xs
xsm
sm
md
lg

“คงกระพัน”เร่งสรุปพันธมิตรร่วมทุนธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นให้ได้ในปลายปีนี้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ปตท.เดินหน้าหาพันธมิตรร่วมทุนกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ยันได้ข้อสรุปภายในปลายปีนี้ เน้นเลือกพาร์ทเนอร์ที่เสริมแกร่งด้านวัตถุดิบและตลาด พร้อมสนับสนุนการควบรวมธุรกิจโอเลฟินส์ระหว่างPTTGC-SCGC ช่วยเสริมแกร่งอุตฯปิโตรเคมีไทย สร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบให้กับลูกค้า ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสงครามตะวันออกกลางย้ำไทยไม่เคยมีปัญหาขาดแคลนพลังงาน

นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยความคืบหน้าการหาพันธมิตรร่วมทุนในกลุ่มธุรกิจการกลั่นและปิโตรเคมีว่า ขณะนี้ปตท. ยังอยู่ระหว่างการดำเนินงานตามตามโครงการ Genesis เพื่อแสวงหาพันธมิตรทางธุรกิจในกลุ่มดาวน์สตรีม โดยมีความยืดหยุ่นในการเจรจาตามความสนใจพาร์ทเนอร์ ซึ่งบางรายมีความสนใจร่วมทุนเฉพาะโรงกลั่น ธุรกิจปิโตรเคมี หรือธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น โดยจะพิจารณาเลือกพันธมิตรที่ดีที่สุดสำหรับปตท.ในการสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบ (Feedstock Security) และ/หรือมีตลาด  เพื่อร่วมกันสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว คาดว่าจะมีความชัดเจนในช่วงปลายปี2569


ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สร้างความผันผวนด้านราคาพลังงาน ในช่วงการเกิดสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลต่อการจัดหาวัตถุดิบปิโตรเคมี หรือแนฟทา ทำให้บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด(มหาชน)หรือ SCGC ต้องหยุดโรงงานระยองโอเลฟินส์ (ROC)เป็นการชั่วคราว เนื่องจากไม่สามารถจัดหาวัตถุดิบได้เพียงพอ ก่อนที่จะประกาศกลับมาเดินเครื่องจักรโรงงานROCเมื่อเร็วๆนี้อีกครั้ง ดังนั้นการหาพาร์ทเนอร์กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นของปตท. ที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านวัตถุดิบจึงมีความสำคัญ

อย่างไรก็ดี ข้อจำกัดการห้ามส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปโดยเฉพาะดีเซลในปัจจุบัน ทำให้โรงกลั่นน้ำมันต้องปรับลดกำลังการกลั่นลง เนื่องจากไม่มีถังเก็บน้ำมันดีเซล ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีในไทยด้วย โดยโรงกลั่นน้ำมันของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ได้ปรับลดกำลังการผลิตเหลือประมาณ 80–90% ดังนั้นแผนการควบรวมธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ ครอบคลุมพอลิเอทิลีน (PE )และพอลิโพรพิลีน (PP) ในประเทศไทยระหว่างPTTGC กับSCGC จะช่วยให้ทั้ง2บริษัทมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีจองไทยในการแข่งขันกับต่างประเทศ รวมทั้งสร้างความมั่นคงในผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกให้กับลูกค้าในประเทศ ซึ่งผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกและปิโตรเคมีถือเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญต่อความมั่นคงของประเทศ ดังนั้นปตท. ในฐานะบริษัทแม่ของPTTGC ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงตัวเลขกำไรระยะสั้นเป็นหลัก แต่มุ่งสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจในระยะยาว


นายคงกระพัน กล่าวต่อไปว่า สำหรับทิศทางการลงทุนหลักของ ปตท. ในอนาคต จะมุ่งเน้นกลุ่มธุรกิจที่ปตท.มีความถนัด และสร้างประโยชน์ต่อทั้งประเทศและองค์กรใน 3 ธุรกิจหลักคือ ได้แก่ 1. ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (Exploration & Production) 2.ห่วงโซ่คุณค่าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Value Chain) เน้นรูปแบบการค้า (Trading) และ 3. โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) อาทิ ท่อ ถังเก็บปิโตรเลียม

ในส่วนของธุรกิจ LNG ปตท. ตั้งเป้าหมายทำธุรกิจเทรดดิ้ง ไม่รวมการนำเข้าLNGเพื่อใช้ในประเทศไทย ในปีนี้ไว้ที่ประมาณ 3 ล้านกว่าตัน และจะเพิ่มเป็น 4 ล้านกว่าตันในปีหน้า ก่อนจะขยับสู่เป้าหมาย 10 ล้านตันภายในปีค.ศ. 2030ซึ่ง การเติบโตในการทำเทรดดิ้งLNGจะปรับเปลี่ยนตามอุปสงค์และอุปทานของตลาดในแต่ละช่วง โดยยอมรับว่าสงครามตะวันออกกลาง การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ความไม่สงบในทะเลแดง ที่ส่งผลให้เรือขนส่งปิโตรเลียมต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางผ่านคลองสุเอซ เมดิเตอร์เรเนียน และช่องแคบยิบรอลตาร์ ทำให้การขนส่งพลังงานต้องไกลขึ้นเทียบเท่าการขนส่งจากอเมริกามายังไทย ส่งผลให้ต้นทุนค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น

“ การบริหารความเสี่ยงท่ามกลางสภาวะความผันผวนด้านพลังงานที่นับวันจะมีมากขึ้น ดังนั้นราคาพลังงานถูกหรือแพงจึงไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นมากนัก แต่เราต้องสร้างความแข็งแกร่ง ยืดหยุ่น มีResilience รวมถึงบริหารจัดการสภาพคล่องให้ดี “

ต้องยอมรับว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มีความมั่นคงด้านพลังงาน ไม่เคยประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมันดิบสำหรับการนำเข้ามากระบวนการกลั่นหรือแยกก๊าซ โดยปัจจุบัน ไทยมีก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยรวมกับการนำเข้าจากเมียนมาคิดเป็นประมาณ 60% ส่วนอีก 40% นำเข้าในรูป LNG ส่วนน้ำมันดิบ ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าสูงถึง 90% ภายใต้ภาวะความผันผวนพลังงาน จำเป็นต้องรณรงค์เรื่องการประหยัดพลังงานอย่างต่อเนื่องเพื่อลดการนำเข้าของประเทศ