ผู้จัดการรายวัน - ย้อนเส้นทางผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ไทยในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา ที่ทยอยปรับทัพ หยุดรายการ และสุดท้ายเลิกกิจการ เริ่มจาก “ลักษ์ 666” ในปี 2557 ก่อน JSL ประกาศยุติการดำเนินงานบางส่วนในปี 2565 และ Twenty Twenty Entertainment ยุติ “ตีสิบเดย์” และเลิกกิจการในปี 2568 ขณะที่ปี 2569 วงการจับตา Born Operation หลังมีประกาศเลิกกิจการ โดย “ไตรภพ” ชี้แจงภายหลังว่าเป็นการปรับโครงสร้างและย้ายสู่ออนไลน์ สะท้อนแรงกดดันจากเม็ดเงินโฆษณาทีวีที่หดตัวต่อเนื่อง จากจุดสูงสุด 73,595 ล้านบาทในปี 2557 ลดลง 60.4% จนเหลือเพียงประมาณ 29,149 ล้านบาทในปี 2569 นี้
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ไทยเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งการเกิดขึ้นของทีวีดิจิทัล การแข่งขันแย่งเม็ดเงินโฆษณา การเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ชมไปสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ ตลอดจนผลกระทบจากโควิด-19 และภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ผู้ผลิตรายการที่เคยสร้างชื่อจากรายการวาไรตี้ สารคดี และทอล์กโชว์ จึงต้องเลือกระหว่างลดขนาดธุรกิจ หยุดผลิตบางรายการ เปลี่ยนรูปแบบการทำงาน และตัวเลือกสุดท้ายคือยุติบทบาทบนจอโทรทัศน์
ลักษ์ 666 ยุติ “สาระแนแชนแนล” ปี 2557 เหตุรายได้โฆษณาไม่พอแบกต้นทุน
อย่างไรก็ตาม การหยุดรายการไม่เท่ากับการปิดบริษัท และการยุติธุรกิจบางส่วนก็ไม่ใช่การเลิกกิจการทั้งหมด ซึ่งตลอด 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านโปรดักชั่นเฮ้าส์ต่างทยอยปรับตัวและปิดตัวลง
เริ่มตั้งแต่ “ลักษ์ 666” หนึ่งในกรณีที่สะท้อนแรงกดดันของธุรกิจผลิตรายการและช่องโทรทัศน์ของตัวเอง โดยในปี 2557 บริษัทตัดสินใจปิด “สาระแนแชนแนล” หลังประสบปัญหาการขายโฆษณาและการสูญเสียบุคลากรไปยังสถานีโทรทัศน์ดิจิทัล
วิลลี่ แมคอินทอช และเกียรติศักดิ์ อุดมนาค หรือ “เสนาหอย” เผยว่า บริษัทประสบปัญหาขายโฆษณาได้ยากและสูญเสียบุคลากรให้สถานีโทรทัศน์ดิจิทัล จึงเลือกปิดช่องและปรับรูปแบบบริษัทไปเน้นรับจ้างผลิตรายการให้สถานีอื่น พร้อมยืนยันในเวลานั้นว่าไม่ได้ขาดทุน แต่รายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายรายเดือน
ส่วนข้อมูลผลประกอบการนั้นพบว่า ปี 2554 บริษัท ลักษ์ 666 จำกัด มีรายได้ 82.16 ล้านบาท ต้นทุนขายและบริการ 62.66 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน 37.07 ล้านบาท ขาดทุนจากการดำเนินงาน 23.69 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิ 20.37 ล้านบาท ขณะที่มีผลขาดทุนสะสม 34.58 ล้านบาท ส่วนบริษัทลูกอย่าง ลักษ์ 666 แซทเทิลไลท์ ขาดทุนประมาณ 14.43 ล้านบาทในปีเดียวกัน โดยช่วงปี 2554–2555 เป็นช่วงที่ “ลักษ์ 666” ต้องรับมือกับผลกระทบจากน้ำท่วม ซึ่งมีรายงานว่ารายได้โฆษณาลดลงมากกว่า 70% ในช่วงวิกฤตดังกล่าว
ในส่วนของผลประกอบการพบว่า บริษัท ลักษ์ 666 จำกัด มีรายได้รวมปี 2554 อยู่ที่ 82.16 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 20.37 ล้านบาท และมีผลขาดทุนสะสม 34.58 ล้านบาท ขณะที่เกียรติศักดิ์ อุดมนาค ผู้จัดการฝ่ายผลิตรายการของบริษัท กล่าวว่า ปี 2555 รายได้จากโฆษณาของรายการได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยตัวเลขรายได้หายไปกว่า 70%
ย้อนดูเส้นทางของ “สาระแนแชนแนล” ก่อนที่จะย้ายจากฟรีทีวีมาทำช่องเอง
1. ยุคก่อนย้ายมาทำช่องเคเบิล
ช่วงเวลาบนฟรีทีวี: รายการสาระแนเริ่มต้นออกอากาศทางช่อง 3 ตั้งแต่ปี 2541 จากนั้นย้ายไปไอทีวี/ITV ในปี 2547–2551 และย้ายมาปักหลักบน ททบ.5 ตั้งแต่ปี 2551 ยาวมาจนถึงช่วงต้นปี 2557 ก่อนจะย้ายไปช่องเวิร์คพอยท์ช่วงสั้น ๆ ในปี 2557–2558
จุดเปลี่ยน: ในช่วงที่ฟรีทีวีเริ่มมีข้อจำกัดและบริษัทต้องการขยายพื้นที่ผลิตคอนเทนต์ของตัวเองอย่างเต็มที่ วิลลี่ เปิ้ล และเสนาหอย จึงตัดสินใจกระโดดลงมาลงทุนทำช่องทีวีดาวเทียม/เคเบิลเป็นของตัวเองในนาม “สาระแนแชนแนล”
2. ใน “สาระแนแชนแนล” มีรายการอะไรบ้าง?
ช่องนี้ไม่ได้มีแค่รายการสาระแนเวอร์ชันดั้งเดิม แต่เป็นช่องวาไรตี้เต็มตัวที่มีคอนเทนต์หลากหลาย เช่น “สาระแน Re-Union” และ “ซูเปอร์สาระแน” รวมถึงรายการไลฟ์สไตล์ เพลง ซิตคอม และวาไรตี้อื่น ๆ ที่ผลิตโดยทีมงานลักษ์ 666 เพื่อออกอากาศตลอด 24 ชั่วโมงในระบบจานดาวเทียมและเคเบิล
3. สาระแนแชนแนลปิดตัวลงเมื่อปีไหน?
สาระแนแชนแนลประกาศปิดตัวในปี 2557 โดยมีรายงานข่าวการปิดช่องเผยแพร่วันที่ 10 พฤษภาคม 2557
สาเหตุการปิดช่อง
1. กระแสทีวีดาวเทียมซบเซาและต้นทุนสูง: ช่วงเวลานั้นธุรกิจทีวีดาวเทียมเริ่มประสบปัญหา เม็ดเงินโฆษณาไม่เป็นไปตามเป้า ขณะที่ค่าเช่าช่องสัญญาณดาวเทียมและต้นทุนการผลิตสูงมาก
2. รอยต่อยุคทีวีดิจิทัลกำลังจะมา: ปี 2557 เป็นช่วงที่ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคทีวีดิจิทัล ทำให้ผู้ผลิตหลายรายต้องปรับตัวครั้งใหญ่ ซึ่งในเวลาไล่เลี่ยกัน ทีมสาระแนก็พยายามนำรายการหลักไปออกอากาศต่อทางช่องเวิร์คพอยท์ทีวีอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่บริษัทจะเผชิญวิกฤตสะสมและภาระหนี้สินในเวลาต่อมา
เน็ก แอนด์ เดอะซิตี้ สะดุดเกมทีวีดิจิทัล
ในปี 2557 บริษัท เน็ก แอนด์ เดอะซิตี้ ของน้าเน็ก หรือเกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา เคยวางแผนผลิตรายการมากกว่า 20 รายการ ตั้งเป้ารายได้อย่างน้อย 150 ล้านบาท และตั้งเป้ากำไรไว้ที่ 30% ของรายได้ โดยมีเงินลงทุนเริ่มต้นประมาณ 5–10 ล้านบาท
ข้อมูลจากบทสัมภาษณ์ในเวลานั้น น้าเน็ก เปิดเผยว่า ต้นทุนผลิตรายการวาไรตี้โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 100,000 บาทต่อตอน ส่วนละครอาจสูงถึงประมาณ 1 ล้านบาทต่อตอน ขณะที่ราคาขายรายการให้สถานีทีวีดิจิทัลต่ำกว่าทีวีฟรีทีวีเดิมราว 40% ส่วนรายการที่มีการกล่าวถึงในช่วงนั้น ได้แก่ “NAKE AND THE CITY”, “เป่า ยิ้ง ฉุบ เงินล้าน”, “NAKED TALK”, “พิธีรีตอง”, “THE NAKED SHOW”, “8x10”, “TURNING POINT” และ “สนุกคิด IS ALL AROUND” จากนั้นจึงทยอยยุติรายการลง
กรณีนี้สะท้อนความเสี่ยงของผู้ผลิตรายการที่ต้องพึ่งพาผังสถานี เพราะต่อให้มีทีมสร้างสรรค์และรายการหลายรูปแบบ หากสถานีปรับผังหรือรายได้จากการขายรายการไม่เป็นไปตามแผน ก็อาจกระทบต่อการใช้กำลังผลิตและความคุ้มค่าของต้นทุนได้โดยตรง
ส่วนสถานะล่าสุด น้าเน็กหันมาผลิตคอนเทนต์ออนไลน์ผ่านช่อง NANAKE555 บน YouTube โดยมีรายการ “อย่าหาว่าน้าสอน” ที่เปิดให้ผู้ชมโทรเข้ามาปรึกษาปัญหาชีวิต รวมถึง “คุยต้องรวย” ซึ่งนำเสนอเรื่องธุรกิจและการลงทุน “หงี่-เหลา-เป่า-ติ้ว” ที่พูดคุยเรื่องเพศศึกษา ตลอดจน “คุยให้เด็กมันฟัง” ที่แลกเปลี่ยนเรื่องราวของคนต่างยุค และคอนเทนต์พูดคุยในรูปแบบอื่น ๆ สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการผลิตรายการโทรทัศน์ไปสู่การสร้างคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มออนไลน์
ทีวีบูรพา จากสารคดีเรตติ้งเฉพาะกลุ่ม สู่โจทย์ขายโฆษณา
เส้นทางของบริษัท ทีวีบูรพา จำกัด ผู้ผลิตรายการสารคดีโทรทัศน์ระดับตำนานอย่าง “คนค้นฅน” และ “กบนอกกะลา” ถือเป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนของการปรับตัวในอุตสาหกรรมสื่อ ที่เห็นชัดในปี 2566 ท่ามกลางกระแส Disruption ของทีวีดิจิทัลและแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยสรุปไทม์ไลน์สำคัญดังนี้
1. ยุคทองของสารคดีโทรทัศน์ (ช่วงก่อนปี 2555)
สถานะธุรกิจ: รายการสารคดีเชิงสร้างสรรค์ครองเรตติ้งเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ที่แข็งแกร่ง มีฐานแฟนรายการเหนียวแน่น
ตัวเลขผลประกอบการ: สะท้อนผ่านรายได้หลักร้อยล้านบาท เช่น ปี 2554 มีรายได้ 209.49 ล้านบาท กำไรสุทธิ 15.80 ล้านบาท และปี 2555 มีรายได้ 214.06 ล้านบาท กำไรสุทธิ 20.22 ล้านบาท โดยอัตราค่าโฆษณาในยุคบุกเบิกเคยสูงกว่า 300,000 บาทต่อนาที
2. จุดเปลี่ยนผ่านและวิกฤตเม็ดเงินโฆษณา (ปี 2561)
ความท้าทาย: เมื่อภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนผ่านสู่ยุคทีวีดิจิทัลและสื่อออนไลน์ เม็ดเงินโฆษณาถูกกระจายตัว ราคาขายโฆษณาต่อนาทีตกลงมาเหลือประมาณ 50,000 บาท ประกอบกับอัตราการขายเวลาโฆษณาทำได้เพียงราว 20% เท่านั้น
กลยุทธ์การปรับตัว: ผู้บริหารอย่าง สุพงษ์ ธรรมวุฒิ และ ชนะวัฒน์ วัจนนันท์ เริ่มปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ โดยแตกไลน์ออกไปสู่การเป็นดิจิทัลเอเจนซี การรับจัดทำการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ (Integrated Marketing Communication) และขยายตลาดคอนเทนต์สู่ระดับสากล
3. การฟื้นตัวและการพลิกโฉมองค์กรสู่ยุคดิจิทัล (ปี 2562–2566)
ผลประกอบการเติบโตสวนกระแส: ในปี 2562 ทีวีบูรพาพลิกเกมธุรกิจจนสามารถทำยอดรายได้เติบโตขึ้นถึง 32% จากการปรับโมเดลธุรกิจออกเป็น 3 ขาหลักที่ตอบโจทย์ลูกค้ายุคใหม่
รีแบรนด์ครั้งใหญ่ ในเดือน กุมภาพันธ์ 2566 : บริษัทประกาศรีแบรนด์ครั้งใหญ่สู่ชื่อ “TVBG” มุ่งต่อยอด DNA ความเป็นนักเล่าเรื่องเชิงสารคดี (Storyteller) ให้เข้ากับแพลตฟอร์มโลกและพฤติกรรมผู้ชมยุคดิจิทัล ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนกำไรเติบโต 50%
4. สถานะปัจจุบัน (ปี 2567–ปัจจุบัน)
บริษัท ทีวีบูรพา จำกัด ยังคงดำเนินกิจการอย่างต่อเนื่อง โดยมีการส่งงบการเงินรอบปีบัญชีถึงปี 2567 สะท้อนถึงการรักษาสถานภาพองค์กรให้อยู่รอดและปรับตัวให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของตลาดสื่อสารมวลชนยุคปัจจุบัน
JSL ปี 2565 ยุติบางส่วน หลังขาดทุนต่อเนื่อง 5 ปี
สำหรับกรณี JSL Global Media ซึ่งถือเป็นยักษ์ใหญ่ที่คร่ำหวอดในวงการทีวีมากกว่า 40 ปี สุดท้ายก็ไม่อาจไปต่อได้เช่นเดิม โดยมีคำชี้แจงออกมาอย่างชัดเจนในวันที่ 30 มิถุนายน 2565 ว่า บริษัทประกาศยุติการดำเนินงานบางส่วน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมปีเดียวกัน หลังดำเนินธุรกิจผลิตสื่อโทรทัศน์และงานสร้างสรรค์มานาน 43 ปี
JSL ให้ข้อมูลว่า ในช่วง 8 ปีก่อนหน้านั้น อุตสาหกรรมเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ทั้งการแข่งขันจากสถานีโทรทัศน์ที่เพิ่มขึ้น Digital Disruption และผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้การดำเนินธุรกิจได้รับผลกระทบ แม้พยายามปรับตัวแล้วแต่ยังไม่บรรลุเป้าหมาย
ขณะที่ผลประกอบการแสดงให้เห็นถึงแรงกดดันทางการเงินก่อนการประกาศดังกล่าว เริ่มจากปี 2560 มีรายได้ 439 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 38 ล้านบาท ปี 2561 รายได้ 440 ล้านบาท ขาดทุน 33 ล้านบาท ปี 2562 รายได้ 444 ล้านบาท ขาดทุน 24 ล้านบาท ปี 2563 รายได้ 354 ล้านบาท ขาดทุน 22 ล้านบาท และปี 2564 รายได้เหลือ 198 ล้านบาท ขาดทุน 57 ล้านบาท
ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า เมื่อเทียบปี 2562 ซึ่งมีรายได้ 444 ล้านบาท กับปี 2564 ที่มีรายได้ 198 ล้านบาท รายได้ลดลงประมาณ 55.4% ภายในสองปี ขณะที่ผลขาดทุนสุทธิในปี 2564 เพิ่มขึ้นเป็น 57 ล้านบาท ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงแรงกดดันทางธุรกิจที่ส่งผลให้ต้องยุติการดำเนินงานบางส่วนในเวลาต่อมา
สำหรับรายการที่มีชื่อของ JSL ในช่วงนั้น ได้แก่ “เจาะใจ”, “Perspective”, “ไมค์คู่ไม่รู้ใคร”, “กิ๊กดู๋ สงครามเพลง” และ “มาลัยไฟท์เตอร์” ทั้งนี้ การประกาศในปี 2565 คือการยุติการดำเนินงานบางส่วน ไม่ใช่การประกาศเลิกกิจการทั้งบริษัท
ในส่วนของรายการที่ยังมีข้อมูลเผยแพร่ต่อเนื่องผ่านช่องทางออนไลน์ พบว่า JSL Global Media ยังคงเผยแพร่คอนเทนต์ผ่านช่อง YouTube โดยมีรายการ “เจาะใจ” รวมถึงคลิปจาก “กิ๊กดู๋ สงครามเพลง” ให้ได้ชมกัน
ตีสิบเดย์หยุดจอ ก่อนปี 2568 บริษัทเลิกกิจการ
ตามมาด้วยรายการระดับตำนานอีกหนึ่งรายการ คือ “ตีสิบ” จากบริษัท Twenty Twenty Entertainment ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกรณีที่พบว่ามีการประกาศให้ “ตีสิบเดย์” ออกอากาศครั้งสุดท้ายวันที่ 30 พฤศจิกายน 2567 ก่อนบริษัทจดทะเบียนเลิกกิจการวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ห่างกันเกือบหนึ่งปี
ส่วนตัวเลขผลประกอบการแสดงให้เห็นถึงรายได้ที่ลดลงต่อเนื่องในช่วงหลัง จากปี 2562 มีรายได้ประมาณ 108 ล้านบาท ขาดทุน 6.5 ล้านบาท ปี 2563 มีรายได้ 78 ล้านบาท กำไร 3 ล้านบาท ปี 2564 มีรายได้ 77 ล้านบาท กำไร 1.8 ล้านบาท ปี 2565 มีรายได้ 60.06 ล้านบาท ขาดทุน 2.17 ล้านบาท และปี 2566 มีรายได้ 50.22 ล้านบาท ขาดทุน 11.11 ล้านบาท
หากเทียบรายได้ปี 2562 ที่ 108 ล้านบาท กับปี 2566 ที่ 50.22 ล้านบาท จะลดลงประมาณ 53.5% ในสี่ปี ขณะที่ผลประกอบการกลับมาขาดทุน 11.11 ล้านบาทในปี 2566 หลังเคยมีกำไรในปี 2563–2564 ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการหดตัวของรายได้และความผันผวนของกำไร จนนำไปสู่การตัดสินใจยุติรายการลง และแสดงให้เห็นว่าการมีรายการออกอากาศมายาวนานไม่ได้รับประกันว่าผู้ผลิตรายการจะสามารถรักษารายได้ให้เพียงพอกับต้นทุนในระยะยาวได้
Born ปี 2569 จุดเปลี่ยนจากจอทีวีสู่ออนไลน์
จนมาถึงกรณีล่าสุด คือ Born Operation ของ “ไตรภพ ลิมปพัทธ์” ซึ่งเป็นข่าวใหญ่ในช่วงกลางเดือนตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา มีรายงานและการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับประกาศเลิกกิจการและเลิกจ้างพนักงาน มีผลวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569 พร้อมระบุถึงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและผลขาดทุนสะสมต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม วันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา ไตรภพได้ชี้แจงต่อสาธารณะว่า Born Operation และ Born & Associates ไม่ได้ปิดตัวตามที่มีการเข้าใจ แต่เป็นการปรับโครงสร้างและย้ายรายการ “ครัวคุณต๋อย” และ “Today Show” ไปสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ โดยระบุว่า บริษัทเตรียมยุติการผลิตรายการทั้งสองเพื่อออกอากาศทางช่อง 3 ในช่วงสิ้นเดือนธันวาคม 2569 และเปลี่ยนช่องทางเผยแพร่ไปสู่ออนไลน์
ไตรภพ เปิดเผยว่า ในอดีตค่าโฆษณาของรายการ “Today Show” เคยอยู่ที่ประมาณ 400,000 บาทต่อนาที ส่วน “ครัวคุณต๋อย” เคยขายโฆษณาได้ประมาณ 200,000 บาทต่อนาที แต่ปัจจุบันลดลงเหลือประมาณ 20,000–30,000 บาทต่อนาที ขณะที่ “ครัวคุณต๋อย” มีต้นทุนผลิตประมาณ 600,000–700,000 บาทต่อตอน และมีทีมงานประมาณ 50 คน รวมค่าใช้จ่ายมากกว่า 50 ล้านบาทต่อปี
คำชี้แจงนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของผู้ผลิตรายการรุ่นเก๋า จากการพึ่งพารายได้โฆษณาบนจอโทรทัศน์ ไปสู่การใช้ช่องทางออนไลน์มาเป็นแพลตฟอร์มหลัก ขณะที่สถานะทางกฎหมายของบริษัทต้องยึดตามประกาศและเอกสารทางการที่ชัดเจนเป็นสำคัญ
สำหรับแผนต่อจากนี้ ไตรภพ ระบุว่า จะยังทำคอนเทนต์ต่อ แต่เปลี่ยนช่องทางเผยแพร่ โดยมีแนวทางต่อยอด “ครัวคุณต๋อย” และ “Today Show” บนแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงคอนเทนต์ด้านอาหารและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง
เปิด 12 ปี เม็ดเงินโฆษณาทีวี จากจุดสูงสุด 7.36 หมื่นล้าน เหลือ 2.91 หมื่นล้าน
ตลอด 12 ปีที่ผ่านมา นอกจากกลุ่มผู้ผลิตรายการที่ได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัยแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นว่าเม็ดเงินโฆษณาบนสื่อทีวีมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลจาก MI GROUP พบว่า เม็ดเงินโฆษณาในสื่อทีวีปี 2554 อยู่ที่ 62,238 ล้านบาท ปี 2555 เพิ่มเป็น 68,105 ล้านบาท ปี 2556 มีมูลค่า 69,249 ล้านบาท ก่อนขึ้นสู่จุดสูงสุด 73,595 ล้านบาทในปี 2557 หลังจากนั้นทิศทางเปลี่ยนเป็นขาลง โดยปี 2558 อยู่ที่ 72,207 ล้านบาท ปี 2559 มีมูลค่า 59,502 ล้านบาท ปี 2560 มีมูลค่า 48,767 ล้านบาท ปี 2561 มีมูลค่า 47,785 ล้านบาท และปี 2562 มีมูลค่า 46,931 ล้านบาท
จากนั้นเมื่อเกิดโควิด-19 เม็ดเงินโฆษณาทีวีลดลงมาอยู่ที่ 37,415 ล้านบาทในปี 2563 และ 37,411 ล้านบาทในปี 2564 ก่อนลดลงต่อเนื่องเป็น 36,726 ล้านบาทในปี 2565, 35,364 ล้านบาทในปี 2566, 33,129 ล้านบาทในปี 2567 และ 31,343 ล้านบาทในปี 2568 ส่วนปี 2569 MI GROUP คาดการณ์ไว้ที่ 29,149 ล้านบาท
หากเปรียบเทียบจากจุดสูงสุด 73,595 ล้านบาทในปี 2557 กับตัวเลขคาดการณ์ 29,149 ล้านบาทในปี 2569 เม็ดเงินโฆษณาทีวีจะลดลง 44,446 ล้านบาท หรือประมาณ 60.4% ในรอบ 12 ปี
ขณะเดียวกัน ในปี 2568 เม็ดเงินโฆษณาทางอินเทอร์เน็ตอยู่ที่ 33,105 ล้านบาท เติบโต 5% และแซงสื่อทีวีที่มีมูลค่า 31,343 ล้านบาท ซึ่งลดลง 5% เป็นครั้งแรก สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของการจัดสรรงบโฆษณาอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม โปรดักชั่นเฮ้าส์ที่ปิดตัวลงไม่ได้เกิดจากสาเหตุเม็ดเงินโฆษณาทีวีลดลงเพียงอย่างเดียว แต่การหดตัวของตลาดเป็นแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นพร้อมกับต้นทุนการผลิต การขายเวลาโฆษณาที่ยากขึ้น การเปลี่ยนผังสถานี และการย้ายผู้ชมไปสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ อีกทั้งการมีชื่อเสียงหรือมีรายการที่อยู่บนจอมานานก็ไม่สามารถรับประกันการอยู่รอดได้ ดังนั้น หากรูปแบบรายได้เดิมไม่สามารถรองรับต้นทุนได้อีกต่อไป ทางเลือกต่อไปจึงไม่ใช่เพียงการลดค่าใช้จ่าย แต่รวมถึงการปรับช่องทางเผยแพร่และสร้างรายได้ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้ชมที่เปลี่ยนไป.


