xs
xsm
sm
md
lg

กฟผ.จ่อจ้างที่ปรึกษาต่างชาติลุยโรงไฟฟ้าSMR ทุ่ม6-7หมื่นล.ผุดโรงแรก300MWในปี80

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กฟผ.ลั่นต้นปี70 ว่าจ้างที่ปรึกษาต่างชาติศึกษาความเหมาะสมทั้งเทคโนโลยีและสถานที่ตั้งโรงไฟฟ้าSMR ตั้งเป้าผุดโรงแรก 300เมกะวัตต์ในปี80 คาดใช้เงินลงทุน 6-7หมื่นล้านบาท มั่นใจต้นทุนต่อหน่วยแข่งขันโรงไฟฟ้าประเภทอื่นๆได้ เหตุไร้เสี่ยงต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและอายุโรงไฟฟ้ายาว60-70ปี หนุนรัฐเร่งตั้งองค์กรขับเคลื่อนโครงการพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศ (NEPIO) เพื่อทำหน้าที่ประสานงาน วางแผน และดำเนินโครงการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติในอนาคต

นายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวภายหลังงานประชุมวิชาการภายใต้โครงการ TC Project ในหัวข้อ “Strengthening Thailand’s SMR Pathway: Strategy and Project Implementation” โครงการความร่วมมือทางเทคนิคระหว่างทบวงการพลังงาน ปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency: IAEA) และกฟผ.วันนี้ (26 ต.ค.)ว่า โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมและรวบรวมข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของหน่วยงานภาครัฐ ภายใต้ความร่วมมือกับ ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency: IAEA) เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาโรงไฟฟ้าSMRโรงแรกของไทยคาดเปิดดำเนินการภายในปี2080

สำหรับการเตรียมความพร้อมในระยะนี้ กฟผ.อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาข้อมูลเบื้องต้น (Prefeasibility Study) เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาความเหมาะสมของโครงการ ทั้งในด้านการเลือกเทคโนโลยีและการคัดเลือกพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้า โดยเตรียมจ้างที่ปรึกษาต่างชาติที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญเข้ามาสนับสนุนการศึกษา ในช่วงต้นปี 2570 หลังร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ(PDP 2026 )ฉบับใหม่ ได้ผ่านความเห็นชอบจากครม.และใช้อย่างเป็นทางการในปลายปีนี้

ทั้งนี้ รัฐบาลเตรียมตั้งองค์กรขับเคลื่อนโครงการพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศ (Nuclear Energy Programme Implementing Organisation: NEPIO) เพื่อทำหน้าที่ประสานงาน วางแผน และดำเนินโครงการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติในอนาคต

สำหรับการคัดเลือกพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้า SMR จะพิจารณาตามหลักเกณฑ์และข้อแนะนำของ IAEA คำนึงด้านเทคนิคและความปลอดภัยทุกมิติ อาทิ ความเสี่ยงจากแผ่นดินไหว ตลอดจนความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ ทั้งระบบน้ำและระบบส่งไฟฟ้า ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการพัฒนาและเดินเครื่องโรงไฟฟ้าในระยะยาว ส่วนการกำหนดพื้นที่ศึกษาจะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง กฟผ.กับบริษัทที่ปรึกษา โดย กฟผ.จะเสนอพื้นที่ที่ศักยภาพของกฟผ. หน่วยงานรัฐ หนึ่งในนั้นจะมีพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC )ด้วย เพื่อให้ที่ปรึกษานำข้อมูลไปประเมินและเสนอความเห็น ก่อนหารือร่วมกันเพื่อกำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมในขั้นตอนต่อไป

ส่วนแนวโน้มราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่อยู่ระดับสูงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญผลักดันให้โรงไฟฟ้า SMR มีบทบาทในแผน PDP ฉบับใหม่ เนื่องจากมีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนเชื้อเพลิง และอายุโรงไฟฟ้าSMR ยาวนานข้อมูลเบื้องต้นประเมินไว้ประมาณ 60-70 ปี ขณะที่โรงไฟฟ้าก๊าซทั่วไปมีอายุการใช้งานเฉลี่ยประมาณ 25 ปีจึงมึความคุ้มค่า ค่าไฟฟ้าต้นทุนต่อหน่วยแข่งขันโรงไฟฟ้าก๊าซฯได้ แม้ว่าจะใช้เงินลงทุนสูงมากเมื่อเทียบโรงไฟฟ้าชนิดอื่น อาทิ โรงไฟฟ้าSMR กำลังผลิต 300เมกะวัตต์ จะใช้เงินลงทุนสูงถึง 6-7หมื่นล้านบาท ตามร่างแผนPDP 2026


“การพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR ยังอยู่ในขั้นตอนเตรียมความพร้อมและศึกษาความเป็นไปได้ โดยต้องรอความชัดเจนของแผน PDP การคัดเลือกเทคโนโลยี การประเมินพื้นที่ และการพิจารณาจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ก่อนเดินหน้าไปสู่การดำเนินโครงการจริง เมื่อเปรียบเทียบต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าSMRกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำ แน่นอนว่าโรงไฟฟ้าพลังน้ำมีข้อได้เปรียบจากการไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง ขณะที่ SMR ยังมีค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิง จึงต้องพิจารณาต้นทุนและข้อดีข้อเสียของแต่ละเทคโนโลยีอย่างรอบด้าน สำหรับการจัดหาเชื้อเพลิงในช่วงเริ่มต้นมีแนวโน้มจำเป็นต้องผูกกับผู้พัฒนาเทคโนโลยีที่ได้รับเลือก เพื่อให้สามารถจัดหาเชื้อเพลิงและสนับสนุนระบบที่เกี่ยวข้องได้อย่างเหมาะสม” นายศิริวัฒน์ กล่าว

ส่วนการเลือกเทคโนโลยี กฟผ.ยังเปิดกว้างสำหรับเทคโนโลยีที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีความน่าเชื่อถือ ซึ่งให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าและความปลอดภัยเป็นหลัก ยังไม่มีการระบุว่าจะเลือกใช้เทคโนโลยีจากประเทศ

ในช่วงการเปลี่ยนผ่านพลังงานการสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาวควบคู่กับการก้าวสู่อนาคตทางพลังงานที่สะอาดและยั่งยืนยังคงเป็นความท้าทายที่สำคัญเทคโนโลยี SMRจึงได้รับการพิจารณาอย่างกว้างขวางทั่วโลกในฐานะแหล่งผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำที่มีศักยภาพและเสถียรภาพสำหรับกฟผ.การสร้างองค์ความรู้การพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและการเสริมสร้างขีดความสามารถถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการทำความเข้าใจทั้งโอกาสและความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับการนำเทคโนโลยี SMRมาใช้ในอนาคตดังนั้นการประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเรียนรู้จากประสบการณ์ของนานาประเทศและช่วยยกระดับขีดความสามารถที่จำเป็นสำหรับการตัดสินใจในอนาคต

ทั้งนี้ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP2026)ได้กำหนดเป้าหมายพัฒนาโรงไฟฟ้าSMRกำลังผลิตรวม 9,000เมกะวัตต์