–119 บาท มุ่งแข่งขันด้วยความคุ้มค่า ความหลากหลายของเมนู และระบบปฏิบัติการที่สามารถขยายสาขาได้รวดเร็ว
”CHIHO RAMEN เป็นแบรนด์แฟรนไชส์อาหารญี่ปุ่นแบรนด์แรกของบริษัท แนวคิดคือการนำเสนอราเมงหลากหลายรูปแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความแตกต่างของอาหารในแต่ละภูมิภาคของญี่ปุ่น ปรับรสชาติและรูปแบบให้เหมาะกับผู้บริโภคไทย พร้อมเพิ่มเมนูข้าวแกงกะหรี่และเครื่องเคียง เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้า“ นายพงศธร กล่าว
โดยบริษัทตั้งเป้าขยาย CHIHO RAMEN ให้ได้ 90–100 สาขาภายใน 3 ปี และจะใช้เครือข่ายแฟรนไชส์เดิมและพันธมิตรเป็นกลไกสำคัญ ทั้งยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมลงทุนตั้งแต่วันแรก เพื่อเร่งสร้างการรับรู้แบรนด์และเพิ่มจำนวนสาขาให้ทันต่อโอกาสทางตลาด
สำหรับรูปแบบร้าน บริษัทประเมินเงินลงทุนต่อสาขาไว้ที่ประมาณ 4 ล้านบาทขึ้นไป ใช้พื้นที่ราว 80–110 ตารางเมตร ไม่ได้มุ่งสร้างร้านขนาดใหญ่ แต่เน้นขนาดที่เหมาะสมกับปริมาณลูกค้าและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ส่วนรูปแบบร้านขนาดเล็กที่ใช้พื้นที่น้อยลงสามารถนำไปปรับใช้กับทำเลสถานีบริการน้ำมันได้ในอนาคต
จุดแข็งของโมเดลนี้อยู่ที่การควบคุมขั้นตอนการทำอาหารให้ไม่ซับซ้อน ใช้บุคลากรไม่มาก และออกแบบระบบให้รองรับการขยายสาขาได้เร็ว โดยมี OR เป็นพันธมิตรสำคัญสำหรับการเปิดตลาดในพื้นที่สถานีบริการน้ำมัน ขณะที่การขยายในทำเลอื่นยังเปิดโอกาสให้พันธมิตรแฟรนไชส์รายอื่นเข้าร่วมได้ ไม่ได้จำกัดสิทธิ์เฉพาะ OR ทุกพื้นที่
นายพงศธร กล่าวต่อว่า การพัฒนาแบรนด์ใหม่ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมาเป็นการเพิ่มขีดความสามารถด้าน Innovation และ Concept Development ให้กับไมเนอร์ ฟู้ด จากเดิมที่มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารร้านและการขยายระบบปฏิบัติการอยู่แล้ว เมื่อมีแนวคิดร้านอาหารที่เหมาะสม บริษัทสามารถใช้เครือข่ายแฟรนไชส์เดิมเป็นฐานขยายได้ทันที หากแนวคิดใดไม่ตอบโจทย์ก็สามารถปรับเปลี่ยนได้โดยไม่ต้องลงทุนขยายในวงกว้างก่อน
ส่วนประเด็นต้นทุนวัตถุดิบและโลจิสติกส์ ยังสามารถบริหารความเสี่ยงผ่านอำนาจต่อรองจากเครือข่ายร้านอาหารขนาดใหญ่ รวมถึงการทำ Hedging สำหรับวัตถุดิบนำเข้าและวัตถุดิบในประเทศ ประเมินว่าต้นทุนวัตถุดิบหลังบริหารความเสี่ยงเพิ่มขึ้นประมาณ 3% ส่วนต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่มขึ้นราว 10% ตามทิศทางราคาน้ำมัน แต่เนื่องจากค่าขนส่งมีสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับต้นทุนรวม ผลกระทบต่อภาพรวมจึงอยู่ในระดับจำกัด
อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการแข่งขันในประเทศไทย บริษัทมองว่าการเติบโตยังเป็นเป้าหมายที่ต้องเดินหน้าต่อ แม้กำลังซื้อและการแข่งขันจะเป็นโจทย์สำคัญ โดยจะใช้ทั้งการพัฒนาแบรนด์ใหม่ การปรับรูปแบบร้าน การขยายสู่ทำเลที่ยังมีช่องว่าง และการเพิ่มจำนวนสาขาผ่านแฟรนไชส์ เพื่อรักษาการเติบโตในระยะยาว
“ถ้าตลาดโตช้า เราก็ต้องหาวิธีเพิ่มส่วนแบ่งตลาด แต่ถ้าตลาดเติบโตดี เราก็มีโอกาสสร้างตลาดใหม่และขยายการเติบโตไปพร้อมกัน” นายพงศธร กล่าวทิ้งท้าย.


